25 เรื่องอนาคตที่เราได้รู้ จากการนั่งคุยกับคนที่ทำงาน Blue Origin ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม Pablos Holman

Pablos Holman เป็นใคร ?

เขาคือคนที่ทำ Blue Origin ยุคแรก ๆ ร่วมกับ Jeff Bezos เขาเล่าว่าเป้าหมายของ Blue Origin ไม่ใช่แค่เรื่องอวดรวยในอวกาศของพวกมหาเศรษฐี แต่มีเป้าหมายระยะยาวเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ เพราะมนษุย์ควรจะมี Plan B หรือดาวดวงสำรอง เพราะโลกนี้อาจถูกดวงอาทิตย์หลอมละลายหายไปในอนาคต

Holman ดูเหมือนเป็นคนที่มาก่อนกาล เขาทำงานเกี่ยวกับ Cryptocurrency ในยุค 90s, พยายามเอาคอมพิวเตอร์ไปอยู่ในธุรกิจต่าง ๆ ในยุค 80s สิ่งประดิษฐ์ที่เขาเคยทำมีตั้งแต่ เครื่องยิงเลเซอร์ใส่ยุงเพื่อแก้ปัญหามาลาเรีย, เครื่องสลายพายุเฮอริเคน และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ TerraPower ปัจจุบันเป็น Managing Partner ที่ Deep Future ซึ่งเป็นกองทุนลงทุนในเทคโนโลยี Deep Tech

เขาเชื่อในคติ Boycott Dystopia หรือการคว่ำบาตรโลกยุคมืด เพราะสื่อและฮอลลีวูดมักสร้างภาพยนตร์ที่ทำให้คนกลัวเทคโนโลยี ทั้งที่จริงเราควรสร้างเรื่องราวเชิงบวกเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เขาเชื่อว่า เทคโนโลยีจะชนะเสมอไม่ว่าจะเป็นอย่างไร

โลกกำลังเจอปัญหาอะไร

[1] ตอนนี้ปัญหาที่โลกเจอคือ มนุษย์มีจำนวนเยอะเกินไป ประวัติศาสตร์มนุษย์ Homo Sapiens ตลอด 100,000 ปีที่ผ่านมามีจำนวนประชากรน้อยมากและราบเรียบมาตลอด จนกระทั่ง 200 ปีหลังที่พุ่งขึ้นเป็นกราฟแบบ Hocky Stick 

[2] สาเหตุที่ประชากรพุ่งขึ้นเพราะเราแก้ปัญหาพื้นฐานได้ (เช่น โรคระบาด) ปัญหาพื้นฐานที่เรายังแก้ไม่ได้ตอนนี้น่าจะเหลือแค่แบตมือถือหมดเร็วเกินไป 

[3] มนุษย์ยุคปัจจุบันส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการทำงานใช้แรงงานหนักอย่างการขุดถ่านหิน มาเป็นการจิ้มแล็ปท็อป ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการของคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ก็แลกมาด้วยวิกฤติพลังงานที่สูงลิ่วตามจำนวนประชากรมนุษย์กว่า 8,000 ล้านคนที่โลกเรามี

วิกฤติพลังงาน

[4] หากอยากรู้ว่าโลกกำลังเจอวิกฤตพลังงานมากแค่ไหน Pablos ยกตัวอย่างว่า มนนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกใช้พลังงานเฉลี่ยเทียบเท่ากับ เครื่องปิ้งขนมปัง 1 เครื่องที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (รวมทุกกิจกรรมในชีวิตแล้ว) ในขณะที่ชาวอเมริกันใช้พลังงานเท่ากับเครื่องปิ้งขนมปังถึง 8 เครื่อง มีประชากรอีก 3,000 ล้านคนที่ใช้พลังงานน้อยกว่า 1 เครื่องปิ้งขนมปัง ซึ่งเป็นระดับคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐานและไม่น่าพอใจนัก

[5] ความเหลื่อมล้ำด้านพลังงานที่ว่านี้ คือต้นตอของความขัดแย้ง สงคราม และความยากจน โจทย์ของมนุษยชาติคือ ต้องผลิตพลังงานให้ได้มากกว่าเดิม 10 เท่า เพื่อให้ทุกคนบนโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดี  แต่เราจะทำได้อย่างไรโดยไม่ทำลายโลก ?

[6] ในศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์เคยเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานได้ 10 เท่ามาแล้ว ด้วยการเผาถ่านหินและน้ำมัน แต่เราไม่สามารถทำแบบนี้ได้ต่อไป เพราะนอกจากพลังงานอาจจะไม่พอแล้ว อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งและสงครามจากการแย่งชิงทรัพยากรพลังงานที่มีจำกัด หากโลกมีพลังงานสะอาดเหลือเฟือ มนุษย์ก็อาจจะอยู่อย่างสงบสุข

พลังงานแสงอาทิตย์ และอวกาศ

[7] การแก้ปัญหาพลังงานที่เป็นไปได้คือ พลังงานแสงอาทิตย์และอวกาศ เริ่มต้นที่โซลาร์เซลล์ก่อน เขาบอกว่า ปัญหาหลักของโซลาร์เซลล์บนพื้นโลกมี 2 อย่างที่แก้ไม่ได้คือ ‘เมฆ’ และ ‘กลางคืน’ ซึ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าไม่ต่อเนื่อง

[8] หากนำแผงโซลาร์เซลล์ไปลอยในอวกาศ จะได้รับพลังงานมากกว่าบนพื้นโลกถึง 8 เท่า เพราะไม่มีชั้นบรรยากาศกั้น ในอวกาศถือเป็นเวลาเที่ยงวันตลอดเวลา ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ส่วนพลังงานจากอวกาศก็สามารถส่งกลับมายังโลกได้ด้วยคลื่นวิทยุ  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริง

[9] เมื่อก่อนเราอาจมีอุปสรรคในเรื่องของค่าส่งจรวด ในยุค Space Shuttle ค่าส่ง iPad 1 เครื่องขึ้นอวกาศราคาประมาณ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบัน SpaceX ทำให้ค่าส่งลดเหลือประมาณ 1,500 ดอลลาร์ และเป้าหมายของจรวด Starship คือลดให้เหลือเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐ แถมในทศวรรษนี้ ค่าเช่าที่เก็บของในอวกาศอาจจะถูกกว่าค่าเช่าโรงรถเก็บของที่บ้านด้วยซ้ำ

[10] วงโคจรของดาวเทียมโซลาร์เซลล์จะเป็นแบบ Oblique Orbit ซึ่งจะมองเห็นสหรัฐฯ ครึ่งวัน และเห็นอีกซีกโลกครึ่งวัน บังคับให้ต้องขายไฟให้ทั่วโลกโดยปริยาย

พลังงานนิวเคลียร์, SMR, Deep Fission

[11] พลังงานนิวเคลียร์คืออีกหนทางที่ช่วยให้โลกรอดจากวิกฤติพลังงานได้ เขาบอกว่า กากยูเรเนียมเสื่อมสภาพ (Depleted Uranium) ขนาดเท่ากระป๋องซุป มีพลังงานเพียงพอให้คน 1 คนและครอบครัวใช้ไปได้ตลอดชีวิต

[12] สหรัฐฯ มีกากนิวเคลียร์สะสม 700,000 เมตริกตัน ซึ่งมีพลังงานเหลือพอจะเลี้ยงโลกได้อีก 1,000 ปี โดยไม่ต้องทำเหมืองขุดเพิ่มเลย แถมสหรัฐฯ มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 94 แห่ง และมีสถิติความปลอดภัยทางพลเรือน 100%

[13] เขาเล่าติดตลกว่า พลังงานนิวเคลียร์ปลอดภัยกว่าโซลาร์เซลล์ เพราะมีคนตกลงมาจากหลังคาตอนติดแผงโซลาร์บ่อยกว่าอุบัติเหตุนิวเคลียเสียอีก

[14] ปัญหาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปัจจุบันคือสร้างแบบ N of 1 คือสร้างทีละแห่ง ไม่เหมือนกันเลย ทำให้ต้นทุนแพงมหาศาล ซึ่งหนึ่งในต้นทุนแพงระยับที่ว่านี้คือ กฎระเบียบบังคับให้สร้างโดมคอนกรีตหนาเป็นพันล้านดอลลาร์เพื่อกันเครื่องบินชน

[15] เขามองว่า เทคโนโลยีใหม่ SMRs (Small Modular Reactors) จะทำให้เราผลิตเตาปฏิกรณ์ได้ในโรงงานเหมือนผลิตรถ Toyota ที่มีมาตรฐานเดียวกัน แถมยังมีเทคโนโลยีอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยได้คือ Deep Fission

[16] Deep Fission คือแนวคิดการฝังเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กลงไปในหลุมเจาะลึก 1 ไมล์ใต้ดิน ซึ่งที่ความลึก 1 ไมล์ แรงดันน้ำจากแรงโน้มถ่วงจะช่วยหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์แทนปั๊มน้ำ ทำให้ตัดความเสี่ยงเรื่องปั๊มพัง แถมการฝังดินลึก 1 ไมล์ ที่มีหิน 10,000 ล้านตันและพื้นดินทับอยู่ หากเกิดอุบัติเหตุ รังสีจะไม่ออกมาที่พื้นผิวเลย

[17] เชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์แบบนี้สามารถเติมใหม่ได้ทุก ๆ 7 ปี และสามารถดึงเตากลับขึ้นมาซ่อมแซมได้ :ซึ่งตอนนี้กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) กำลังผลักดันให้สร้างเตาปฏิกรณ์แรกลงดินภายในเดือนกรกฎาคม ปี 2026 แถมมีลูกค้าต่อคิวซื้อเตาปฏิกรณ์นี้แล้วถึง 844 เตา เพื่อรองรับความต้องการพลังงาน

AI ที่แท้จริงคืออะไร ?

[18] มนุษย์กำลังใช้ AI ทำเรื่องไร้สาระมากเกินไป เช่น ทำรูปกล้วยแปลก ๆ ใน TikTok ทั้งที่ควรใช้แก้วิกฤตโลก

[19] เขามองว่า AI ไม่ใช่แค่แชทบอทถามตอบ แต่คือการสร้าง Computational Models เพื่อจำลองโลกและความเป็นไปได้  โดย AI ยุคแรก เน้นไปที่ผู้บริโภค แต่ยุคต่อไปคือการใช้ AI เพื่องานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

[20] ยกตัวอย่างการออกแบบจรวดและรถ Tesla ปัจจุบันทำในซอฟต์แวร์ และทดสอบการชน หรือระเบิดจรวดเล่นในคอมพิวเตอร์นับพันครั้งก่อนสร้างจริง วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถพังในซอฟต์แวร์ได้ แทนที่จะพังในโลกความจริง ซึ่งประหยัดเงินและเวลามหาศาล

[21] ตอนนี้ AI เอาไปจำลองช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างของมนุษย์เยอะมาก เช่น AI จำลองการระบาดของ มาลาเรีย ในมาดากัสการ์ พบว่าหน้าแล้งโรคหายไปเกือบหมด ทำให้วางแผนกำจัดโรคได้แม่นยำ และในอนาคตจะมีโมเดลจำลองร่างกายเรา เพื่อทดสอบยาและอาหารในคอมพิวเตอร์ก่อนที่เราจะกินเข้าไปจริง ๆ

งาน สังคม และอนาคต

[22] 15 ปีก่อน ข่าวบอกว่ารถบรรทุกไร้คนขับจะแย่งงานคนขับรถบรรทุก แต่ปัจจุบันยังไม่มีใครตกงาน แถมขาดแคลนคนขับถึง 100,000 ตำแหน่ง แต่เอาเข้าจริงแล้ว งานขับรถบรรทุกเป็นงานน่าเบื่อและอันตราย เราควรให้คอมพิวเตอร์ทำ แล้วให้มนุษย์ไปทำงานอื่น

[23] ปัญหาการศึกษาตอนนี้คือ ห้องเรียนมีนักเรียน 30 คนต่อครู 1 คน เด็กไม่ได้เรียนรู้อะไร แต่กลับมาเรียนรู้ได้ดีกว่าจาก iPad ที่บ้าน Pablos เลยเสนอว่าเราควรยอมแลกคนขับรถบรรทุก (ให้ AI ขับแทน) เพื่อเปลี่ยนคนเหล่านั้นมาเป็นครูสอนเด็กแบบตัวต่อตัว ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยีแย่งงานใคร แต่คือสังคมมนุษย์เลือกใช้เงินจ้างคนขับรถบรรทุกแทนที่จะจ้างครู

[24] Pablos บอกว่า ถ้าอยากช่วยเด็ก (ให้เรียนรู้มากขึ้น) อย่าแค่บ่นเรื่องระบบการศึกษา ให้ไปใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สอนเด็กข้างบ้านด้วยตัวเอง

[25] ตอนนี้มนุษยชาติมีเครื่องมือที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ (AI, ความรู้, เงินทุน) หากเราสร้างอนาคตที่ดีไม่ได้ เราก็ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ แล้ว

ข้อมูลจากงาน 3DEXPERIENCE World 2026 ในช่วง Keynote และ Q&A

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘Disciplined Entrepreneurship’ Framework จาก MIT ที่กำลังเปลี่ยนวิธีสร้าง Startup ในยุค AI

รู้จัก Disciplined Entrepreneurship Framework จาก MIT แนวทางสร้าง Startup อย่างเป็นระบบผ่าน 24 ขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าใจลูกค้า เลือกตลาด ไปจนถึงการใช้ AI Platform อย่าง Orbit Jetpac...

Responsive image

เจาะอินไซต์ Gen Z ญี่ปุ่น ทำไมหลายคนเลือกซื้อความสุขวันนี้ แทนการเก็บเงินสร้างอนาคต

เบื้องหลังการจับจ่ายเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าชีวิตของพวกเขามั่นคง แต่มันกลับสะท้อนภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไป และยังตอกย้ำให้เห็นช่องว่างระหว่าง ‘คนมีเงิน’ กับ ‘คนที่ไม่มี’...

Responsive image

ผู้นำที่เก่งที่สุดไม่ได้เริ่มจากกลยุทธ์ แต่เริ่มจากสิ่งที่ Michelle Obama เรียกว่า 'ความดีที่มีอยู่แล้ว' ในทีม

Michelle Obama กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิด Obama Presidential Center ที่คอลัมนิสต์ Inc. ยกให้เป็นบทเรียนผู้นำแห่งปี ชวนผู้นำมองเห็นความดีของคนก่อนผลประโยชน์ พร้อม 4 ขั้นตอนนำทีมด้วยคว...