‘อัจฉริยะ’ จริง ๆ หมายถึงอะไร ?

ทุกครั้งที่เราเห็นใครทำอะไรเกินความสามารถมนุษย์ธรรมดา เรามักจะหลุดปากว่า “นี่มันอัจฉริยะชัด ๆ” ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีที่เล่นเปียโนได้ตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าโรงเรียน เด็กที่แก้สมการยากๆ ได้ภายในพริบตา หรือสตาร์ทอัพที่คิดไอเดียเปลี่ยนโลกได้ในวัยยี่สิบ แต่ถ้าจะถามจริงๆ ว่า อัจฉริยะ หมายถึงอะไรกันแน่ ? คำนี้กลับไม่เคยมีคำตอบตายตัวเลยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ย้อนร้อยปีก่อน อัจฉริยะคือพลังลึกลับในตัวคน

ปี 1864 นิตยสาร The Atlantic เพิ่งก่อตั้งมาไม่ถึงสิบปี ก็มีการหยิบเรื่องนี้มาเขียน โดยนักเขียนที่ชื่อว่า J. Brownlee Brown ได้เขียนเล่าเรื่อง Paul Morphy เซียนหมากรุกจากนิวออร์ลีนส์ที่สามารถเล่น 7 กระดานพร้อมกันโดยปิดตา และ Zerah Colburn เด็กชายจากรัฐเวอร์มอนต์ที่แก้โจทย์คณิตศาสตร์ซับซ้อนได้ทันทีราวกับเครื่องคิดเลข เรื่องพวกนี้ทำให้ผู้คนในยุคนั้นทึ่งจนพูดไม่ออก

แต่หากมองในชีวิตจริง เรื่องของคนที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะเหล่านี้กลับไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด Paul Morphy เซียนหมากรุก เบื่อหมากรุกจนเลิกเล่นจริงจังตั้งแต่อายุเพียง 22 และเสียชีวิตกะทันหันในวัย 47 

ส่วน Zerah Colburn ถูกพ่อพาออกทัวร์ยุโรปเพื่อโชว์ความสามารถ แต่เมื่อโตขึ้นกลับไม่มีผลงานโดดเด่นและเสียชีวิตด้วยวัณโรคในวัยเพียง 34 ปี

เรื่องราวของทั้งคู่จึงสะท้อนว่า คำว่าอัจฉริยะ ไม่ได้การันตีเส้นทางชีวิตหรือความสำเร็จในอนาคตเลย มันอาจเป็นเพียงคำที่นิยาม “ช่วงเวลาที่โลกจดจำ” เท่านั้น

ในแง่รากศัพท์ genius มาจากภาษาละติน หมายถึง วิญญาณประจำตัว หรือพลังภายในที่ทำให้แต่ละคนแตกต่าง นักเขียนยุคศตวรรษที่ 19 อธิบายว่า มันคือ แรงผลักดันที่เราไม่ได้เลือกเอง แต่ถูกเลือกให้มี ซึ่งฟังดูคล้ายพลังลี้ลับที่ทำให้บางคนโดดเด่นเหนือใคร

เมื่อโลกเริ่มเข้าใจวิทยาศาสตร์ อัจฉริยะมาจากพันธุกรรม ?

แต่พอเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์ มนุษย์เริ่มไม่พอใจกับคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติ จึงหันมาหาคำตอบเชิงเหตุผล Francis Galton ญาติของ Charles Darwin เขียนหนังสือ Hereditary Genius ในปี 1870 พยายามจัดลำดับมนุษย์ตามความฉลาดและความสำเร็จในชีวิต มองว่าอัจฉริยะคือสิ่งที่ส่งต่อทางพันธุกรรมได้

จากความพยายามของ Galton ที่จะอธิบายว่า อัจฉริยะ สืบทอดทางสายเลือดได้ ก็นำไปสู่แนวคิด eugenics หรือการคัดเลือกพันธุกรรมในเวลาต่อมา เดิมทีมันตั้งใจจะหาวิธีเข้าใจว่าใครมีศักยภาพพิเศษ แต่เมื่อถูกนำไปใช้จริงกลับกลายเป็นนโยบายที่โหดร้าย เช่น การทำหมันบังคับในสหรัฐฯ และการสร้างนโยบายสุขอนามัยเชื้อชาติของนาซีเยอรมนี ที่มีผู้ถูกบังคับทำหมันกว่า 400,000 คน

อัจฉริยะไม่ใช่แค่พันธุกรรม แต่ยังคือเวลาและบริบท

แม้นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยอมรับว่าความฉลาดสืบทอดบางส่วนได้ แต่ก็ไม่สามารถผลิตเชกสเปียร์ทั้งรุ่นหรือนิวตันทั้งเผ่าได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ใครสักคนกลายเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ยังขึ้นอยู่กับบุคลิก โชค และเงื่อนไขทางสังคมด้วย

William James นักปรัชญาชื่อดังเคยเขียนไว้ในปี 1880 ว่า “อัจฉริยะอาจเกิดเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป” เขายกตัวอย่างว่า โครเมเวลล์กับนโปเลียนต้องการการปฏิวัติเป็นเวทีให้ตัวเองเฉิดฉาย หรือแม้แต่นักรบ Ajax ในตำนาน ถ้าเกิดมายุคที่มีกล้องเล็งไกลและปืนไรเฟิล ก็คงไม่ถูกจดจำอีกต่อไป

พูดง่ายๆ คือ แม้จะมีพรสวรรค์แค่ไหน ถ้าไม่มีจังหวะเวลา และบริบทสังคมที่เหมาะสม พรสวรรค์นั้นก็อาจดับไปอย่างเงียบๆ

ในศตวรรษที่ 20–21 คำว่า genius ไม่ได้หมายถึงแค่บุคคลพิเศษอีกต่อไป มันถูกใช้ทั้งแบบจริงจังและประชด เช่น ยกย่องนักเขียนหรือนักดนตรี แต่ก็ใช้เหน็บธุรกิจที่ตัดสินใจพลาดด้วยพาดหัวประชดว่า “Sheer Genius” สิ่งนี้สะท้อนว่า อัจฉริยะเป็นเพียงป้ายที่สังคมติดให้กับสิ่งที่มันรู้สึกว่าพิเศษ โดยไม่มีเกณฑ์สากลตายตัว

แล้วอัจฉริยะในยุคปัจจุบันล่ะ ?

Arthur C. Clarke เคยพูดว่า “เทคโนโลยีที่ล้ำพอ จะไม่ต่างอะไรจากเวทมนตร์” บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า อัจฉริยะก็อาจไม่ได้ผูกติดกับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่คือความทึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรายังไม่สามารถอธิบายสิ่งนั้นได้ชัดเจน

มาถึงวันนี้ โลกเรากำลังเจออัจฉริยะรูปแบบใหม่ นั่นคือ AI เราเห็นโมเดลที่แต่งเพลง วาดภาพ หรือเขียนโค้ดได้ในแบบที่มนุษย์ธรรมดาอาจใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะทำได้สำเร็จ นี่ทำให้เราหวนกลับไปยังคำถามเก่า ๆ อีกครั้ง ถ้ามีบางสิ่งที่ทำงานได้เกินมนุษย์ทั่วไป เราจะเรียกมันว่าอัจฉริยะได้ไหม ?

เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กหมากรุกเมื่อร้อยปีก่อน หรือโมเดล AI วันนี้ สิ่งที่เราตกตะลึงคือความรู้สึกว่า “นี่มันเกินมนุษย์ธรรมดา” และนั่นต่างหากที่ทำให้คำว่าอัจฉริยะยังคงมีเสน่ห์ ไม่ใช่เพราะมันมีนิยามชัด แต่เพราะมันทำให้เรารู้ว่ายังมีบางสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจวัดค่า อธิบาย หรือทำนายได้ทั้งหมด

อ้างอิง: theatlantic

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

วันที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของ NVIDIA กับเงินก้อนสุดท้าย และบทเรียนความซื่อสัตย์ที่พลิกชะตา NVIDIA

เรื่องราววันที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ NVIDIA เมื่อ Jensen Huang ต้องเลือกระหว่างการโกหกลูกค้าเพื่อความอยู่รอด หรือยอมรับความล้มเหลวอย่างซื่อสัตย์ การตัดสินใจที่เกือบพาบริษัทล้ม...

Responsive image

ชายคนนี้ลาออกจากหมอ ในวัย 30 เพื่อมานั่งเขียนโค้ด จนสามารถสร้าง Startup AI มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท

จากหมอสู่เจ้าของเทคโนโลยี $465M! เจาะลึกจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ศัลยแพทย์ยอมทิ้งอาชีพในฝัน เพื่อแก้ปัญหาด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมสถิติความจริงที่เจ็บปวดของวงการ AI Startup...

Responsive image

25 เรื่องอนาคตที่เราได้รู้ จากการนั่งคุยกับคนที่ทำงาน Blue Origin ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม Pablos Holman

เจาะลึก 25 เรื่องอนาคตจาก Pablos Holman ผู้ร่วมบุกเบิก Blue Origin ยุคแรก กับวิสัยทัศน์การแก้ปัญหามนุษยชาติด้วย Deep Tech จากพลังงานนิวเคลียร์ใต้ดินสู่อาณานิคมอวกาศ และเหตุผลที่ AI...