Karoshi คืออะไร? รู้จักภาวะทำงานจนตาย และด้านมืดของวัฒนธรรมการทำงานที่ฝังรากลึกในองค์กร

Karoshi

คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับค่านิยม 'ทำงานให้เต็มที่' แต่ในบางองค์กรเส้นแบ่งของคำนี้กลับถูกยกระดับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการโหมงานหนักจนไม่เหลือเวลาให้ชีวิต 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีระเบียบวินัยสูงในทุก ๆ อย่าง แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์เหล่านั้นกลับมีด้านมืดที่เรื้อรังมานาน นั่นคือ Karoshi (คาโรชิ) หรือปรากฏการณ์การเสียชีวิตจากการทำงานหนัก

ที่เกิดจากการที่พนักงานต้องแบกรับความเครียดสูงเกินไปและโหมงานล่วงเวลาจนร่างกายรับไม่ไหว นำไปสู่การเสียชีวิตกะทันหันด้วยโรคหัวใจวาย หลอดเลือดสมองไปจนถึงการตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพราะโดนแรงกดดัน โดยปรากฏการณ์นี้มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมองค์กรที่บีบคั้นให้คนทุ่มเททำงานจนลืมดูแลสุขภาพ ซึ่งแม้ญี่ปุ่นจะออกกฎหมายและพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน แต่ปัญหานี้ก็ยังคงฝังรากลึกและไม่เคยหายไปจากสังคมญี่ปุ่น 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มหันมามองปัญหานี้

ช่วงปลายปี 2015 เรื่องราวของมัตซึริ ทากาฮาชิ (Matsuri Takahashi) กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนใจคนทั้งญี่ปุ่น เมื่อพนักงานสาววัยเพียง 24 ปีจากบริษัท Dentsu ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง โดยก่อนหน้านั้นเธอได้โพสต์ระบายบนโซเชียลมีเดียหลายครั้ง ซึ่งข้อความทั้งหมดสะท้อนว่าทั้งร่างกายและจิตใจของเธอรับไม่ไหวแล้ว ซึ่งเมื่อมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบก็พบความจริงว่าเธอถูกหัวหน้าสั่งให้ทำ OT ทะลุ 100 ชั่วโมงภายในเดือนเดียว

โศกนาฏกรรมครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้สังคมญี่ปุ่นต้องประกาศใช้ 'กฎหมายปฏิรูปการทำงาน' (Work Style Reform Act) ในปี 2018 โดยกำหนดเพดานให้ทำโอทีได้ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน แต่ในโลกความเป็นจริงการแก้กฎหมายบนหน้ากระดาษอย่างเดียว ไม่สามารถถอนรากถอนโคนปัญหานี้ให้หายไปจากสังคมญี่ปุ่นได้ทั้งหมด

ทำไมการทำงานแบบ Karoshi ยังไม่หายไป 

คำว่า ‘คาโรชิ’ เริ่มถูกพูดถึงมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ในยุคแรกคนส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตเพราะร่างกายรับไม่ไหว เช่น หัวใจวายหรือเส้นเลือดในสมองแตก เพราะโหมงานหนักติดต่อกันจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

แต่ในยุคปัจจุบันรูปแบบการทำงานแบบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะ ฮิโรชิ คาวาฮิโตะ (Hiroshi Kawahito) ทนายความที่ทำคดีด้านนี้มานานกว่า 45 ปี เล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวนี้คนทำงานไม่ได้เสียชีวิตเพราะป่วยทางกายอย่างเดียว แต่หลายคนเลือกที่จะ 'จบชีวิตตัวเอง' เพราะทนแบกรับความเครียด ความกดดัน หรือการถูกกลั่นแกล้ง คุกคามในที่ทำงานจนไม่ไหว

ตลอด 45 ปีที่ทำงานมาทนายฮิโรชิต้องดูแลคดีคนทำงานจนตายมาแล้วราว ๆ 1,000 คดี และที่น่าตกใจคือ ตัวเลขคนเสียชีวิตเหล่านี้ไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้ว่าที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลและหลาย ๆ ฝ่ายจะพยายามหาทางแก้ปัญหานี้มาโดยตลอดก็ตาม

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ ‘กลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อสมัยก่อน’ เพราะภาพจำของปัญหานี้มักจะเกิดกับมนุษย์เงินเดือนผู้ชายวัยกลางคนเป็นหลัก แต่เมื่อญี่ปุ่นเจอปัญหาคนเกิดน้อยลง ผู้หญิงจึงต้องก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทนายเปิดเผยว่าเมื่อก่อนคดีที่เขาทำกว่า 95% เป็นผู้ชาย แต่ปัจจุบันสัดส่วนของคดีที่เป็นผู้หญิงขยับขึ้นมาถึง 20% แล้ว

ประเด็นนี้ยิ่งน่ากังวล เพราะผู้หญิงในสังคมการทำงานของญี่ปุ่นต้องแบกรับปัญหาที่ต่างออกไปจากผู้ชาย โดยเฉพาะปัญหาการถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่บั่นทอนจิตใจอย่างรุนแรงจนนำไปสู่โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการเพิ่มความเสี่ยงในการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

4 สาเหตุที่ทำให้ Karoshi ยังคงเกิดขึ้น  

แม้ญี่ปุ่นจะมีการประกาศใช้กฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานแล้ว แต่หลายคนกลับมองว่ารากเหง้าของปัญหานี้ยังถูกฝังลึกอยู่และยังไม่หายไป 

ยูสุเกะ คาซางิ (Yusuke Kasagi) ทนายความผู้รับทำคดีที่เกี่ยวกับคาโรชิมามาแล้วกว่า 150 คดี ได้ชี้ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลักของเหตุการณ์นี้ คือ   

1.ไม่มีใครกล้าเป็นปากเป็นเสียงให้พนักงาน   

เขาเล่าว่ากลุ่มคนที่ควรจะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ให้พนักงาน กลับไม่กล้าชนกับผู้บริหาร เพราะวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเน้นเรื่องความประนีประนอม ไม่อยากให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันในบริษัท และตลอด 10 ปีที่เขาทำคดีมาเขาไม่เคยเห็นกลุ่มตัวแทนลุกขึ้นมางัดข้อกับเบื้องบนหรือประท้วงเวลาที่บริษัทเอาเปรียบคนทำงานเลยสักครั้งเดียว 

2. ปัญหาการบิดเบือนโอทีของพนักงาน

แม้ตอนนี้จะมีกฎหมายควบคุมชั่วโมงทำงานล่วงเวลา แต่ในความเป็นจริงพนักงานจำนวนมากกลับถูกหัวหน้าสั่งให้รายงานชั่วโมงโอทีต่ำกว่าที่ทำจริง ขณะที่บางคนก็ไม่กล้ากรอกเวลาทำงานตามจริง เพราะกลัวถูกมองว่าทุ่มเทให้งานไม่พอ ทำให้ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทนายคาซางิจึงเสนอว่าควรใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยบันทึกเวลาทำงานโดยตรง เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและให้เห็นชั่วโมงการทำงานที่แท้จริง 

3. วิกฤตคนเกิดน้อย ทำให้เกิดปัญหางานล้นคน 

ปัญหาใหญ่ที่สังคมการทำงานญี่ปุ่นกำลังเผชิญ คือจำนวนคนวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ภาระงานกลับไม่ได้ลดตามหรือบางครั้งก็เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ส่งผลให้พนักงานหนึ่งคนต้องแบกความรับผิดชอบหลายหน้าที่พร้อมกัน

ทนายยูสุเกะ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าคดีของพนักงานหนุ่มบริษัท Shimizu Corporation ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในปี 2021 ผู้เป็นแม่เล่าว่าลูกชายต้องเหมาทำสารพัดหน้าที่ ซึ่งเมื่อโปรเจกต์ล่าช้า (ซึ่งไม่ได้เกิดจากความผิดของเขา) เขากลับรู้สึกกดดันและมองว่าเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง จึงยิ่งโหมทำโอทีหนักขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นมักมีกำหนดส่งงานที่ตายตัวและไม่มีการผ่อนปรน ท้ายที่สุดเขาก็ยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะไปพบแพทย์เพื่อดูแลรักษาสุขภาพ

อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนปัญหานี้ได้ดีคือ คดีที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในเมืองโยโกสุกะ ลูกความอีกคนต้องเผชิญกับสถานการณ์ 'งานเพิ่มแต่คนไม่เพิ่ม' เช่นกัน เมื่อจำนวนเรือที่รอคิวซ่อมบำรุงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่พนักงานกลับมีจำนวนเท่าเดิม ความเครียดและแรงกดดันมหาศาลจึงตกมาอยู่ที่คนทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4. วัฒนธรรมองค์กรที่สุดโต่งเกินไป

หลังโศกนาฏกรรมของมัตซึริ ทากาฮาชิ ผู้เป็นแม่ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำคนสำคัญในการรณรงค์ต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานแบบคาโรชิ เธอเปิดเผยว่าในช่วงที่ลูกสาวทำงานที่บริษัท มีกฎเหล็กภายในที่เรียกกันว่า ‘กฎ 10 ข้อของปีศาจ’ หรือ Ten Rules of Demon ซึ่งมีข้อหนึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าเมื่อได้รับงานแล้ว ห้ามปล่อยมือเด็ดขาด แม้จะหนักแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเธอจะย้ำและพูดอยู่เสมอว่า ‘ไม่มีงานไหนสำคัญไปกว่าชีวิตของคุณ’

นอกจากนี้วัฒนธรรมการทำงานยังกดดันให้พนักงานใหม่ต้องอยู่ดึก โดยมีธรรมเนียมว่าห้ามเลิกงานก่อนหัวหน้าหรือรุ่นพี่ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการบังคับให้ปกปิดเวลาทำงานจริง หัวหน้าเคยประกาศกลางที่ประชุมว่า 'ห้ามเบิกโอทีเกิน 70 ชั่วโมง' เพื่อสร้างภาพให้บริษัทยังดูทำตามกฎหมาย ทั้งที่ความจริงพนักงานส่วนใหญ่ต้องโหมทำงานล่วงเวลา 

ซึ่งสุดท้ายต่อให้ญี่ปุ่นจะออกกฎหมายใหม่มาจำกัดชั่วโมงการทำงาน แต่ถ้าวัฒนธรรมองค์กรยังคงเชิดชูการทำงานหนัก พนักงานไม่กล้าปฏิเสธงาน และมองว่าการสละชีวิตส่วนตัวคือความทุ่มเท ปัญหานี้ก็คงไม่มีวันจบลงง่าย ๆ

ท้ายที่สุดแล้ววัฒนธรรมการทำงานแบบ Karoshi จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานหนัก แต่เป็นคำถามสำคัญว่า สังคมกำลังให้ค่ากับ ‘งาน’ มากกว่า ‘ชีวิตคน’ หรือเปล่า เพราะถ้าค่านิยมนี้ยังไม่เปลี่ยน เหตุการณ์น่าเศร้าแบบที่เกิดกับมัตสึริ ก็พร้อมจะวนลูปกลับมาเกิดซ้ำได้เสมอ

อ้างอิง: pulitzercenter

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

คุยกับ Richard Ireland CEO ของ GovWare พร้อมคำถามที่โรงพยาบาลไทยต้องมอง

Richard Ireland CEO ของ GovWare เล่าว่าทำไมธีม GovWare 2026 ยึดหลักการเดิมท่ามกลางความเร็วของ Agentic AI พร้อมบทเรียนสำหรับธนาคาร โรงพยาบาล และการรับมือมิจฉาชีพข้ามพรมแดนของไทย...

Responsive image

บทเรียนจาก 148 วันของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ AI จะทำให้เศรษฐกิจผลิตได้มากขึ้น แต่เส้นทางไปถึงนั้น ‘ขรุขระมาก’

Kevin Warsh ประธาน Fed ร่วมวง Fireside Chat กับ Kristalina Georgieva บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ชี้ AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่จะดันความต้องการขึ้นก่อนเพิ...

Responsive image

AI จะเปลี่ยนโลกไปแค่ไหน มนุษย์ยังเป็นคนกำหนดอนาคต สรุป 4 มุมมองจากผู้นำระดับโลก บนเวที Future Economy Forum

มนุษย์จะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างไร ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก ? นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Future Economy Forum ใน...