
เนคเทคเริ่มต้นเมื่อ 40 ปีก่อนด้วยคนไม่ถึง 10 คนที่ตึกโยธี แต่วันนี้เติบโตเป็นองค์กรราว 500 คน และกำลังตอบคำถามที่ยากกว่าตอนตั้งต้น นั่นคือรากฐานชุดต่อไปที่ประเทศไทยต้องวางเพื่อรองรับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ควรเป็นเรื่องอะไร
คำถามนี้เป็นแกนของงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center: NECTEC) หรือเนคเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประจำปี 2569 หรือ NECTEC ACE 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด 'NECTEC 40 Years: Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน'
งานปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 โดยมีพันธมิตรภาครัฐร่วมสนับสนุนมากกว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน ข้อเสนอหลักที่เนคเทคนำมาวางบนเวทีคือเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า 3 เรื่องที่ประเทศควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI ส่วนช่วงพิธีเปิดประกอบด้วยปาฐกถาพิเศษ 'Power up Thailand with Frontier Technologies' โดยปลัดกระทรวง อว. และการบรรยายพิเศษ 'Legacy & Beyond: 4 Decades of NECTEC's Achievements' โดยผู้อำนวยการเนคเทค ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวผู้อำนวยการเนคเทคคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งในเดือนตุลาคมนี้

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดงานด้วยการชี้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันไปแล้ว ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเนคเทคคือฐานสำคัญที่นำเทคโนโลยีเหล่านั้นเข้ามาใช้ในประเทศตั้งแต่ยุคแรก
แต่พัฒนาการได้ก้าวข้ามจากคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุค AI เต็มตัว ซึ่ง ศ.ดร.ชูกิจ ระบุว่า 'ถ้าเราไม่ทำอะไรเป็นของเราเอง เราก็จะล้าหลังเขา แล้วต้องซื้อเขาร่ำไป' และนั่นคือเหตุผลที่แนวคิด Legacy & Beyond ของงานปีนี้ต้องไม่หยุดอยู่แค่การทบทวนอดีต ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเพื่อเรียนรู้วิธีที่เคยทำสำเร็จ แต่หัวข้อที่จะทำต่อจากนี้ต้องไม่ใช่หัวข้อเดิม
สิ่งที่ ศ.ดร.ชูกิจ ระบุว่า 40 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วคือ งานวิจัยขั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้หยุดอยู่บนหิ้ง เนคเทคเข้าไปบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่ยุคแรก และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไทยยังขาด เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกจากห้องปฏิบัติการไปแก้โจทย์จริงของประเทศ ภารกิจของ สวทช. ในฐานะเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ (National Research Engine) ซึ่งมีเนคเทคเป็นเครื่องยนต์หลักด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล จึงเป็นการเร่งสร้างความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งศักยภาพของคน โครงสร้างพื้นฐาน และการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อให้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้าไม่ใช่แค่สิ่งที่นำเข้ามาใช้ แต่ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดให้ตอบความต้องการของประเทศได้จริง
โจทย์ที่ ศ.ดร.ชูกิจ ฝากไว้กับที่ประชุมคือเรื่องกำลังคน โดยระบุว่าโครงการพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่าง Super AI Engineer ที่เนคเทคมีส่วนร่วมจัดร่วมกับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) ยังมีสถานะเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตร สิ่งที่ต้องทำต่อคือผลักให้เข้าไปอยู่ในแกนของหลักสูตร ให้เด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยได้ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการทำงาน โดยเนคเทคเองทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ AI แห่งชาติ ซึ่งผลักดันเรื่องการสร้างกำลังคนมาโดยตลอด
ในช่วงเดียวกัน ศ.ดร.ชูกิจ ยังแจ้งข่าวว่า สวทช. เพิ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐ 2 รางวัล จากแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และ Thai School Lunch

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ขึ้นเวทีต่อด้วยปาฐกถาพิเศษ 'Power up Thailand with Frontier Technologies' โดยตั้งกรอบเวลาไว้ที่อีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า ที่ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และเลือกเปิดด้วยเงื่อนไขพื้นฐานก่อนจะไปถึงตัวเทคโนโลยี โดยระบุว่าถ้าประเทศไทยต้องการไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นเครื่องยนต์การเติบโต (New Growth Industry) จริง มีอยู่ 2 เรื่องที่ต้องมีก่อน
เรื่องแรกคือกำลังคนทักษะสูง (High-skill Workforce) ที่เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นได้จริง เรื่องที่สองคือห้องปฏิบัติการระดับชาติ (National Lab) เพราะการมีกำลังคนอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีแล็บกลางที่ทำหน้าที่ลงทุนแทนความเสี่ยงของภาคเอกชน และทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์อนาคตในส่วนที่เอกชนไม่ลงมือทำเอง
ศ.ดร.ศุภชัย เล่าถึงบทสนทนาบนโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงรับรอง Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อคืนก่อนหน้า โดยผู้บริหารระดับประธานของมูลนิธิ Temasek ที่นั่งข้างกันได้เล่าถึงงานวันเกิดปีสุดท้ายของ ลี กวนยู ซึ่งจัดในวงเล็ก ๆ ไม่ถึง 40 คน ในงานนั้นมีคนถามท่านว่าอีก 50 ปีข้างหน้าสิงคโปร์จะเป็นอย่างไร คำตอบคือ ท่านเชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบันแน่นอน ซึ่งต่างจากคำตอบในครั้งก่อน ๆ ที่ยังไม่มั่นใจนัก
ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่าเป็นการตีความของตัวเอง ไม่ใช่คำพูดตรง ๆ ของผู้เล่า แต่สิ่งที่ทำให้ความมั่นใจนั้นเปลี่ยนไปคือรากฐานที่ถูกวางไว้อย่างดี ทั้งรากฐานด้านวิทยาศาสตร์และรากฐานด้านกำลังคน และนั่นคือบทบาทที่ประเทศไทยต้องการจากเนคเทคในช่วง Beyond ต่อจากนี้ เพราะ 40 ปีที่ผ่านมาเนคเทคสร้างคุณูปการไว้มากก็จริง แต่ 40 ปีถัดไปคือความท้าทายที่หนักกว่า ในการพา Gross Domestic Product (GDP) ของประเทศให้ดีขึ้นกว่าทุกวันนี้

จากเงื่อนไขสองข้อนั้น ศ.ดร.ศุภชัย จึงลงมาที่ทิศทางที่กระทรวง อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตรกำหนดไว้ว่าอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศควรเป็นเรื่องอะไร โดยมี 4 ทิศทางหลัก
ทั้งหมดนี้ ศ.ดร.ศุภชัย ย้ำว่าไม่มีหน่วยงานใดทำสำเร็จได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัยและเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง 'ผู้ใช้' เทคโนโลยี แต่ก้าวไปสู่การเป็น 'ผู้สร้าง' และเปลี่ยนรากฐานที่เนคเทคสั่งสมมาตลอด 40 ปีให้เป็นพลังสำหรับอนาคตของประเทศ
รากฐานที่ ศ.ดร.ศุภชัย พูดถึงมีหน้าตาอย่างไร ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค เป็นผู้เล่าต่อในการบรรยายพิเศษ 'Legacy & Beyond: 4 Decades of NECTEC's Achievements' โดยแบ่ง 40 ปีออกเป็น 4 ช่วง ช่วงละราว 10 ปี และออกตัวว่าจะเล่าทั้งเรื่องที่สำเร็จและเรื่องที่ยังเป็นความท้าทาย เพราะความล้มเหลวมีอยู่ไม่น้อย
10 ปีแรกคือยุคโครงสร้างพื้นฐาน ผลงานในยุคนั้นคือการแยกตัวออกไปตั้งบริษัท (Spin-off) อินเทอร์เน็ตประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider) รายแรกของประเทศ การตั้งโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) สำหรับผลิตเซนเซอร์ที่ยังอยู่จนถึงปัจจุบันในชื่อศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Microelectronics Center: TMEC) การจัดการแข่งขัน National Software Contest ที่เป็นจุดเริ่มของภารกิจพัฒนากำลังคน และการวางมาตรฐานคอมพิวเตอร์ภาษาไทยในยุคที่ประเทศยังไม่มีมาตรฐานกลาง
10 ปีถัดมาคือยุคนโยบาย เนคเทครับโจทย์จากรัฐบาลในการจัดทำแผนเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และการตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) ที่ปัจจุบันคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ชัย ระบุว่าหน่วยงานสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกระทรวงในเวลานั้น ทั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Development Agency: ETDA) และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันคือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Development Agency: DGA) ล้วนเป็นการ Spin-off คนจากเนคเทคออกไปตั้งต้นหน่วยงานเหล่านั้น
10 ปีที่สามคือยุคดิจิทัล ภายใต้วิสัยทัศน์ 'งานวิจัยใช้ได้จริง' ของ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการในยุคนั้น เกิดเป็นโซลูชันทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จำนวนมาก ตั้งแต่แพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) สัญชาติไทยอย่าง NETPIE ที่ Spin-off เป็นบริษัทและยังให้บริการอยู่ ระบบมอนิเตอร์เขื่อน แพลตฟอร์มดูแลโภชนาการอาหารกลางวันนักเรียน Thai School Lunch ที่โรงเรียนราว 35,000 แห่งใช้งาน แพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมือง Traffy Fondue สื่อการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับเยาวชน KidBright ไปจนถึง DentiiScan เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม 3 มิติฝีมือคนไทย ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และกระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศราว 70 เครื่อง
10 ปีล่าสุดคือยุคข้อมูลและ AI ซึ่งเป็นช่วงที่ ดร.ชัย รับตำแหน่งผู้อำนวยการ และมี 2 โจทย์ที่ส่งมอบ โจทย์แรกคือ Industry 4.0 ผ่านการเขียนแผนตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ก่อนเกิดโควิด เพื่อยกระดับภาคการผลิตของไทยที่ยังอยู่ระดับ 2.0 โจทย์ที่สองคือแผน AI แห่งชาติ ที่เนคเทคร่วมเขียนกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาราว 3 ปี และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2022 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ ChatGPT จะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน
หนึ่งในกรณีใช้งานที่ ดร.ชัย ยกขึ้นมาคือระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของสภาพัฒน์ที่ครอบคลุมข้อมูลคนมากกว่า 40 ล้านคน เนคเทคนำ AI เข้าไปวิเคราะห์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพื่อใช้วางแผนยุทธศาสตร์ลดปัญหาความยากจนรายจังหวัด

ดร.ชัย ระบุว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมาได้ให้ทีมงานศึกษาว่าถ้าเนคเทคจะตั้งแล็บใหม่ ควรเป็นเรื่องอะไร ผลการศึกษาชี้ไปที่ 3 เรื่องเดียวกับที่งานปีนี้ยกขึ้นมาเป็นข้อเสนอหลัก โดยยังไม่ผูกมัดว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะต้องดูทั้งกำลังคนและทิศทางของประเทศประกอบ พร้อมย้ำเงื่อนไขว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงวิชาการ แต่สำหรับเนคเทคและ สวทช. การตั้งแล็บใหม่หมายความว่าแล็บนั้นต้องส่งมอบของสู่สังคมได้จริงและเกิดประโยชน์กับคนจำนวนมาก การตัดสินใจจึงต้องเริ่มจากคำถามว่ากรณีใช้งานคืออะไร
เรื่องแรกคือเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่ง ดร.ชัย ระบุชัดว่าไม่ใช่ Quantum Computing แต่โฟกัสที่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ PQC หรือการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลให้ทนต่อการถอดรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม ส่วนที่สองคือการตรวจวัดความแม่นยำสูงด้วยควอนตัม (Quantum Sensing) บางประเภท เนื่องจากเนคเทคมีทีมและโจทย์ด้าน Photonics อยู่แล้ว เมื่อประกอบกับงานด้านควอนตัมจะยิ่งเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็ว
เรื่องที่สองคือการสื่อสารผ่านอวกาศ ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เข้ามาใกล้ชีวิตประจำวัน จนโทรศัพท์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา แต่สิ่งที่เนคเทคจะเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ใช่การผลิตหรือส่งดาวเทียม หากเป็นการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานการสื่อสาร เช่นเดียวกับที่เคยทำมาแล้วในยุคคอมพิวเตอร์และ IoT โดยต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
เรื่องสุดท้ายคือ Physical AI หรือการก้าวข้ามขีดจำกัดของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์รับรู้ เรียนรู้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงรอบตัวได้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่พลิกโฉมภาคการผลิตและบริการในอนาคต ดร.ชัย ชี้ว่าแม้ในงานจะเห็นหุ่นยนต์เดินเต็มไปหมด แต่ยังมีโมเดล AI อีกหลายส่วนที่ขาดอยู่ อีกประเด็นคือการพัฒนาและใช้งาน AI ในวันนี้กินพลังงานมหาศาล สิ่งที่เนคเทคควรเรียนรู้จึงเป็นการทำให้โมเดล AI ติดตั้งใช้งานได้ด้วยพลังงานต่ำและขนาดเล็กพอที่จะไปอยู่บนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) หรือโดรน แล้วทำงานต่อเนื่องได้ยาวนาน
เป้าหมายของการเริ่มศึกษาตั้งแต่วันนี้ คือการทำให้ประเทศไทยมีความรู้และความพร้อมเพียงพอเมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่การใช้งานจริง และทำให้ผลงานวิจัยของเนคเทคเดินต่อจากการทดลองไปสู่การใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
หลังจบเวที ศ.ดร.ศุภชัย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมถึงความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) และงบประมาณสำหรับโจทย์เหล่านี้ โดยระบุว่าในส่วนของควอนตัม กระทรวงจะเริ่มต้นจากทีมที่ทำงานด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นทีมที่เกี่ยวข้องกันมาก มีการจัดตั้งกลุ่มและเสนอเป็นโครงการนำร่องเพื่อเริ่มสร้าง Facility ด้านควอนตัมแล้ว แต่ยังไม่จำเป็นต้องเป็นการลงทุนซื้อมาติดตั้งเองทั้งหมด เพราะยังต้องศึกษาว่าจะใช้วิธีทำงานร่วมกับต่างประเทศ หรือจะลงทุนติดตั้งบางส่วนเอง
ส่วนการสื่อสารผ่านอวกาศ ปัจจุบันมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ กสทช. อยู่แล้ว จึงจะเป็นอีกเรื่องที่นำเสนอต่อว่าจะวางมาตรฐานอย่างไร ด้านหุ่นยนต์ ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่าได้ส่งนักวิจัยไปทำงานกับบริษัทที่พัฒนา Humanoid และผู้อำนวยการจะต้องพิจารณาการนำ Humanoid เข้ามาใน สวทช. เพื่อให้นักวิจัยแกะเรียนรู้ ไม่ใช่ซื้อมาเพื่อใช้งาน โดยเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว
เมื่อถูกถามถึงการนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ (Commercialize) ศ.ดร.ศุภชัย มองว่ากลไกสำคัญคือการทำงานกับหน่วยงานที่ Spin-off ออกไป อย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ดีขึ้น ส่วนคำถามเรื่องผลตอบแทน ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่ามีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ทุกปี โดยตัวเลขที่ทำได้อยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท คิดเป็นราว 10 ถึง 14 เท่าของงบประมาณที่ได้รับ และเมื่อถูกถามว่าอยากได้งบประมาณเพิ่มหรือไม่ในเมื่อกระแส Frontier Technology กำลังมาแรง คำตอบคืออยากได้เพิ่ม แต่คนให้งบไม่ได้อยู่ที่เรา

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ดร.ชัย แนะนำผู้ที่จะรับตำแหน่งผู้อำนวยการเนคเทคคนถัดไป คือ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ให้กำเนิดแพลตฟอร์ม Traffy Fondue โดย ดร.ชัย จะหมดวาระในเดือนกันยายนนี้ และผู้อำนวยการคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป
พร้อมกันนั้น เนคเทคยังเปิดตัวหนังสือ 40 ปี เนคเทค 'วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน' และหนังสือจากศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่รวบรวมผลงานของเนคเทคและอนาคตที่อยากเห็น ขณะที่พื้นที่จัดแสดงภายในงานรวมโซลูชันที่นำไปใช้งานจริงจากเนคเทคและพันธมิตร ครอบคลุมตั้งแต่ AI ควอนตัม นวัตกรรมเพื่อการเกษตรและการแพทย์ ไปจนถึงภาคการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0

คำถามที่ ดร.ชัย ทิ้งไว้กับผู้ร่วมงานผ่าน QR Code บนเวที ยังเป็นคำถามเดียวกับที่เปิดงาน นั่นคืออยากเห็นเนคเทคทำอะไรเพื่อเป็นฐานรากอนาคตเทคโนโลยีของประเทศไทย เพราะรากฐานชุดแรกที่วางไว้เมื่อ 40 ปีก่อนด้วยคนไม่ถึง 10 คน กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนทั้งประเทศใช้อยู่ทุกวันนี้ และรากฐานชุดถัดไปจะตัดสินว่าอีก 40 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน
ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานสามารถติดตามสรุปและบันทึกการสัมมนาย้อนหลังได้ที่ www.nectec.or.th/ace2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด