ถอดบนเรียนโครงการ AFAST Smart Retiree เกษียณไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพใหม่ ‘พี่ที่ปรึกษา’

หลายปีก่อน เพจมนุษย์ต่างวัยเคยโยนคำถามหนึ่งเข้าไปหาคนตามเพจว่า ถ้าวันหนึ่งเกษียณหรือออกจากองค์กรไปแล้ว อยากทำอาชีพอะไรต่อ คำตอบที่ไหลกลับมามากที่สุดคือ 'อยากเป็นที่ปรึกษา' หลายคนเคยนั่งเก้าอี้ระดับผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหรือสายงานสำคัญในองค์กรใหญ่ อยากทำงานต่อแต่ไม่อยากทำทุกวัน ขอเลือกทำเฉพาะบางวัน และที่สำคัญคืออยากเอาความรู้ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตไปช่วยเหลือคนอื่นให้ได้ด้วย ติดอยู่อย่างเดียวคือ พอจะลงมือเป็นที่ปรึกษาจริง กลับไม่มีใครรู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร

ช่องว่างตรงนั้นเองที่กลายเป็นจุดตั้งต้นของโครงการ AFAST Smart Retiree และถูกหยิบมาเล่าอีกครั้งบนเวที Session 'สกิลพี่ไม่มี Expire' ภายในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ภายใต้ธีม 'ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม' โดยมีคุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย เป็นผู้ดำเนินวงสนทนา ร่วมด้วยคุณปริยาภรณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา Project Manager โครงการ AFAST Smart Retiree จาก SCB Academy ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), คุณชัญญา เตพิมลรัตน์ Senior Vice President จาก KX (Knowledge Exchange) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, คุณเกศินี ฉัตรอมรรัตน์ พี่ที่ปรึกษาจากโครงการ และอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจสายบัญชีและการเงิน การประปาส่วนภูมิภาค และคุณเกวลี เทียนทอง ผู้บริหารทีมาร์ท (T-Mart) ในฐานะผู้ประกอบการ Small and Medium Enterprises (SME) ที่เข้าร่วมโครงการ

ถึงตอนนี้ โครงการเดินมาได้ราว 1 ปีเศษ มีพี่ที่ปรึกษาเข้าร่วมแล้วกว่า 100 คน ออกไปเป็นที่ปรึกษาให้ SME จริงได้มากกว่า 38 บริษัท และถ้าตีเป็นตัวเลข ก็ช่วยรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้กว่า 750 ล้านบาท นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น

เกษียณไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่

คุณปริยาภรณ์เล่าว่า ความเชื่อร่วมกันของ SCB Academy และพันธมิตรทุกฝ่ายในโครงการคือ 'การเกษียณไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่' เพราะประสบการณ์ของพี่ ๆ วัยเก๋ามีคุณค่ามากในสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว คนกลุ่มนี้ผ่านการเผชิญปัญหาและแก้ปัญหาในการทำงานมานับไม่ถ้วน แต่กลับต้องมาเจอโจทย์ใหญ่ว่าเมื่อเกษียณแล้วจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือสร้างรายได้ต่อได้อย่างไร

อีกฟากหนึ่งคือ SME ไทยที่ยังเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ แต่ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ หรือถ้าจะจ้างเองก็มีราคาสูงเกินเอื้อม โครงการจึงตั้งใจนำคนสองกลุ่มนี้มาจับคู่กัน แล้วต่อยอดประสบการณ์ของทั้งสองฝ่ายไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากอาชีพนำร่องคืออาชีพพี่ที่ปรึกษา หรือ Retiree Consultant ที่เข้าไปช่วยให้คำปรึกษากับบรรดา SME โดยตรง

จากคนที่ต้องเดินห้างทุกวัน สู่พี่ที่ปรึกษามือโปร

คุณเกศินี คือภาพแทนของพี่ ๆ วัยเก๋าที่ว่านั้น ก่อนหน้านี้คุณเกศินีทำงานสายการเงินและบัญชีในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ก่อนจะเลือกเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) ซึ่งช่วงแรกหลังออกจากงานคือช่วงที่ปรับตัวยากที่สุด

"เหงานิดนึงค่ะ ช่วงสัก 2-3 เดือนแรกที่ออกมา ต้องเดินไปห้างทุกวัน" คุณเกศินีเล่าถึงวันที่ต้องออกจากบ้านไปเดินห้าง ไม่ใช่เพราะอยากเที่ยว แต่เพราะอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไร พอปรับตัวได้ก็เริ่มหางานฟรีแลนซ์ หยิบวิชาบัญชีและการเงินเดิมกลับมาใช้ สอบเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี และรับงานต่อเนื่อง

จุดที่ทำให้คุณเกศินีตัดสินใจสมัครเข้าโครงการคือการเห็นโพสต์ของมนุษย์ต่างวัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนแรกถึงขั้นลังเลว่าจะเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า "รู้สึกเหมือนกันว่า เอ๊ะ สมัครได้จริงรึเปล่า ดูหลายรอบค่ะ" จนสุดท้ายความที่รู้จักชื่อคุณประสานมานานก็ทำให้มั่นใจว่าน่าจะของจริง พอได้เห็นโครงสร้างหลักสูตรที่โครงการเตรียมไว้ คุณเกศินีถึงกับบอกว่าเป็นหลักสูตรที่ 'เสริมเติมแต่งสิ่งที่เราเคยมีอยู่แล้วให้แข็งแรงขึ้น เพื่อจะไปช่วยคนอื่นได้ และที่สำคัญคือช่วยให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า'

ที่ปรึกษาที่ดีต้องฟังให้เก่ง ไม่ใช่พูดเก่ง

แม้จะถนัดงานสายเดิมมานาน แต่การลุกขึ้นไปเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นกลับเป็นทักษะคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง คุณเกศินียอมรับว่าครั้งแรกประหม่ามาก กลัวว่าจะตอบคำถามผู้ประกอบการไม่ได้ และที่หนักกว่านั้นคือกำแพงทางภาษา เพราะภาษาบัญชีและการเงินเป็นภาษาเฉพาะที่คนนอกฟังไม่รู้เรื่อง พอพูดเรื่องบัญชีแยกประเภท การตรวจสต็อก หรือการลงบัญชี ผู้ประกอบการก็ส่ายหน้าบอกว่าฟังไม่เข้าใจ "มันเหมือนคนละภาษา นั่นแหละค่ะ คือแรก ๆ ที่เจอ"

บทเรียนสำคัญที่คุณเกศินีได้จากโครงการจึงไม่ใช่เนื้อหาเชิงเทคนิค แต่คือหัวใจของการเป็นที่ปรึกษา นั่นคือ 'การเป็นที่ปรึกษาต้องฟังให้เก่ง ไม่ใช่พูดเก่ง' ฟังจนรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงของผู้ประกอบการคืออะไร และสิ่งที่ต้องการจริง ๆ คืออะไร ถึงจะช่วยได้ตรงจุด

อีกเรื่องที่คุณเกศินีค้นพบคือกรอบความคิด (Mindset) ของผู้ประกอบการกับที่ปรึกษานั้นคิดกันคนละแบบ ครั้งแรกที่ไปอบรมการเขียนแผนธุรกิจ คุณเกศินีบอกตรง ๆ ว่าเหมือน 'ตาบอด หูหนวก ไม่ได้อะไรกลับมาเลย' เพราะไม่เคยเป็นผู้ประกอบการมาก่อน เมื่อก้าวจากโลกขององค์กรรัฐวิสาหกิจที่ทุกอย่างเป็นรูทีนเดิม ๆ มาเจอโลกของ SME ที่ต้องแบกทั้งคน ทั้งเงิน ทั้งตลาด ไปพร้อมกันแบบไม่มีทิศทาง จึงเป็นเหมือนการเปิดโลกใบใหม่ และทำให้ตระหนักว่าการให้คำปรึกษา SME ต้องอาศัยประสบการณ์การทำธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

เมื่อ SME ต่างจังหวัดได้เจอ 'GPS นำทางธุรกิจ'

ฝั่งผู้ประกอบการที่ได้รับคำปรึกษาอย่างคุณเกวลี หรือที่คนสุโขทัยเรียกติดปากว่าเจ๊เกล คือเจ้าของร้านมินิมาร์ทในนามทีมาร์ท (T-Mart) ที่ขยายไปแล้วถึง 12 สาขาในจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร ปัญหาที่ตามมากับการขยายสาขาเร็วและแรงคือ คุณเกวลีต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งระบบบัญชี ระบบบุคคล และระบบองค์กร ทั้งที่ไม่ได้เรียนจบมาทางบัญชีหรือบริหารบุคคลโดยตรง

"เรามีหน้าที่แก้ปัญหา เราภูมิใจมากเลย แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เรากำลังอยู่ในวังวนที่มันผิด ๆ" คุณเกวลีเล่าถึงช่วงที่ติดอยู่ในลูปเดิม อยากจ้างทีมงานมืออาชีพหรือที่ปรึกษา แต่ก็กลัวว่าจะเป็นบริการสำหรับองค์กรใหญ่ ราคาคงแพง และอยู่ไกลเกินไปสำหรับคนต่างจังหวัด จนกระทั่งได้มาเจอทีมพี่ที่ปรึกษาของโครงการ

คุณเกวลีเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดด้วยการนำทางว่า ถ้าจะขับรถจากที่หนึ่งไปเชียงใหม่โดยมีระบบนำทาง GPS (Global Positioning System) ก็อาจใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่มี GPS อาจหลงทางจนกินเวลาถึง 8 ชั่วโมง เสียทั้งเวลาและค่าน้ำมัน พี่ที่ปรึกษาก็เปรียบเหมือน GPS ที่ทำให้ธุรกิจไปได้ถูกทิศถูกทาง โดยที่ไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาให้โดยตรง แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้นว่าควรเดินไปทางไหน

ผลลัพธ์คือคุณเกวลีกล้ากระโดดออกจากพื้นที่ปลอดภัยในจังหวัดของตัวเอง และล่าสุดก็เดินทางมาออกบูทที่ไบเทคเพื่อต่อยอดธุรกิจสู่การทำแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นความฝันที่เคยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร "เราไม่รู้จะกลัดกระดุมเม็ดแรกยังไง พอรู้ว่ามีคนมากลัดกระดุมเม็ดแรกให้ เม็ดที่สอง ที่สาม เราก็กล้าทำเอง" คุณเกวลีเล่าว่าที่ปรึกษาช่วยให้เห็นว่าต้องวางแบรนด์ สี และภาพลักษณ์ให้ชัดก่อน พอความชัดเจนมา ก็เดินหน้าต่อได้ โดยใช้เวลาคุยกันไม่กี่ครั้งก็เห็นภาพ และโจทย์หลักที่ SME ต่างจังหวัดต้องการก็คือการตลาดและการเงิน ซึ่งถ้าไม่มีคนแนะนำ ธุรกิจก็สเกลต่อไม่ได้

โมเดลที่กว่าจะสำเร็จก็เคยล้มมาก่อน

เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่แรก คุณปริยาภรณ์ยอมรับตรง ๆ ว่าโครงการเคยล้มเหลวในการจับคู่มาก่อน เพราะคิดว่าความต้องการแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พอลองผิดลองถูกมาถึงครั้งที่สองและสาม จึงตกผลึกออกมาเป็นโมเดลการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหญ่วัยเกษียณร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

โมเดลนี้เริ่มจากการสำรวจความต้องการของ SME ในแต่ละภาคแต่ละจังหวัด จนพบว่ามีอยู่ราว 4-5 ความเชี่ยวชาญที่ตลาดต้องการ จากนั้นจึงคัดเลือกพี่ ๆ วัยเก๋าตั้งแต่ 45 ปีและ 50 ปีขึ้นไป บางคนที่มาเรียนด้วยอายุ 60 กว่าก็มี โดยคัดจากสองแกนสำคัญ แกนแรกคือความเชี่ยวชาญที่ตรงกับความต้องการของตลาดอยู่แล้ว และแกนที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Mindset หรือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะส่งมอบความรู้และประสบการณ์คืนสู่สังคมจริง ไม่ใช่แค่มาเรียนให้จบไป

หลังคัดเลือกแล้ว โครงการจะพัฒนาทักษะผ่านการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ที่ผสานทั้งออนไลน์และออนไซต์ เพื่อเติมทักษะการให้คำปรึกษา (Consulting) ให้แน่นขึ้น และที่สำคัญคือไม่ได้จบแค่การอบรม แต่มีพันธมิตรอย่าง KX เข้ามาประกบพี่ที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดจนถึงปลายทางการจับคู่ และให้คำปรึกษาได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์

การจับคู่ที่ออกแบบมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ขั้นตอนการจับคู่ (Matching) คือหัวใจที่ทำให้โครงการเดินได้จริง คุณชัญญาย้ำว่าความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากการออกแบบกระบวนการร่วมกันกับ SCB ตั้งแต่ต้น (By Design) ว่ากระบวนการเรียนรู้และการจับคู่กับผู้ประกอบการควรเป็นอย่างไร

สเตปแรก ทีม KX จะโทรไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการทุกราย เก็บข้อมูลตั้งแต่ภูมิหลังบริษัท เปิดมานานแค่ไหน มีพนักงานกี่คน ปัญหาที่แท้จริง (Pain Point) คืออะไร และทางออก (Solution) ที่มองไว้คร่าว ๆ เป็นแบบไหน โดยโจทย์ที่ SME ต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือเรื่องการตลาด ทั้งการขายของออนไลน์ การปักตะกร้า การขายบน TikTok ไปจนถึงการหาตลาดใหม่ทดแทนกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจีนที่หายไป

เมื่อได้โจทย์มาแล้ว ทีมงานจะส่งต่อให้พี่ที่ปรึกษาเตรียมตัวและเตรียมคำตอบก่อนเข้าทุก Session และในทุก Session จะมีน้อง ๆ KX นั่งประกบ คอยเปิดประเด็น ปิดประเด็น และดึงกลับเข้าเรื่องหากคุยออกนอกลู่นอกทาง ทุกรอบจะจบด้วยแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ว่าทั้งพี่ที่ปรึกษาและ SME ต้องไปทำอะไรต่อ จนสุดท้ายผู้ประกอบการได้ทางออกที่เอาไปใช้ได้จริงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนพี่ที่ปรึกษาก็ได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ และได้ความภาคภูมิใจที่ช่วย SME ให้รอดพ้นจากช่วงวิกฤต คุณประสานเปรียบเทียบกระบวนการนี้ว่าเหมือนการหาคู่ ถ้าเจอกันแล้วไม่ถูกชะตา โครงการก็พร้อมเปลี่ยนคู่ให้ใหม่จนกว่าเคมีจะตรงกัน

38 บริษัท 750 ล้านบาท และก้าวต่อไปกับ depa

ตัวเลขที่สะท้อนผลลัพธ์ชัดที่สุดคือการที่พี่ที่ปรึกษาออกไปช่วย SME แล้วมากกว่า 38 บริษัท คุณปริยาภรณ์อธิบายว่า หาก SME เหล่านี้ต้องล้มหายตายจากออกไปจากวงจรเศรษฐกิจไทย มูลค่าความเสียหายเมื่อนับจากทุนจดทะเบียนของแต่ละเจ้ารวมกันจะสูงกว่า 750 ล้านบาท นั่นจึงเป็นมูลค่าที่โครงการช่วยรักษาเอาไว้ ทั้งที่ยังเป็นเพียงก้าวแรกในสถานะพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เท่านั้น

ที่น่าสนใจคือทีมงานทั้งหมดยืนยันว่าไม่หวงโมเดลนี้ และพร้อมทำร่วมกับทุกองค์กรที่สนใจเพื่อขยายผลให้กว้างขึ้น โดยปีนี้โครงการมีแผนต่อยอดครั้งใหญ่ คุณชัญญาเล่าว่าจะโฟกัสที่การขยายผลและยกระดับศักยภาพของผู้เข้าอบรม พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) เข้ามาร่วมด้วย ปีนี้จึงเปิดรับ 2 รุ่น รุ่นละ 50 คน รวมเป็น 100 คน และนอกจากเนื้อหาเดิม ยังเพิ่มการติดอาวุธทักษะด้านข้อมูล และ AI ให้ผู้เข้าอบรม เพื่อให้พี่ที่ปรึกษาพร้อมที่สุดที่จะออกไปช่วยพัฒนา SME ที่เชื่อว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

เกษียณรุ่นใหม่ ที่ยังสร้างคุณค่าให้สังคมได้

คุณประสานชวนมองภาพการเกษียณแบบใหม่ว่า ทุกวันนี้หลายคนไม่ได้เกษียณกันที่อายุ 60 แล้ว บางคนเกษียณตั้งแต่ 55 หรือเร็วกว่านั้น ทั้งที่ยังมีความรู้และพลังเหลือเฟือ ถ้าหลุดออกจากการเป็นพนักงานประจำไปเฉย ๆ ก็น่าเสียดายความรู้ที่สั่งสมมา คุณปริยาภรณ์เสริมว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การออกจากระบบเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ทำอย่างไรให้คนวัยเกษียณยังเป็นผู้สร้างคุณค่าให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมต่อไปได้ หรือส่งต่อองค์ความรู้สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน นั่นคือเหตุผลที่อยากเดินหน้าโครงการนี้ต่อในทุก ๆ ปี ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ

นอกจากโครงการ AFAST Smart Retiree แล้ว คุณปริยาภรณ์ยังฝากอีกหนึ่งโครงการของ SCB ที่ตั้งใจดูแลคนวัยเก๋าในอีกมิติ นั่นคือซีรีส์ 'ป้าเก๋า เล่ากลโกง' ที่ต่อยอดจากแคมเปญแก้กลเกมโกง โดยปรับมาเป็นรูปแบบความบันเทิงเพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นภูมิคุ้มกันทางการเงิน ช่วยให้พี่ ๆ วัยเก๋ารู้เท่าทันกลโกงและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ซึ่งเปิดตัวผ่านช่องทางออนไลน์ของธนาคารไปแล้ว

สำหรับโครงการ AFAST Smart Retiree ปีนี้เปิดรับสมัครพี่ที่ปรึกษาเพิ่มอีก 2 รุ่น รวม 100 ที่นั่ง ร่วมกับ depa โดยปกติแต่ละรุ่นมีผู้สมัครราว 100-200 คน ก่อนคัดเหลือประมาณ 50 คน คุณปริยาภรณ์ย้ำว่าค่าอบรมหลักสูตรลักษณะนี้หากจ่ายเองถือว่าสูงมาก แต่รอบนี้ทั้งผู้เข้าอบรมและ SME ที่เข้าร่วมโครงการไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และถ้ามองภาพให้ไกลกว่านั้น ธุรกิจหนึ่งที่เติบโตได้ก็หมายถึงการดูแลคนอีกหลายชีวิต อย่างทีมาร์ทของคุณเกวลีเองก็มีลูกจ้างถึง 200 คน เมื่อธุรกิจขยาย ก็เท่ากับช่วยอีกหลายร้อยครอบครัวให้เดินต่อได้ คูณและบวกต่อกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งคือหัวใจที่ทำให้โครงการนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขทางธุรกิจ

ที่มา: Session 'สกิลพี่ไม่มี Expire' โครงการ AFAST Smart Retiree ภายในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 'ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม'

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

งานวิจัย Harvard ชี้ชัด อยู่ในห้องรก สมองทำงานได้น้อยกว่า เหตุผลที่รู้สึกหมดแรง แม้งานไม่หนัก

โต๊ะทำงานรกส่งผลต่อสมองมากกว่าที่คุณคิด! งานวิจัยชี้ความวุ่นวายบนโต๊ะทำงานกำลังดึงพลังงานสมองและลดประสิทธิภาพการทำงานของคุณโดยไม่รู้ตัว ปรับกลยุทธ์จัดโต๊ะวันนี้เพื่อคืนพื้นที่ทางคว...

Responsive image

รู้จัก ‘สมองป๊อปคอร์น’ ภาวะที่โฟกัสอะไรจริงไม่ได้ ผลมาจากการชอบดูอะไรเร็ว ๆ อาการเสพติดโซเชียลจนสติหลุด

สมองป๊อปคอร์น คือภาวะที่สมองเสพติดสิ่งกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้รู้สึกว่าโลกในชีวิตจริงมันน่าเบื่อและดึงความสนใจเราไม่ได้ หลายคนจึงเริ่มโฟกัสกับอะไรนานๆ ได้ยากขึ้น เพราะสมองคุ้นชิ...

Responsive image

วิชาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic อยากอยู่ยาวอย่างมีความสุข ต้องเริ่มจากไม่ทำร้ายคนที่เรารัก

อาจารย์เกลล์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและวัยรุ่น เผยวิชาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic บนเวที มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ชี้สุขภาพกายเราเลือกได้แต่สุขภาพใจเลือกไม่ได้ และความสัมพันธ์ที่ดีค...