สร้างนิสัยใหม่ง่ายๆ ด้วย 'Improvement Ripple Effect' การเริ่มต้นเล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตได้?

หลายคนคงเคยตั้งเป้าหมายใหญ่หลวงในช่วงต้นปี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อ่านหนังสือให้มากขึ้น หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แต่แล้วเป้าหมายเหล่านั้นก็มักจะเลือนหายไปกับกาลเวลาเพราะความยากลำบากในการสร้าง 'วินัย' แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราบอกว่า การสร้างนิสัยใหม่ที่ยั่งยืนนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังใจมหาศาล แต่เริ่มได้จาก 'การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ' เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเหมือนคลื่นในน้ำ แนวคิดนี้เรียกว่า 'Improvement Ripple Effect'

Improvement Ripple Effect เมื่อหนึ่งการกระทำที่ดี นำไปสู่สิ่งดีๆ อีกมากมาย

แนวคิดหลักของ Improvement Ripple Effect คือการที่เรามุ่งมั่นพัฒนาพฤติกรรมเพียงหนึ่งอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านอื่นๆ ของชีวิตตามมาโดยธรรมชาติและแทบไม่รู้ตัว

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำพูดที่ดูดี แต่มีข้อมูลสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่เคยทำการศึกษาภายในและพบว่า เพียงแค่ผู้จัดการใช้เวลาพูดคุยกับพนักงานใหม่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ในวันแรกของการทำงาน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่พนักงานใหม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเร็วขึ้นถึง 1 เดือน แต่ตัวผู้จัดการเองก็พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการทำสิ่งดีๆ หนึ่งอย่างนำไปสู่สิ่งดีๆ อย่างอื่นได้อย่างไร

ปรากฏการณ์นี้ยังเห็นได้ชัดในเรื่องสุขภาพ มีงานวิจัยที่ชี้ว่าเมื่อคนเราเริ่มออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พวกเขามักจะเริ่มเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ที่น่าสนใจคือนักวิจัยพบว่า แม้พวกเขาจะยังคง 'ชอบ' รสชาติของอาหารไขมันสูงเหมือนเดิม แต่ 'ความอยาก' ที่จะกินมันกลับลดลงไปเอง การออกกำลังกายได้เข้าไปปรับเปลี่ยนกลไกการให้รางวัลของสมอง ทำให้เราโหยหาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพน้อยลงโดยไม่ต้องฝืนใจ

Atomic Habits พลังของนิสัยที่เล็กจนล้มเหลวไม่ได้

James Clear ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง 'Atomic Habitsได้อธิบายว่ากุญแจสำคัญคือการเริ่มต้นจากนิสัยที่ 'เล็กมากๆ' จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะล้มเหลว เขาเรียกมันว่า 'Atomic Habits'

ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากเป็นคนรักการอ่าน แทนที่จะตั้งเป้าหมายที่ดูน่ากลัวอย่าง 'อ่านหนังสือ 50 เล่มในปีนี้' ให้เปลี่ยนเป็น 'อ่านหนังสือวันละ 4 หน้า' เท่านั้นพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เวลาเพียง 5-10 นาที และสามารถทำได้แม้ในวันที่ยุ่งที่สุด เมื่อคุณทำสิ่งเล็กๆ นี้สำเร็จทุกวันจนติดเป็นนิสัย คุณจะพบว่าตัวเองเริ่มอ่านเกิน 4 หน้าโดยอัตโนมัติ เริ่มสนใจอ่านหนังสือประเภทอื่น และเริ่มแสวงหาความรู้ใหม่ๆ การกระทำเล็กๆ นี้ได้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับการเติบโตที่ยิ่งใหญ่กว่า

Habit Stacking ‘ต่อยอด’ นิสัยใหม่บนกิจวัตรเดิม

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ดีต่อยอดได้ดีคือ 'Habit Stacking' หรือการซ้อนนิสัยใหม่เข้าไปกับนิสัยเดิมที่คุณทำเป็นประจำอยู่แล้ว Ryan Holiday นักเขียนชื่อดัง คือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของแนวคิดนี้ เขาอยากจะทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนกระทั่งเขาได้แรงบันดาลใจจากนักเขียนอีกคนหนึ่งที่เล่าว่าเขาชอบเก็บขยะระหว่างทางตอนไปเดินเล่น

เนื่องจาก Ryan มีกิจวัตรการเดินเล่นตอนเช้าอยู่แล้ว เขาจึงเพียงแค่ต่อยอดนิสัยใหม่ที่อยากทำเข้าไป นั่นคือการเก็บขยะที่เจอระหว่างทาง นิสัยการเดินเล่นที่เป็นฐานที่มั่นคงอยู่แล้ว ทำให้การเพิ่มนิสัยใหม่เข้าไปแทบไม่ต้องใช้ความพยายามหรือพลังใจเพิ่มเติมเลย

เราสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้ในทุกเรื่อง เช่น หากคุณมีนิสัยส่งอีเมลขอบคุณลูกค้าอยู่แล้ว ลอง 'ต่อยอด' ด้วยการตั้งแจ้งเตือนในปฏิทินเพื่อโทรติดตามผลในอีก 1 เดือนข้างหน้า หรือหากคุณมีการประชุมทีมทุกสัปดาห์ ลองต่อยอดด้วยการตั้งใจกล่าวชื่นชมพนักงานอย่างน้อยหนึ่งคนสำหรับผลงานที่โดดเด่น

หัวใจของมันคือการมองหากิจวัตรที่คุณทำอยู่แล้ว และเพิ่มพฤติกรรมเล็กๆ ที่คุณอยากทำเข้าไป แล้วคุณก็จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากปรากฏการณ์คลื่นกระทบแห่งการพัฒนาได้อย่างเต็มที่ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักจะเริ่มต้นจากการกระทำที่เล็กที่สุดเสมอ

ที่มา: Inc.com

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เบื้องหลัง OpenAI ทำงานที่นี่เป็นอย่างไร เมื่อบริษัท AI ที่คนทั้งโลกจับตามอง อาจไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม

OpenAI อาจคือหนึ่งบริษัทในฝันของคนสายเทคฯ เพราะเป็นผู้พัฒนา ChatGPT แต่เบื้องหลังชื่อเสียงเหล่านี้ การทำงานที่นี่ไม่ได้มีแค่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ พนักงานต่างพูดตรงกันว่าที่นี่เต็...

Responsive image

6 ทักษะที่ทุกคนต้องมีในยุค AI ที่ไม่ใช่เพื่อแข่งกับ AI แต่เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ ในโลกที่ AI ทำให้เราคิดเองตัดสินเองไม่ได้

AI ไม่ได้แย่งทักษะไปจากคุณ มันแค่ทำให้ทักษะพวกนั้นกลายเป็นเรื่องจะทำหรือไม่ทำก็ได้ จนค่อย ๆ ฝ่อ Faisal Hoque ชี้ 6 ทักษะที่ผู้นำต้องรักษาไว้ในยุค AI เพื่อรักษาทั้งความคมและความเป็น...

Responsive image

ทำไมทนายปีศาจไม่ใช้ AI แต่ยังใช้ ‘คน’ ในการทำคดี เจาะวิจัย Harvard Law School ความจริงที่ว่า คนยังชนะ AI ในโลกกฏหมาย

AI เร็วกว่าคน 100 เท่า แต่ทำไมทนายระดับโลกยังไม่ลดจำนวนคน? ถอดบทเรียนจาก Harvard Law School ว่าทำไมในยุคที่เทคโนโลยีไร้ขีดจำกัด 'ความเป็นมนุษย์' ถึงยังเป็นจุดตัดสินชัยชนะในโลกกฎหมา...