
ในโลกของ Big Tech เรื่องเล่าคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดพอๆ กับอัลกอริทึม แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อคนที่ทำหน้าที่สร้างภาพฝันให้กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ตัดสินใจเดินออกมาแล้วบอกว่า... "สิ่งที่เราได้ยินมาตลอด คือความจริงเพียงครึ่งเดียว"
นี่คือเรื่องราวของ Dex Hunter-Torricke ชายผู้อยู่เบื้องหลังสุนทรพจน์ของ Mark Zuckerberg (Meta), Elon Musk (SpaceX) และล่าสุดคือการสื่อสารของ Google DeepMind เขาลาออกในช่วงปลายปี 2025 เพื่อเปิดโปงความเปราะบางของยักษ์ใหญ่ไอที และเตือนว่าโลกกำลังเดินละเมอเข้าสู่หายนะจาก AI โดยที่ไม่มีใครเตรียมแผนรับมือไว้เลย
ย้อนกลับไปในปี 2015 บนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่กำลังมุ่งหน้านิวยอร์ก Mark Zuckerberg ซีอีโอ Facebook (ในขณะนั้น) กำลังเตรียมตัวขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำโลกในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly)
จู่ๆ Zuckerberg ก็หันมาถาม Dex ซึ่งเป็น Speechwriter คู่ใจว่า
"เดี๋ยวนะ... สรุปแล้วจริงๆ UN คืออะไรเหรอ?"
Dex เล่าว่าเขาต้องเก็บอาการตกตะลึงอย่างที่สุด ในปีนั้น Facebook มีผู้ใช้งาน 1.5 พันล้านคน และกำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองและสังคมโลก แต่ผู้นำองค์กรกลับมีความเข้าใจที่เลือนรางเกี่ยวกับกลไกสำคัญของระเบียบโลก (แม้โฆษก Meta จะปฏิเสธเรื่องนี้ในภายหลังว่าเป็นเรื่องไร้สาระ)
เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนรอยร้าวแรกในใจของ Dex เขาเริ่มตั้งคำถามว่า "ผู้นำเทคโนโลยีเหล่านี้ เข้าใจโลกที่พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงจริงๆ หรือไม่?"
Dex เติบโตมาในครอบครัวผู้ลี้ภัย พ่อของเขาหนีตายจากสงคราม ทำให้เขามีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์โลก แตกต่างจากวัฒนธรรมของ Silicon Valley อย่างสิ้นเชิง
จุดแตกหักทางความรู้สึกเกิดขึ้นเมื่อเขาเห็นภาพไวรัลของ Alan Kurdi เด็กน้อยผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เสียชีวิตริมหาดตุรกี Dex จ้องมองภาพนั้นด้วยความสะเทือนใจ แต่เมื่อหันไปมองบรรยากาศในออฟฟิศ Facebook เขากลับพบว่าเพื่อนร่วมงานและผู้บริหารต่างยึดติดกับแนวคิดที่ว่า 'โลกกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยี'
ผู้บริหารเทคฯ มักอ้างอิงหนังสืออย่าง The Better Angels of Our Nature ของ Steven Pinker ที่บอกว่าความรุนแรงในโลกลดลง Dex พยายามแย้ง Zuckerberg ว่ามุมมองนี้มันเปราะบางเกินไป สถาบันต่างๆ ทั่วโลกกำลังล่มสลาย ความเหลื่อมล้ำพุ่งสูง และ Climate Change กำลังวิกฤต แต่เสียงของเขาก็เบาเกินไปในองค์กรที่เชื่อมั่นใน Technology Solutionism (เทคโนโลยีแก้ได้ทุกสิ่ง)
หลังจากย้ายมาทำงานที่ Google DeepMind ในปี 2023 Dex ยิ่งกังวลหนักขึ้นเมื่อเห็นการแข่งขันพัฒนา AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีความฉลาดเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์
Demis Hassabis ซีอีโอของ DeepMind และผู้นำ AI คนอื่นๆ มักฉายภาพอนาคตที่สวยหรู: การแก้ปัญหาโปรตีนพับตัว (Protein folding), การผลิตพลังงานฟิวชั่น, หรือการรักษาโรคระบาด แต่ Dex มองว่านั่นเป็นเพียง "แผนด้านเดียว"
"พวกเขาไม่มีแผนสำหรับหายนะ... ผมไม่เชื่อแม้แต่วินาทีเดียวว่า การด้นสด' ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ จะเป็นวิธีการที่รับผิดชอบ"
Dex ชี้ว่า ในขณะที่สงครามในกาซากำลังปะทุ และภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเดือดดาล บริษัทเทคฯ กลับเลือกที่จะ
ความอัดอั้นตันใจทำให้ Dex ตัดสินใจลาออกจาก Google DeepMind และก่อตั้ง Center for Tomorrow องค์กรไม่แสวงหากำไรในลอนดอน เพื่อทำในสิ่งที่นายเก่าของเขาไม่ทำ นั่นคือ "การวางแผนรับมือด้านมืดของ AI"
ภารกิจของเขาคือการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างนโยบายที่ใช้งานได้จริงใน 3 ด้านหลัก
เขายังเปรยถึงความเป็นไปได้ที่จะลงเล่นการเมืองในอังกฤษ เพื่อผลักดันกฎหมายควบคุม AI อย่างจริงจัง เพราะเขาเชื่อว่า "เราปล่อยให้ผู้นำเทคโนโลยีและชนชั้นนำใน Davos แก้ปัญหานี้มานานพอแล้ว และพวกเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง"
บนผนังห้องทำงานของ Dex มีหน้าหนังสือพิมพ์จากปี 1849 แขวนอยู่ ข่าวนั้นรายงานเกี่ยวกับการประชุมสันติภาพในปารีส ที่ปัญญาชนยุคนั้นเชื่อมั่นว่า "สงครามกำลังจะกลายเป็นอดีต" และโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์... แต่ความจริงคือ ศตวรรษที่ 20 ที่ตามมา กลับเป็นยุคที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์
Dex ใช้สิ่งนี้เตือนใจตัวเองและโลกเทคโนโลยีว่า "ความก้าวหน้าไม่ใช่เส้นตรง (Progress is not linear)"
การที่ Big Tech พร่ำบอกว่า AI จะนำมาซึ่งโลกที่ดีกว่า ไม่ได้แปลว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหากเราไม่มีการควบคุม Dex Hunter-Torricke อาจถูกมองว่าเป็นคนทรยศต่อวงการ หรือเป็นเพียงคนรวยอีกคนที่พยายามชุบตัว แต่สารที่เขาส่งออกมานั้นชัดเจน
"หากเรายังปล่อยให้ Big Tech กุมบังเหียนอนาคตโดยไร้การตรวจสอบ เราอาจกำลังเดินละเมอไปสู่หน้าผา โดยที่คิดว่าเรากำลังบินไปสู่ดวงดาว"
ที่มา: Time
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด