
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมบนเวทีโลกอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่ต้องการการลงมือทำอย่างเร่งด่วน เมื่อเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะพาโลกไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ได้ทันท่วงที กลุ่ม ปตท. นำโดย ExpresSo NB พร้อมด้วยพันธมิตรการลงทุน Corporate Venture Capital หรือ CVC อย่าง GC Ventures, Xplor Ventures และ TOP Ventures จึงได้เปิดเวที ‘Spark X: Pioneering Sustainable Futures’ ภายใต้งาน Sustainability Spark โดยกลุ่ม ปตท. ขึ้น ณ สยามพารากอน เมื่อกลางเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอนวัตกรรมระดับโลกในการไขรหัสการลดคาร์บอน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการเจาะลึก 4 เทรนด์เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแห่งอนาคตที่จะเข้ามาพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีภัณฑ์อย่างสิ้นเชิง

อุตสาหกรรมการบินนับเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยากที่สุด หรือที่เรียกกันว่า ‘Hard-to-abate’ ในประเด็นนี้ คุณธิปก เตชสมิต พาร์ทเนอร์ด้าน Venture Capital จาก ExpresSo NB ได้ตอกย้ำว่า เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF ไม่ได้เป็นเพียง ‘ทางเลือก’ แต่เป็น ‘ทางรอด’ ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถนำมาใช้งานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมของเครื่องบินได้ทันที ความท้าทายหลักจึงตกไปอยู่ที่การก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุนและการขยายกำลังการผลิตให้สามารถใช้งานในวงกว้างได้อย่างแท้จริง
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว Dr. Mukund Karanjikar ซีอีโอของสตาร์ทอัป CleanJoule ได้นำเสนอเทคโนโลยีการผลิต SAF รูปแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพในการแปลงกากน้ำตาลและวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน นวัตกรรมนี้เข้ามาแก้ปัญหาคอขวดของเทคโนโลยี SAF ในปัจจุบันที่มักพึ่งพาน้ำมันพืชใช้แล้วซึ่งมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการเป็นฐานการผลิต SAF ด้วยความได้เปรียบด้านความหลากหลายของวัตถุดิบชีวภาพ ซึ่งในอนาคตอาจช่วยปลดล็อกให้อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคนี้สามารถใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

การเปลี่ยนผ่านจากไฮโดรเจนสีเทาที่พึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ไปสู่ไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตจากน้ำและพลังงานหมุนเวียน ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรมหนัก
คุณวิวรรธน์ วงศ์นิรันดร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมด้าน New S-Curve Business Development จาก Thai Oil ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคใหญ่ที่ขวางกั้นอยู่คือต้นทุนการผลิตที่ยังสูงลิ่ว บทบาทของ TOP Ventures จึงมุ่งเน้นไปที่การเฟ้นหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน เพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
แนวทางแก้ปัญหาที่น่าจับตามองมาจาก คุณ Luke Tan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์แห่งสตาร์ทอัป Supercritical Solutions ที่มาพร้อมวิสัยทัศน์ในการผลิตไฮโดรเจนจากน้ำและไฟฟ้าภายใต้แรงดันสูง นวัตกรรมนี้มีความโดดเด่นตรงที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแผ่นเมมเบรนที่เปราะบางและมีราคาสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าวัสดุ แต่ยังตัดขั้นตอนการอัดแรงดันในกระบวนการผลิตส่วนหลังออกไป ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมลดต่ำลงจนถึงจุดที่ไฮโดรเจนสีเขียวสามารถลงสนามแข่งขันในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในอนาคตจะต้องเติบโตคู่ขนานไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ดร. ทัสสวุทธิ์ พจนาวราพันธุ์ ผู้อำนวยการ CVC ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จาก GC Ventures ให้มุมมองว่า นวัตกรรมแห่งอนาคตจะต้องตอบโจทย์ทั้งในแง่ของต้นทุนที่สู้กับเคมีภัณฑ์ดั้งเดิมได้ และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน การจับมือกับสตาร์ทอัประดับโลกจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมไทย
คุณ Justin Brown ซีอีโอของ Lakril Technologies ได้ขยายภาพแนวคิดการสร้างเศรษฐกิจฐานชีวภาพ หรือ ‘Building the Bio-based Economy’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาประสิทธิภาพสูงสำหรับผลิตเคมีภัณฑ์ฐานชีวภาพ เขาเน้นย้ำว่าการลดคาร์บอนในสเกลระดับอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยการฉายเดี่ยว แต่ต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม ปตท. เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสีเขียวตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงมือผู้บริโภค
คุณนรินทร์ อภิสุทธิไมตรี Senior Principal จาก Xplor Ventures ได้นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดเสมือนการสร้าง ‘ดวงอาทิตย์จำลองขนาดเล็ก’ หากเทคโนโลยีนี้สามารถพัฒนาจนใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ มันจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงานของมนุษยชาติ
คุณ Peter Fedrizzi หัวหน้าฝ่ายโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์จาก Zap Energy ได้เจาะลึกถึงเทคโนโลยี ‘Sheared Flow Stabilization’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการสร้างและควบคุมพลาสมาด้วยเทคนิคเฉพาะ ทำให้เครื่องปฏิกรณ์มีขนาดเล็กลงอย่างก้าวกระโดดและไม่ต้องพึ่งพาแม่เหล็กขนาดมหาศาลเหมือนเทคโนโลยีฟิวชันแบบดั้งเดิม นิวเคลียร์ฟิวชันจะกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดขั้นสุดที่ไม่ปล่อยคาร์บอน มีความเสถียรสูง และสามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน

เวที Spark X ได้พิสูจนให้เห็นแล้วว่า นวัตกรรมระดับแนวหน้าของโลกไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม และกลุ่มปตท. มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับภาคอุตสาหกรรมของไทย นิทรรศการนี้ไม่เพียงแต่ฉายภาพเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคต แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการก้าวสู่เป้าหมาย Thailand Net Zero ในปี 2050 เพื่อส่งมอบโลกที่สะอาดและยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด