ในโลกธุรกิจ เรามักมองเห็นความสำเร็จของผู้นำระดับโลกในวันที่พวกเขายืนอยู่บนจุดสูงสุด มีมูลค่าบริษัทหมื่นล้าน และเดินเกมถูกไปเสียทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง เส้นทางของคนเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงอย่างที่ใครคิด ความสำเร็จของหลาย ๆ คนเกิดขึ้นมาจากเศษซากของความผิดพลาดที่ไม่มีใครมองเห็น
Simon Sinek นักคิดและกูรูด้านการบริหารจัดการชื่อดัง ได้แชร์ Insight สะกิดใจไว้ในพอดแคสต์ Modern Wisdom ถึงสัจธรรมข้อหนึ่งที่คนทำธุรกิจมักมองข้าม

"ในชีวิตผม ไม่เคยเจอใครที่ประสบความสำเร็จจากการเรียนรู้ในวันที่ทุกอย่างราบรื่นเลย... บทเรียนเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้พวกเขาชนะในเกมธุรกิจ ล้วนถูกเก็บเกี่ยวมาจากช่วงเวลาที่สถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุดต่างหาก"
Sinek ย้ำว่า คนที่ก้าวไปได้ไกลที่สุดในโลก ทุกคนล้วนเคยเผชิญกับสภาวะ Hit Zero หรือดิ่งลงสู่จุดศูนย์มาแล้วทั้งสิ้น สำหรับพวกเขา ความล้มเหลวจึงไม่ใช่คำสาป แต่คือของขวัญชิ้นสำคัญที่มาในรูปของวิกฤต
เรื่องนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ งานวิจัยจาก Northwestern University ที่วิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในสตาร์ทอัพ ย้อนหลังยาวนานกว่า 46 ปี ได้ข้อสรุปที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ผู้ชนะทุกคนล้วนเคยเป็นผู้แพ้มาก่อน”
ทว่า จุดตัดที่แยก 'ผู้ชนะ' ออกจาก 'ผู้ล้มเหลวถาวร' คือสิ่งที่ Dashun Wang หัวหน้าทีมวิจัยชิ้นนี้เรียกว่า ศิลปะแห่งการเรียนรู้
"คนที่ล้มเหลวซ้ำซาก ไม่ใช่เพราะพวกเขาทำงานน้อยกว่าคนอื่น บางทีอาจจะขยันกว่าด้วยซ้ำ แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่คือ พอทุกอย่างพัง พวกเขาดันตื่นตระหนกแล้วรื้อเปลี่ยนทุกอย่างมั่วซั่วไปหมด... สิ่งที่ต้องทำจริง ๆ คือ แยกแยะอว่าสิ่งใดที่ยังใช้ได้ สิ่งใดที่ล้มเหลว แล้วมุ่งปรับปรุงเฉพาะจุดบกพร่องนั้นอย่างแม่นยำ"
พูดง่ายๆ คือ อย่าเพิ่งรีบ Pivot จนกว่าจะเข้าใจรากเหง้าของปัญหา ความขยันที่ปราศจาก Data และสติ มีแต่จะพาเราหลงทางลึกกว่าเดิม
Case Study ที่ชัดเจนที่สุดในโลกเทคโนโลยีคือ Steve Jobs ที่เคยโดนบอร์ดบริหารไล่ออกจาก Apple ในปี 1985 แต่เขากลับใช้ช่วงเวลาที่ดิ่งสู่จุดศูนย์นั้น ตกผลึกวิธีคิดใหม่จนสามารถกลับมากอบกู้ Apple ได้ในอีกหนึ่งทศวรรษให้หลัง
ในสุนทรพจน์ระดับตำนานที่ Stanford ปี 2005 จอบส์ได้ทิ้งแนวคิดที่ปลดล็อกความกลัวไว้ว่า
“การระลึกว่าตัวเองต้องตายในวันใดวันหนึ่ง คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ผมเคยเจอ เพราะเมื่อเราเผชิญหน้ากับความตาย ความคาดหวังจากโลกภายนอก ความหยิ่งยโส ความกลัวที่จะอับอายหรือล้มเหลว ทุกอย่างมันจะพังทลายลงไปหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่มีความหมายกับเราจริง ๆ”
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Simon Sinek หรือผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกต้องการบอกเรา ไม่ใช่การมานั่งเฉลิมฉลองให้กับการพังทลายของธุรกิจ หรือบอกให้เราวิ่งเข้าหาความเจ็บปวด หากแต่คือการชี้ให้เห็นความจริงของโลกธุรกิจ ว่า ไม่มีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกชิ้นไหน หรือบริษัทระดับยูนิคอร์นแห่งใด ที่สร้างเสร็จได้ในเทคเดียวโดยไม่เคยพัง
ความล้มเหลวจึงไม่ใช่จุดจบ และไม่ใช่เรื่องของความซวย แต่มันคือ Data ชุดที่แพงที่สุด ที่เข้ามาทำหน้าที่คัดกรองว่า ใครคือคนที่ขยันแบบไร้ทิศทาง และใครคือคนที่ฉลาดพอจะเปลี่ยนเศษซากความพังให้กลายเป็นฐานรากของความสำเร็จในการก้าวต่อไป
ถ้าวันนี้คุณกำลังยืนอยู่ที่จุด Hit Zero หรือรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมันห่วยแตกขั้นสุด...นั่นอาจเป็นของขวัญชิ้นเดียวกับคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกทุกคนเคยได้รับมา
คำถามสุดท้ายคือ... คุณพร้อมที่จะเปิดกล่อง Data ชิ้นนี้ แล้วเปลี่ยนมันเป็นบันไดก้าวต่อไปแล้วหรือยัง?
อ้างอิง: fortune
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด