ดนตรีบำบัดไม่ใช่แค่การฟังเพลง แต่คือการพาสมอง ‘เข้ายิม’ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อความรู้สึกให้แข็งแรง

ในชีวิตประจำวันเราทุกคนล้วนคุ้นเคยกับ 'ดนตรี' มากกว่าที่คิด ตั้งแต่จังหวะการเต้นของหัวใจแม่ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ไปจนถึงเสียงรอบตัวที่ค่อย ๆ สะสมกลายเป็นความทรงจำ 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง 'เสียง' แต่เป็นข้อมูลของอารมณ์ ความรู้สึกและประสบการณ์ที่ถูกเก็บไว้ในตัวเรา และนี่เองคือจุดตั้งต้นของสิ่งที่เรียกว่า ดนตรีบำบัด

Techsauce อยากชวนไปเจาะลึกการทำงานของศาสตร์นี้ผ่านมุมมองของ พญ.เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ จิตแพทย์ศูนย์สุขภาพใจ และคุณรักรวี รักใหม่ นักดนตรีบำบัดจากโรงพยาบาลวิมุต ที่จะมาไขความลับว่าดนตรีช่วยเยียวยาจิตใจและสะท้อนตัวตนของเราได้อย่างไร

ดนตรีบำบัดคืออะไร และต่างจากการฟังเพลงทั่วไปอย่างไร

หลายคนอาจเข้าใจว่าดนตรีบำบัดคือการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย หรือการทำ Sound Bath ที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ในความเป็นจริงดนตรีบำบัดลึกกว่านั้นมาก

ดนตรีทั่วไปมีเป้าหมายเพื่อความไพเราะ ความบันเทิงหรือการเรียนรู้ทักษะ เช่น การเล่นเครื่องดนตรีให้เก่งขึ้น แต่ดนตรีบำบัดไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานนั้นเลย ผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางดนตรี เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ความถูกต้องของเสียง แต่คือ 'สิ่งที่เสียงนั้นสะท้อนออกมา'

ดนตรีในบริบทนี้จึงเป็นเหมือน ภาษาอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้สื่อสารความรู้สึก ความคิดและสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ โดยเฉพาะสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

เมื่อดนตรีกลายเป็นภาษาของจิตใต้สำนึก

ในทางการแพทย์ดนตรีมีผลต่อสมองโดยตรง โดยเฉพาะสมองส่วน Limbic system ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความกลัว ความพึงพอใจและสัญชาตญาณพื้นฐาน นั่นหมายความว่า ดนตรีสามารถเข้าถึง 'อารมณ์ดิบ' ของมนุษย์ได้โดยไม่ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์

ต่างจากการพูดคุยทั่วไปที่เรามักมีกลไกป้องกันตัวเอง เช่น เลือกคำพูด หรือหลีกเลี่ยงบางประเด็น ดนตรีไม่มีฟิลเตอร์เหล่านั้น เมื่อเราสร้างเสียงหรือจังหวะบางอย่างออกมา มันมักสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในโดยตรง

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเมื่อเข้าร่วมดนตรีบำบัด หลายคนคาดว่าเขาน่าจะเล่นดนตรีที่เศร้า แต่กลับกันเลยเพราะเสียงที่ออกมานั้น 'เต็มไปด้วยความโกรธ' เมื่อผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมดนตรีบำบัดต่อเนื่อง เขาก็เริ่มพบว่าความโกรธนั้นไม่ได้หายไป แต่ถูกกดทับมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีพื้นที่ให้แสดงออก จนสุดท้ายมันเปลี่ยนรูปเป็นความเศร้าและหันกลับมาทำร้ายตัวเองแทน

สิ่งนี้คือสิ่งที่ดนตรีบำบัดทำได้ นั่นคือ การเปิดเผยความรู้สึกที่เราเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่

'ความเครียด' อาจมีหลายรูปแบบกว่าที่คิด

ในชีวิตจริงคนจำนวนมากบอกว่าตัวเองเครียด แต่เมื่อถามลึกลงไป มักไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครียดจากอะไร

ความจริงแล้วอารมณ์ไม่ได้มาเป็นก้อนเดียว แต่มักเป็นการผสมกันของหลายความรู้สึก เช่น เหนื่อย น้อยใจ โกรธ ผิดหวัง หรือแม้แต่ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ซึ่งปัญหาคือคนจำนวนมากไม่ได้ถูกฝึกให้รับรู้อารมณ์เหล่านี้อย่างละเอียด โดยเฉพาะในวัฒนธรรมเอเชียที่มักมองว่าการแสดงออกทางอารมณ์เป็นเรื่องไม่เหมาะสม

ดนตรีจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น 'ตัวกลาง' ที่ช่วยให้เราเริ่มเห็นอารมณ์เหล่านั้น โดยไม่ต้องใช้คำพูด และเมื่อเราเริ่ม 'รู้' ว่าเรารู้สึกอะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

เมื่อจังหวะดนตรีสะท้อน 'จังหวะชีวิต'

อีกเคสที่น่าสนใจคือ คนที่เครียดจากการทำงาน พอได้ลองเล่นดนตรี เขาเริ่มต้นด้วยการคุมจังหวะอย่างดี แต่ไม่นานจังหวะก็หลุด แล้วเขาก็ดึงจังหวะกลับมาให้เข้าที่อีกครั้ง สลับไปมาแบบนี้ตลอดจนจบกิจกรรม พอเล่นจบสิ่งแรกที่เขาพูดขึ้นมาคือ 'ชีวิตคนเราก็เหมือนจังหวะเมื่อกี้เลย ต้องมีทั้งช่วงที่อยู่ในกรอบและช่วงยืดหยุ่นที่ปล่อยให้ตัวเองมีอิสระบ้าง'

นี่ไม่ใช่สิ่งที่นักบำบัดบอกเขา แต่เป็นสิ่งที่เขา 'เห็นด้วยตัวเอง' ผ่านเสียงดนตรี ดนตรีบำบัดจึงไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป แต่ช่วยให้คนค้นพบคำตอบของตัวเอง

การสื่อสารที่ไม่ต้องพูดแต่เชื่อมผู้คนได้

ในอีกกิจกรรมที่ถูกยกตัวอย่างขึ้นมา คือกิจกรรมที่ให้กลุ่ม 'คนแปลกหน้า' มาเล่นดนตรีร่วมกัน โดยไม่มีการเตรียมตัวและไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือทุกคนสามารถเริ่ม เล่นและจบพร้อมกันได้โดยไม่ต้องพูดอะไร

ที่เป็นแบบนี้เพราะพวกเขาเกิดการ 'จูน' เข้าหากันโดยธรรมชาติ มันคือการสื่อสารที่ไม่ต้องพูดสักคำ พอจังหวะเริ่มสอดคล้องกัน ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกผูกพัน ไว้ใจ และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เลยไม่แปลกที่พอเล่นจบปุ๊บ หลายคนจะรู้สึกสบายใจและเผลอยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัว 

ดนตรีบำบัดในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด

แม้ดนตรีบำบัดแบบเต็มรูปแบบจะต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญ แต่ในชีวิตประจำวันเราสามารถนำแนวคิดบางส่วนไปใช้ได้ทันที

เริ่มจากการ 'ฟังเพลงอย่างมีเป้าหมาย' แทนการเปิดเพลงทิ้งไว้เฉย ๆ เช่น ฟังเพื่อโฟกัส ฟังเพื่อผ่อนคลายหรือฟังเพื่อปลดปล่อยอารมณ์

จากนั้นลองสังเกตตัวเองว่าเพลงที่เราเลือกสะท้อนอะไรในตัวเรา บางคนเศร้าแต่เลือกฟังเพลงหนัก ๆ ซึ่งอาจบ่งบอกว่าภายในมีความรู้สึกที่ต้องการการปลดปล่อยมากกว่าการปลอบโยน การจัดเพลย์ลิสต์ก็สามารถเป็นอีกเครื่องมือได้เช่นกัน เช่น เพลย์ลิสต์สำหรับทำงาน เพลย์ลิสต์สำหรับรีเซ็ตใจ หรือเพลย์ลิสต์เติมพลัง

อีกวิธีที่น่าสนใจ คือลองจัดเพลย์ลิสต์รวมเพลงโปรดตั้งแต่สมัยเด็ก วัยรุ่น จนถึงตอนนี้ การย้อนฟังเพลงที่เติบโตมาพร้อมกับเรา จะช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวและทำให้เราเข้าใจตัวตนในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น 

การฟัง Mozart ทำให้เด็กฉลาดจริงไหม

คำตอบคือ ช่วยได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

สิ่งที่สำคัญกว่าดนตรีคลาสสิก คือ เสียงของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การฮัมเพลงหรือการร้องเพลงกล่อม เพราะเสียงเหล่านี้สร้างความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สมองของเด็กพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดนตรีที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก จึงไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือ เสียงที่คุ้นเคยและอบอุ่นที่สุด

สรุป

ดนตรีบำบัดทำให้เห็นว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เสียงดนตรี แต่คือความรู้สึกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง มันช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์ที่ซับซ้อน มองเห็นความรู้สึกที่เผลอกดทับไว้ และเรียนรู้ที่จะปรับ จังหวะชีวิต ของตัวเอง บางครั้งเราอาจไม่ต้องไปหาคำตอบจากที่ไหน แค่ลองฟังเสียงข้างในให้ลึกพอ เราอาจจะได้ยินสิ่งที่ตัวเองพยายามบอกมาตลอดก็ได้ 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

DNA Test: แต้มต่อสำคัญในการวางแผนดูแลสุขภาพ

การตรวจ DNA Test ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ "พิมพ์เขียว" ที่ช่วยให้คุณเห็นความเสี่ยงโรคร้ายและการตอบสนองต่อยาได้ล่วงหน้า นพ.คณิน จาก N Health ชี้ชัดว่านี่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุ...

Responsive image

นักวิจัยสวีเดน พัฒนา AI ตรวจโรคสมอง เจาะเลือดครั้งเดียวก็รู้ว่ากำลังเป็นโรคอะไร

ปกติแล้วการวินิจฉัยโรคทางสมองเป็นเรื่องที่ปราบเซียนมาก เพราะอาการของแต่ละโรคมักคล้ายกัน เช่น ขี้ลืมหรือมีอาการมือสั่น ซึ่งอาการพวกนี้มีสิทธิ์เป็นได้หลายโรค แถมผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็น...

Responsive image

นอนให้ดีต้องนอนยังไง? ถอดรหัสศาสตร์แห่งการนอนหลับ 7 เทคนิคเพื่อสุขภาพที่ดี

สรุปมาแล้ว 'นอนให้ดีต้องนอนยังไง? Science and History of Sleeping' เซสชันที่จะทำให้คุณตระหนักเรื่องการนอนมากขึ้น โดย ผศ.นพ.จิรยศ จินตนาดิลก ผอ.ศูนย์การนอนหลับ รพ.เมดพาร์ค และ นพ.ชั...