
สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์เทรนด์โลกปี 2026 รับกระแส Longevity ชี้ทิศทางสุขภาพยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่อายุยืน แต่ต้องอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทยที่คุณภาพทัดเทียมเวทีโลก ชูไฮไลต์นวัตกรรม ‘สู้มะเร็ง-รู้ทันโรค-ชะลอวัย’ ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและโรคอุบัติใหม่ มุ่งต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) ม.มหิดล เปิดเผยว่า โลกในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการถอดรหัสการใช้ชีวิตของมนุษย์ให้มีคุณภาพและยืนยาวขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับจากการเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในด้านคุณภาพชีวิตและ Longevity
สถาบัน INT มหิดล จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ที่จะเป็นประตูสู่โอกาสในการเชื่อมโยงและผลักดันงานวิจัยเชิงลึกจากห้องปฏิบัติการสู่ตลาดจริง โดยมุ่งเน้น 3 แกนนวัตกรรมหลักที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก ได้แก่เทคโนโลยีการแพทย์ด้านเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy), การเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเท่าเทียม และ เวชศาสตร์ชะลอวัยและความงาม
ทุกวันนี้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง Wellness และ Longevity ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Aged Society) แล้ว โดยมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น นวัตกรรมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นทั้งโอกาสและความหวัง ในการทำให้คนไทย ‘ป่วยน้อยลง หายเร็วขึ้น และมีความสุขมากขึ้น
นอกจากมิติด้านคุณภาพชีวิต นวัตกรรมยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์และการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างเท่าเทียมโดย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะโลกธุรกิจยุคใหม่จะวัดผลแพ้ชนะกันด้วยนวัตกรรม รศ.วิริยะกล่าว
ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพที่โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นตามสังคมสูงวัยด้วยยอดผู้ป่วยรายใหม่กว่า 140,000 คนต่อปี ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการแพทย์ไทยสู่ การแพทย์ยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการใช้เคมีบำบัด มาเป็นการสร้าง “ยาที่มีชีวิต” ผ่านเทคโนโลยี ATMPs หรือการใช้เซลล์ของผู้ป่วยมาปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง
หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการเปลี่ยนเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยให้กลายเป็นอาวุธสำหรับพิชิตมะเร็ง โดยทีมแพทย์จะนำเม็ดเลือดขาวออกจากร่างกาย มาเข้ากระบวนการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อติดอาวุธ ให้เซลล์จดจำและไล่ล่าทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ ก่อนฉีดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงการยื้อชีวิต แต่คือความหวังใหม่ในการทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดดื้อยาสามารถหายขาดได้จริง
นอกจากนี้ ทีมวิจัยไทยยังประกาศความสำเร็จในการผลิต Viral Vector Technology ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการใช้ไวรัสนำพายีนเข้าสู่เซลล์เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และ CRISPR/Cas9 Technology หรือเครื่องมือการตัดต่อดีเอ็นเอ ซึ่งช่วยให้สามารถดัดแปลงลำดับดีเอ็นเอในเซลล์ได้ตามความต้องการโดยเทคโนโลยีการตัดต่อยีนนี้จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษามะเร็ง แต่ในอนาคตอันใกล้จะถูกขยายผลไปสู่การรักษา โรคทางพันธุกรรมอื่นๆ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ให้หายขาดได้เช่นกัน ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้โรคซับซ้อนสามารถถูกรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศ.ดร.นริศรา จันทราทิตย์ ภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนโลยี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบ Decentralized Diagnostics หรือการกระจายอำนาจการตรวจวินิจฉัยสู่มือประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือโรคอุบัติใหม่หรือโรคที่คนมักไม่รู้จัก โดยเฉพาะภัยคุกคามจาก “โรคไข้ดิน” (Melioidosis) โรคติดเชื้อร้ายแรงที่ถูกขนานนามว่าเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร นาข้าว หรือผู้ที่ต้องสัมผัสกับน้ำขัง
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่เป็นคอขวดของการรักษา คือกับดักเวลา เนื่องจากผู้ป่วยระยะวิกฤตมักเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมงแรก แต่กระบวนการวินิจฉัยมาตรฐานด้วยการเพาะเชื้อกลับต้องใช้เวลานานถึง 3-7 วัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตก่อนทราบผล ทีมวิจัยจึงได้พัฒนานวัตกรรมชุดตรวจ Rapid Test แบบพกพาที่รู้ผลแม่นยำภายใน 15 นาที ช่วยให้แพทย์สามารถให้ยาปฏิชีวนะที่จำเพาะเจาะจงได้ทันที ซึ่งการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วคือกุญแจสำคัญที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้ดินได้อย่างมีนัยสำคัญ
ที่สำคัญ นวัตกรรมนี้ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางและเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงมาตรฐานการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำทัดเทียมกับคนในเมือง โดยไม่ต้องเดินทางไกลหรือไม่ต้องเสียเงินราคาแพงเกินไป สร้างระบบสุขภาพที่เข้าถึงง่ายและเท่าเทียมสำหรับคนไทยทุกคน
ขณะที่เทรนด์ความงามยุคปัจจุบันกำลังก้าวสู่ยุคของการกระตุ้นเซลล์เพื่อซ่อมแซมตนเอง แทนการใช้สารแปลกปลอมมาเติมเต็มที่อาจมีความเสี่ยงในระยะยาว ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชา ตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่ง เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมที่ก้าวข้ามเพียงการปกปิดริ้วรอย ไปสู่การย้อนวัยทางชีวภาพอย่างแท้จริง ด้วยการใช้นวัตกรรมเซลล์บำบัดและเทคโนโลยีเลเซอร์ขั้นสูงที่วิจัยมาเพื่อตอบโจทย์สรีระผิวของคนเอเชียโดยเฉพาะ
โดยนวัตกรรมความงามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและคืนศักดิ์ศรีให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความผิดปกติทางผิวหนัง เช่น ปานแดง ปานดำ หรือแผลเป็นรุนแรง ซึ่งในทางจิตวิทยาถือเป็นบาดแผลทางใจที่กระทบต่อความมั่นใจและโอกาสทางสังคม การใช้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามารักษา จึงเปรียบเสมือนการมอบชีวิตใหม่ ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถกลับมายืนในสังคมได้อย่างมั่นใจและมีความสุขอีกครั้ง
นอกจากนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยจากเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สู่การเป็น “Health & Beauty Innovation Hub” หรือศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและความแม่นยำ ล่าสุดจึงได้มีการนำ เทคโนโลยีเสมือนจริง (VR - Virtual Reality) เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการอัพสกิลและฝึกอบรมหัตถการให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อลดข้อผิดพลาด และเพิ่มความชำนาญสูงสุด เพื่อยกระดับประเทศไทยให้โดดเด่นในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่กับมาตรฐานวิชาชีพระดับสากล
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด