NECTEC ก้าวสู่ปีที่ 40 ลุยพัฒนา Frontier Technologies Quantum, Space, Physical AI 3 แล็บที่จะพาไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

เนคเทคเริ่มต้นเมื่อ 40 ปีก่อนด้วยคนไม่ถึง 10 คนที่ตึกโยธี แต่วันนี้เติบโตเป็นองค์กรราว 500 คน และกำลังตอบคำถามที่ยากกว่าตอนตั้งต้น นั่นคือรากฐานชุดต่อไปที่ประเทศไทยต้องวางเพื่อรองรับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ควรเป็นเรื่องอะไร

คำถามนี้เป็นแกนของงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center: NECTEC) หรือเนคเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประจำปี 2569 หรือ NECTEC ACE 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด 'NECTEC 40 Years: Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน'

งานปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 โดยมีพันธมิตรภาครัฐร่วมสนับสนุนมากกว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน ข้อเสนอหลักที่เนคเทคนำมาวางบนเวทีคือเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า 3 เรื่องที่ประเทศควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI ส่วนช่วงพิธีเปิดประกอบด้วยปาฐกถาพิเศษ 'Power up Thailand with Frontier Technologies' โดยปลัดกระทรวง อว. และการบรรยายพิเศษ 'Legacy & Beyond: 4 Decades of NECTEC's Achievements' โดยผู้อำนวยการเนคเทค ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวผู้อำนวยการเนคเทคคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งในเดือนตุลาคมนี้

'ถ้าเราไม่ทำอะไรเป็นของเราเอง เราก็จะล้าหลังเขา แล้วต้องซื้อเขาร่ำไป'

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดงานด้วยการชี้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันไปแล้ว ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเนคเทคคือฐานสำคัญที่นำเทคโนโลยีเหล่านั้นเข้ามาใช้ในประเทศตั้งแต่ยุคแรก

แต่พัฒนาการได้ก้าวข้ามจากคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุค AI เต็มตัว ซึ่ง ศ.ดร.ชูกิจ ระบุว่า 'ถ้าเราไม่ทำอะไรเป็นของเราเอง เราก็จะล้าหลังเขา แล้วต้องซื้อเขาร่ำไป' และนั่นคือเหตุผลที่แนวคิด Legacy & Beyond ของงานปีนี้ต้องไม่หยุดอยู่แค่การทบทวนอดีต ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเพื่อเรียนรู้วิธีที่เคยทำสำเร็จ แต่หัวข้อที่จะทำต่อจากนี้ต้องไม่ใช่หัวข้อเดิม

สิ่งที่ ศ.ดร.ชูกิจ ระบุว่า 40 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วคือ งานวิจัยขั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้หยุดอยู่บนหิ้ง เนคเทคเข้าไปบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่ยุคแรก และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไทยยังขาด เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกจากห้องปฏิบัติการไปแก้โจทย์จริงของประเทศ ภารกิจของ สวทช. ในฐานะเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ (National Research Engine) ซึ่งมีเนคเทคเป็นเครื่องยนต์หลักด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล จึงเป็นการเร่งสร้างความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งศักยภาพของคน โครงสร้างพื้นฐาน และการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อให้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้าไม่ใช่แค่สิ่งที่นำเข้ามาใช้ แต่ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดให้ตอบความต้องการของประเทศได้จริง

โจทย์ที่ ศ.ดร.ชูกิจ ฝากไว้กับที่ประชุมคือเรื่องกำลังคน โดยระบุว่าโครงการพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่าง Super AI Engineer ที่เนคเทคมีส่วนร่วมจัดร่วมกับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) ยังมีสถานะเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตร สิ่งที่ต้องทำต่อคือผลักให้เข้าไปอยู่ในแกนของหลักสูตร ให้เด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยได้ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการทำงาน โดยเนคเทคเองทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ AI แห่งชาติ ซึ่งผลักดันเรื่องการสร้างกำลังคนมาโดยตลอด

ในช่วงเดียวกัน ศ.ดร.ชูกิจ ยังแจ้งข่าวว่า สวทช. เพิ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐ 2 รางวัล จากแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และ Thai School Lunch

กำลังคนทักษะสูงและแล็บระดับชาติ สองเสาที่ต้องมีก่อนจะพูดถึงอุตสาหกรรมใหม่

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ขึ้นเวทีต่อด้วยปาฐกถาพิเศษ 'Power up Thailand with Frontier Technologies' โดยตั้งกรอบเวลาไว้ที่อีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า ที่ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และเลือกเปิดด้วยเงื่อนไขพื้นฐานก่อนจะไปถึงตัวเทคโนโลยี โดยระบุว่าถ้าประเทศไทยต้องการไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นเครื่องยนต์การเติบโต (New Growth Industry) จริง มีอยู่ 2 เรื่องที่ต้องมีก่อน

เรื่องแรกคือกำลังคนทักษะสูง (High-skill Workforce) ที่เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นได้จริง เรื่องที่สองคือห้องปฏิบัติการระดับชาติ (National Lab) เพราะการมีกำลังคนอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีแล็บกลางที่ทำหน้าที่ลงทุนแทนความเสี่ยงของภาคเอกชน และทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์อนาคตในส่วนที่เอกชนไม่ลงมือทำเอง

ศ.ดร.ศุภชัย เล่าถึงบทสนทนาบนโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงรับรอง Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อคืนก่อนหน้า โดยผู้บริหารระดับประธานของมูลนิธิ Temasek ที่นั่งข้างกันได้เล่าถึงงานวันเกิดปีสุดท้ายของ ลี กวนยู ซึ่งจัดในวงเล็ก ๆ ไม่ถึง 40 คน ในงานนั้นมีคนถามท่านว่าอีก 50 ปีข้างหน้าสิงคโปร์จะเป็นอย่างไร คำตอบคือ ท่านเชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบันแน่นอน ซึ่งต่างจากคำตอบในครั้งก่อน ๆ ที่ยังไม่มั่นใจนัก

ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่าเป็นการตีความของตัวเอง ไม่ใช่คำพูดตรง ๆ ของผู้เล่า แต่สิ่งที่ทำให้ความมั่นใจนั้นเปลี่ยนไปคือรากฐานที่ถูกวางไว้อย่างดี ทั้งรากฐานด้านวิทยาศาสตร์และรากฐานด้านกำลังคน และนั่นคือบทบาทที่ประเทศไทยต้องการจากเนคเทคในช่วง Beyond ต่อจากนี้ เพราะ 40 ปีที่ผ่านมาเนคเทคสร้างคุณูปการไว้มากก็จริง แต่ 40 ปีถัดไปคือความท้าทายที่หนักกว่า ในการพา Gross Domestic Product (GDP) ของประเทศให้ดีขึ้นกว่าทุกวันนี้

Siam Silica, ควอนตัม, เศรษฐกิจสุขภาพ และอวกาศ สี่ทิศทางที่กระทรวง อว. เลือกปักธง

จากเงื่อนไขสองข้อนั้น ศ.ดร.ศุภชัย จึงลงมาที่ทิศทางที่กระทรวง อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตรกำหนดไว้ว่าอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศควรเป็นเรื่องอะไร โดยมี 4 ทิศทางหลัก

  • ทิศทางแรกคือเซมิคอนดักเตอร์เชิงแสง (Photonic Semiconductor) ภายใต้กรอบ Siam Silica ซึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง (Advanced Packaging) ไปจนถึงการทดสอบ และเปิดทางสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เหตุผลที่เลือกโฟกัสไปที่โฟโตนิกส์ (Photonics) คือประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทานของโฟโตนิกส์อยู่ค่อนข้างมาก จึงมีความพร้อมและความได้เปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวง อว. และรัฐบาลใช้ความพยายามวางรากฐานมาตลอด 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา
  • ทิศทางที่สองคือเทคโนโลยีควอนตัม ที่ต้องเตรียมทั้งกำลังคน พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสที่พร้อมรับยุคควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC) แม้หลายคนจะมองว่าควอนตัมยังมาไม่ถึง แต่ ศ.ดร.ศุภชัย ยืนยันว่ามาแน่ คำถามจึงอยู่ที่ว่าจะเตรียมตัวรองรับอย่างไร และอะไรที่เป็น Frontier ย่อมต้องเดินหน้าด้วยงานวิจัยและแล็บระดับชาติอย่างเนคเทคก่อน ถ้าเดินหน้าบนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ สิ่งที่ตามมาก็จะไม่ใช่ความพร้อม
  • ทิศทางที่สามคือเศรษฐกิจสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยไปสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดย ศ.ดร.ศุภชัย ขยายภาพว่าเป็นการนำความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของประเทศมาผสมกับคุณค่าเชิงจิตใจ ทั้งมิติศาสนา การท่องเที่ยว และธุรกิจสปา เพื่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมใหม่ในรูปแบบศูนย์กลางด้านสุขภาวะ (Wellness Hub)
  • ทิศทางสุดท้ายคือเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยขณะนี้กำลังจะมีพระราชบัญญัติกิจการอวกาศเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ศ.ดร.ศุภชัย ชี้ว่าหลายคนตั้งคำถามว่าประเทศไทยจำเป็นต้องไปดวงจันทร์หรือไม่ แต่การไปอวกาศเป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือระหว่างทางที่ต้องพัฒนาทั้งคน เทคโนโลยี และงานวิจัยอีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้สองทาง (Dual Use) นำไปต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมอื่นได้

ทั้งหมดนี้ ศ.ดร.ศุภชัย ย้ำว่าไม่มีหน่วยงานใดทำสำเร็จได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัยและเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง 'ผู้ใช้' เทคโนโลยี แต่ก้าวไปสู่การเป็น 'ผู้สร้าง' และเปลี่ยนรากฐานที่เนคเทคสั่งสมมาตลอด 40 ปีให้เป็นพลังสำหรับอนาคตของประเทศ

40 ปีใน 4 ยุค จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายแรก สู่ AI ที่ชี้เป้าความเหลื่อมล้ำ

รากฐานที่ ศ.ดร.ศุภชัย พูดถึงมีหน้าตาอย่างไร ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค เป็นผู้เล่าต่อในการบรรยายพิเศษ 'Legacy & Beyond: 4 Decades of NECTEC's Achievements' โดยแบ่ง 40 ปีออกเป็น 4 ช่วง ช่วงละราว 10 ปี และออกตัวว่าจะเล่าทั้งเรื่องที่สำเร็จและเรื่องที่ยังเป็นความท้าทาย เพราะความล้มเหลวมีอยู่ไม่น้อย

10 ปีแรกคือยุคโครงสร้างพื้นฐาน ผลงานในยุคนั้นคือการแยกตัวออกไปตั้งบริษัท (Spin-off) อินเทอร์เน็ตประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider) รายแรกของประเทศ การตั้งโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) สำหรับผลิตเซนเซอร์ที่ยังอยู่จนถึงปัจจุบันในชื่อศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Microelectronics Center: TMEC) การจัดการแข่งขัน National Software Contest ที่เป็นจุดเริ่มของภารกิจพัฒนากำลังคน และการวางมาตรฐานคอมพิวเตอร์ภาษาไทยในยุคที่ประเทศยังไม่มีมาตรฐานกลาง

10 ปีถัดมาคือยุคนโยบาย เนคเทครับโจทย์จากรัฐบาลในการจัดทำแผนเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และการตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) ที่ปัจจุบันคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ชัย ระบุว่าหน่วยงานสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกระทรวงในเวลานั้น ทั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Development Agency: ETDA) และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันคือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Development Agency: DGA) ล้วนเป็นการ Spin-off คนจากเนคเทคออกไปตั้งต้นหน่วยงานเหล่านั้น

10 ปีที่สามคือยุคดิจิทัล ภายใต้วิสัยทัศน์ 'งานวิจัยใช้ได้จริง' ของ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการในยุคนั้น เกิดเป็นโซลูชันทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จำนวนมาก ตั้งแต่แพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) สัญชาติไทยอย่าง NETPIE ที่ Spin-off เป็นบริษัทและยังให้บริการอยู่ ระบบมอนิเตอร์เขื่อน แพลตฟอร์มดูแลโภชนาการอาหารกลางวันนักเรียน Thai School Lunch ที่โรงเรียนราว 35,000 แห่งใช้งาน แพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมือง Traffy Fondue สื่อการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับเยาวชน KidBright ไปจนถึง DentiiScan เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม 3 มิติฝีมือคนไทย ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และกระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศราว 70 เครื่อง

10 ปีล่าสุดคือยุคข้อมูลและ AI ซึ่งเป็นช่วงที่ ดร.ชัย รับตำแหน่งผู้อำนวยการ และมี 2 โจทย์ที่ส่งมอบ โจทย์แรกคือ Industry 4.0 ผ่านการเขียนแผนตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ก่อนเกิดโควิด เพื่อยกระดับภาคการผลิตของไทยที่ยังอยู่ระดับ 2.0 โจทย์ที่สองคือแผน AI แห่งชาติ ที่เนคเทคร่วมเขียนกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาราว 3 ปี และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2022 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ ChatGPT จะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

หนึ่งในกรณีใช้งานที่ ดร.ชัย ยกขึ้นมาคือระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของสภาพัฒน์ที่ครอบคลุมข้อมูลคนมากกว่า 40 ล้านคน เนคเทคนำ AI เข้าไปวิเคราะห์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพื่อใช้วางแผนยุทธศาสตร์ลดปัญหาความยากจนรายจังหวัด

3 แล็บใหม่ที่เนคเทคกำลังศึกษา และเงื่อนไขว่าต้องส่งของถึงสังคมได้จริง

ดร.ชัย ระบุว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมาได้ให้ทีมงานศึกษาว่าถ้าเนคเทคจะตั้งแล็บใหม่ ควรเป็นเรื่องอะไร ผลการศึกษาชี้ไปที่ 3 เรื่องเดียวกับที่งานปีนี้ยกขึ้นมาเป็นข้อเสนอหลัก โดยยังไม่ผูกมัดว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะต้องดูทั้งกำลังคนและทิศทางของประเทศประกอบ พร้อมย้ำเงื่อนไขว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงวิชาการ แต่สำหรับเนคเทคและ สวทช. การตั้งแล็บใหม่หมายความว่าแล็บนั้นต้องส่งมอบของสู่สังคมได้จริงและเกิดประโยชน์กับคนจำนวนมาก การตัดสินใจจึงต้องเริ่มจากคำถามว่ากรณีใช้งานคืออะไร

เรื่องแรกคือเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่ง ดร.ชัย ระบุชัดว่าไม่ใช่ Quantum Computing แต่โฟกัสที่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ PQC หรือการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลให้ทนต่อการถอดรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม ส่วนที่สองคือการตรวจวัดความแม่นยำสูงด้วยควอนตัม (Quantum Sensing) บางประเภท เนื่องจากเนคเทคมีทีมและโจทย์ด้าน Photonics อยู่แล้ว เมื่อประกอบกับงานด้านควอนตัมจะยิ่งเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็ว

เรื่องที่สองคือการสื่อสารผ่านอวกาศ ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เข้ามาใกล้ชีวิตประจำวัน จนโทรศัพท์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา แต่สิ่งที่เนคเทคจะเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ใช่การผลิตหรือส่งดาวเทียม หากเป็นการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานการสื่อสาร เช่นเดียวกับที่เคยทำมาแล้วในยุคคอมพิวเตอร์และ IoT โดยต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เรื่องสุดท้ายคือ Physical AI หรือการก้าวข้ามขีดจำกัดของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์รับรู้ เรียนรู้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงรอบตัวได้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่พลิกโฉมภาคการผลิตและบริการในอนาคต ดร.ชัย ชี้ว่าแม้ในงานจะเห็นหุ่นยนต์เดินเต็มไปหมด แต่ยังมีโมเดล AI อีกหลายส่วนที่ขาดอยู่ อีกประเด็นคือการพัฒนาและใช้งาน AI ในวันนี้กินพลังงานมหาศาล สิ่งที่เนคเทคควรเรียนรู้จึงเป็นการทำให้โมเดล AI ติดตั้งใช้งานได้ด้วยพลังงานต่ำและขนาดเล็กพอที่จะไปอยู่บนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) หรือโดรน แล้วทำงานต่อเนื่องได้ยาวนาน

เป้าหมายของการเริ่มศึกษาตั้งแต่วันนี้ คือการทำให้ประเทศไทยมีความรู้และความพร้อมเพียงพอเมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่การใช้งานจริง และทำให้ผลงานวิจัยของเนคเทคเดินต่อจากการทดลองไปสู่การใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

งบประมาณ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และหุ่นยนต์ที่ซื้อมาเพื่อแกะ

หลังจบเวที ศ.ดร.ศุภชัย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมถึงความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) และงบประมาณสำหรับโจทย์เหล่านี้ โดยระบุว่าในส่วนของควอนตัม กระทรวงจะเริ่มต้นจากทีมที่ทำงานด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นทีมที่เกี่ยวข้องกันมาก มีการจัดตั้งกลุ่มและเสนอเป็นโครงการนำร่องเพื่อเริ่มสร้าง Facility ด้านควอนตัมแล้ว แต่ยังไม่จำเป็นต้องเป็นการลงทุนซื้อมาติดตั้งเองทั้งหมด เพราะยังต้องศึกษาว่าจะใช้วิธีทำงานร่วมกับต่างประเทศ หรือจะลงทุนติดตั้งบางส่วนเอง

ส่วนการสื่อสารผ่านอวกาศ ปัจจุบันมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ กสทช. อยู่แล้ว จึงจะเป็นอีกเรื่องที่นำเสนอต่อว่าจะวางมาตรฐานอย่างไร ด้านหุ่นยนต์ ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่าได้ส่งนักวิจัยไปทำงานกับบริษัทที่พัฒนา Humanoid และผู้อำนวยการจะต้องพิจารณาการนำ Humanoid เข้ามาใน สวทช. เพื่อให้นักวิจัยแกะเรียนรู้ ไม่ใช่ซื้อมาเพื่อใช้งาน โดยเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว

เมื่อถูกถามถึงการนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ (Commercialize) ศ.ดร.ศุภชัย มองว่ากลไกสำคัญคือการทำงานกับหน่วยงานที่ Spin-off ออกไป อย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ดีขึ้น ส่วนคำถามเรื่องผลตอบแทน ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่ามีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ทุกปี โดยตัวเลขที่ทำได้อยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท คิดเป็นราว 10 ถึง 14 เท่าของงบประมาณที่ได้รับ และเมื่อถูกถามว่าอยากได้งบประมาณเพิ่มหรือไม่ในเมื่อกระแส Frontier Technology กำลังมาแรง คำตอบคืออยากได้เพิ่ม แต่คนให้งบไม่ได้อยู่ที่เรา

ส่งไม้ต่อให้ผู้อำนวยการคนใหม่ ผู้ให้กำเนิด Traffy Fondue

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ดร.ชัย แนะนำผู้ที่จะรับตำแหน่งผู้อำนวยการเนคเทคคนถัดไป คือ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ให้กำเนิดแพลตฟอร์ม Traffy Fondue โดย ดร.ชัย จะหมดวาระในเดือนกันยายนนี้ และผู้อำนวยการคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

พร้อมกันนั้น เนคเทคยังเปิดตัวหนังสือ 40 ปี เนคเทค 'วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน' และหนังสือจากศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่รวบรวมผลงานของเนคเทคและอนาคตที่อยากเห็น ขณะที่พื้นที่จัดแสดงภายในงานรวมโซลูชันที่นำไปใช้งานจริงจากเนคเทคและพันธมิตร ครอบคลุมตั้งแต่ AI ควอนตัม นวัตกรรมเพื่อการเกษตรและการแพทย์ ไปจนถึงภาคการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0

คำถามที่ ดร.ชัย ทิ้งไว้กับผู้ร่วมงานผ่าน QR Code บนเวที ยังเป็นคำถามเดียวกับที่เปิดงาน นั่นคืออยากเห็นเนคเทคทำอะไรเพื่อเป็นฐานรากอนาคตเทคโนโลยีของประเทศไทย เพราะรากฐานชุดแรกที่วางไว้เมื่อ 40 ปีก่อนด้วยคนไม่ถึง 10 คน กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนทั้งประเทศใช้อยู่ทุกวันนี้ และรากฐานชุดถัดไปจะตัดสินว่าอีก 40 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน

ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานสามารถติดตามสรุปและบันทึกการสัมมนาย้อนหลังได้ที่ www.nectec.or.th/ace2026


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เนสท์เล่ ลงทุน 6,400 ล้านบาท ขยายฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย ตั้งเป้าใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 450 ล้านบาท

บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มูลค่ารวมกว่า 6,400 ล้านบาท เพื่อขยายฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง โ...

Responsive image

สรุปรายงาน Building Thailand's Future Today จากธนาคารโลก ไทยต้องทำอย่างไรเมื่อการเติบโตแบบเดิมเริ่มไม่พอในยุคนี้

รายงาน Building Thailand's Future Today ซึ่งธนาคารโลกเปิดตัวในงาน Bangkok Business Summit 2026 รายงานเสนอว่าโมเดลที่เคยสร้างการเติบโตให้ไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา เริ่มไม่เพียงพอสำหรับ...

Responsive image

ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดยุทธศาสตร์ New Horizons โจทย์เราไม่ใช่แค่ฟื้น แต่ต้องแข็งแรงพอให้โตต่อ

เจาะลึกปาฐกถาผู้ว่าฯ ธปท. ชูยุทธศาสตร์ New Horizons ผ่าน 4 เสาหลัก สร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทย พร้อมปูทางสู่การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank Group...