
เรื่องของ PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ตระหนักคือ ฝุ่นจิ๋วเหล่านี้กำลังกัดกร่อนช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพดีอย่างเงียบๆ ทุกวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยแล้วอย่างภายในอาคาร
ใน Session "อยู่รอดใต้เงาฝุ่น PM 2.5: Healthspan กับคุณภาพอากาศ" บนเวที Techsauce Healthspan Festival 2026 ผศ.ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล นายกสมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับ คุณอิทธิ ภู่วรวงศ์ ผู้จัดการแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ฉายภาพสถานการณ์ฝุ่นในไทย พร้อมเสนอแนวทางจัดการคุณภาพอากาศที่เป็นระบบ ดำเนินรายการโดย คุณเจน จันทรทัย จาก 20 Something Wannabe

ผศ.ดร.ประพัทธ์ เปิดประเด็นด้วยการช่วยให้ผู้ฟังจินตนาการถึงขนาดของ PM 2.5 ว่า หากลองนึกภาพเครื่องบินลำหนึ่งบินผ่านศีรษะ แล้วมีมดตัวเล็กๆ เกาะอยู่บนเครื่องบินนั้น ขนาดของมดตัวนั้นคือขนาดของ PM 2.5 เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรามองเห็นในชีวิตประจำวัน
ความเล็กจิ๋วนี้เองที่ทำให้มันอันตราย เพราะ PM 2.5 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบทางเดินหายใจ แต่สามารถเดินทางเข้าสู่หลอดเลือด หัวใจ และแม้แต่สมองของมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น อันตรายยังเพิ่มขึ้นตามแหล่งกำเนิด เช่น ฝุ่นจากการเผาไหม้น้ำมันดีเซลจะมีสารพีเอเอช (สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอะโรมาติกหลายวง) ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ขณะที่ฝุ่นภายในบ้านก็อาจมีสารก่อภูมิแพ้ปะปนอยู่
สถานการณ์ในประเทศไทยน่าเป็นห่วง จากประชากร 70 ล้านคน มีผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ PM 2.5 แล้วราว 12 ล้านคน และตัวเลขนี้กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนเลือกหลบเข้าบ้าน เมื่อค่าฝุ่นภายนอกพุ่งสูง แต่ ผศ.ดร.ประพัทธ์ ชี้ว่านั่นอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อเราเปิดเครื่องปรับอากาศ อุณหภูมิภายในห้องที่เย็นกว่าภายนอกทำให้อากาศหดตัว เกิดแรงดึงอากาศจากภายนอกพร้อมกับฝุ่น PM 2.5 เข้ามาตามช่องว่างของประตู หน้าต่าง และซอกต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
หากบ้านไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถกรองหรือลดฝุ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้อง ก็ไม่มีทางลดฝุ่นภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญคือ เราใช้เวลามากกว่า 90% ของแต่ละวัน หรือมากกว่า 23 ชั่วโมง อยู่ภายในอาคารปิด ดังนั้นคุณภาพอากาศภายในอาคารจึงส่งผลต่อสุขภาพของเรามากกว่าอากาศภายนอกเสียอีก
เมื่อ PM 2.5 เล็กเกินกว่าจะมองเห็นด้วยตาเปล่า คำตอบจึงอยู่ที่การ "วัด" ผศ.ดร.ประพัทธ์ ย้ำว่าสมาคมฯ กำลังผลักดันแนวคิดที่ว่า "อากาศที่ดีต้องตรวจวัดได้" โดยปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศแทบทุกยี่ห้อมีการติดตั้งตัวตรวจวัดฝุ่นไว้แล้ว แม้ความแม่นยำอาจไม่เทียบเท่าเครื่องมือระดับวิจัย แต่ก็เพียงพอสำหรับการดูแนวโน้มคุณภาพอากาศภายในบ้าน

ในฝั่งของเทคโนโลยี คุณอิทธิอธิบายว่า ตัวตรวจวัดในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่แค่แสดงค่า แต่ยังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศ เพื่อให้ทำงานร่วมกันอย่างอัตโนมัติ เช่น เมื่อปริมาณฝุ่นสูงขึ้น ระบบจะเพิ่มการหมุนเวียนอากาศโดยอัตโนมัติ
นอกจากการกรองฝุ่นแล้ว ยังมีนวัตกรรมอย่าง "สตรีมเมอร์" ของไดกิ้น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปทำลายเชื้อโรคและสลาย PM 2.5 ที่ติดอยู่บนแผ่นกรอง ทำให้ไม่ใช่แค่ กรองฝุ่นแต่ยังสลายฝุ่นไปพร้อมกัน
คุณอิทธิเสริมว่า คุณภาพอากาศภายในอาคารไม่ได้เกี่ยวกับ PM 2.5 เพียงอย่างเดียว ยังมีมลพิษตัวอื่นที่ล่องลอยอยู่ในอากาศภายในบ้านของเราอีกมาก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจ สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เชื้อราและแบคทีเรีย รวมถึงฟอร์มาลดีไฮด์จากเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ซึ่ง ผศ.ดร.ประพัทธ์ ระบุว่าสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "กลิ่นใหม่" ของเฟอร์นิเจอร์นั้น แท้จริงแล้วคือสารก่อมะเร็ง
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดแนวคิดเรื่อง "เครื่องระบายอากาศ" ที่ทำหน้าที่นำอากาศเสียภายในออก และดึงอากาศสะอาดจากภายนอกเข้ามาโดยผ่านระบบกรอง การจัดการอากาศที่ดีจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ทั้งระบบ ทั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องระบายอากาศ

ในด้านนโยบาย ผศ.ดร.ประพัทธ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมี "ค่าเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในอาคาร" สำหรับอาคารสาธารณะแล้ว โดยกำหนดให้ PM 2.5 ต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ และอาคารสาธารณะทุกประเภท อย่างไรก็ตาม ค่านี้ยังเป็นเพียง "ค่าเฝ้าระวัง" ที่ใช้อ้างอิง ยังไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย
จากการตรวจวัดอาคารสาธารณะเกือบ 300 แห่งทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐาน แต่ยังมีราว 30% ที่ยังควบคุมคุณภาพอากาศได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะปัญหาจากร้านปิ้งย่างแบบเปิดโล่งในห้างที่ระบบดูดควันไม่เพียงพอ
เพื่อแก้ปัญหานี้ สมาคมฯ กำลังผลักดันมาตรฐาน "IQ Star" ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่จะติดตั้งบนอาคารที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าพื้นที่นั้นมีอากาศที่ปลอดภัย โดยในอนาคต IQ Star อาจถูกนำมาใช้เป็นฉลากผลิตภัณฑ์สำหรับอุปกรณ์เกี่ยวกับอากาศด้วยเช่นกัน
ทั้งสองผู้เชี่ยวชาญทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำเชิงปฏิบัติ โดยคุณอิทธิแบ่งแนวทางออกเป็น 2 กลุ่ม
สำหรับ ที่พักอาศัย ควรเริ่มจากการมีเครื่องฟอกอากาศเสริมจากเครื่องปรับอากาศ และหากต้องการยกระดับคุณภาพอากาศอย่างแท้จริง ควรเพิ่มเครื่องระบายอากาศที่จะช่วยระบายคาร์บอนไดออกไซด์และนำอากาศสะอาดเข้ามาผ่านระบบกรอง
สำหรับ อาคารขนาดใหญ่และสำนักงาน แม้กฎหมายอาคารจะกำหนดให้มีระบบนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ตามมาคือ PM 2.5 และความชื้นจากภายนอก จึงจำเป็นต้องมีระบบจัดการอากาศที่ครบวงจร ตั้งแต่การปรับอุณหภูมิ ลดความชื้น ไปจนถึงการกรอง PM 2.5 ก่อนนำอากาศเข้าสู่อาคาร
คุณอิทธิย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการมองคุณภาพอากาศเป็นระบบไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบ การคำนวณ และการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน
ผศ.ดร.ประพัทธ์ ปิดท้ายด้วยการเตือนว่า ปี 2026 นี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งจะทำให้อากาศแห้งกว่าปกติและมีฝุ่น PM 2.5 มากกว่าปกติ การปรับตัวและเรียนรู้เรื่องคุณภาพอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session "อยู่รอดใต้เงาฝุ่น PM 2.5: Healthspan กับคุณภาพอากาศ" ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด