เวลาคือสกุลเงินเดียวที่โอนไม่ได้? รู้จัก ‘อัลกอริทึมชีวิต’ สิ่งที่จะช่วยเตือนคุณให้เลิกทุ่มเทกับงาน แล้วหันมาปรับพอร์ตชีวิตตัวเองให้สมดุลขึ้น

ในโลกที่พูดถึงการลงทุนทางการเงิน สตาร์ทอัพ และเทคโนโลยีกันอย่างไม่หยุดหย่อน คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ คุณหมู CEO และผู้ก่อตั้ง Ookbee, Managing Partner จาก 500 TukTuks และ BMB Capital Partners กลับเลือกพูดถึงสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งไม่ใช่การลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์ใด แต่คือการลงทุน "เวลา" อย่างมีระบบ ในสไตล์เดียวกับที่โปรแกรมเมอร์เขียนอัลกอริทึมให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

เมื่อชีวิตต้องการอัลกอริทึม

คุณหมูเปิดการพูดด้วยแนวคิดที่ฟังดูแปลกใหม่สำหรับงาน Startup ecosystem นั่นคือการนำแนวคิดจากโลกเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง เขาอธิบายว่า สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้ดีกว่ามนุษย์คือการที่เมื่อเราโปรแกรมคำสั่งแล้ว มันจะทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกครั้ง และเมื่อพบข้อผิดพลาด โปรแกรมเมอร์จะแก้ไขแล้วปล่อยซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ที่ดีกว่าเดิมออกมา

"เราสามารถแก้จุดบกพร่องของตัวเราเองได้ไหม แล้วก็ทำตัวเองเวอร์ชันใหม่ที่ดีกว่าเดิม" 

หัวใจของแนวคิดนี้อยู่ที่การเอาปัญหาที่ดูซับซ้อนมาแตกออกเป็นขั้นตอนที่ทำได้จริง แล้วนำไปทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัยและระบบ ซึ่งนั่นคือนิยามของ "อัลกอริทึมชีวิต" ในแบบฉบับของเขา

Eileen Gu บทพิสูจน์ว่าความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเลือกด้าน

เพื่อฉายภาพให้ชัดเจน คุณหมูหยิบยกตัวอย่างของ ไอลีน กู (Eileen Gu) นักกีฬาสกีฟรีสไตล์วัย 22 ปี ที่กวาดเหรียญโอลิมปิกมาถึง 6 เหรียญจากการแข่งขัน 2 ครั้ง และเป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ทำได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเหรียญทอง คือการที่ไอลีนประสบความสำเร็จพร้อมกันในหลายมิติอย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากรายได้จากการเป็นนักกีฬาที่อาจอยู่ที่ราว 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เธอยังมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์สูงถึงเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสอบ SAT ได้ถึง 1,580 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,600 และได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ยากที่สุดในโลก ควบคู่ไปกับความสามารถด้านดนตรีและการเดินแบบระดับโลก

"ความสำเร็จที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเลือกด้านใดด้านหนึ่ง" 

กุญแจสำคัญของไอลีนคือการทำสมุดบันทึกความคิด (Journal) เพื่อสำรวจว่าตัวเองคิดอย่างไร และทำความเข้าใจว่าทำไมตนเองถึงคิดแบบนั้น แทนที่จะปล่อยให้พฤติกรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

เขาอธิบายต่อว่า เวลาเราทำหรือพูดบางอย่างออกไปโดยไม่ทันคิด และรู้สึกเสียใจทีหลัง นั่นคือสัญญาณว่ามี "จุดบกพร่อง" อยู่ในระบบ การแก้ไขแบบที่คอมพิวเตอร์ทำคือการย้อนกลับไปหาต้นตอว่า รูปแบบความคิดที่กระตุ้นให้เราทำสิ่งนั้น มาจากอะไร สมองพยายามปกป้องเราจากอะไรอยู่หรือเปล่า เมื่อเข้าใจแล้ว ครั้งต่อไปเราก็จะรับมือได้ดีขึ้น นี่คือการคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้กับชีวิตจริง

หินก้อนใหญ่ต้องใส่ก่อน: บทเรียนจาก Stephen Covey

ก่อนจะเข้าสู่แกนหลักของการพูด คุณหมูหยิบยกแนวคิดที่หลายคนเคยได้ยินของ สตีเฟน โควีย์ (Stephen Covey) ว่าด้วยเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ ผ่านการเปรียบเปรยด้วยภาพของเหยือกและหิน ถ้าเราใส่ทรายและหินก้อนเล็กลงไปก่อน เราจะไม่มีที่สำหรับหินก้อนใหญ่อีกต่อไป แต่ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ก่อน ทรายและหินเล็กก็จะหลุดลงไปเติมเต็มช่องว่างได้เอง

"เราสามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการในชีวิต เพียงแค่ต้องจัดลำดับให้ถูกต้อง"

หินก้อนใหญ่คือสิ่งที่เรียกว่าลำดับความสำคัญ (Priorities) หินก้อนกลางคืองานที่ต้องทำในแต่ละวัน และหินก้อนเล็กที่สุดคือสิ่งรบกวน (Distraction) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีด Instagram หรือ TikTok ซึ่งเขาไม่ได้บอกให้ละทิ้ง แต่ให้รู้ว่ามันอยู่ในอันดับไหน

5 แกนหลักของชีวิต: หินก้อนใหญ่ที่ต้องใส่ก่อน

คุณหมูนิยาม "หินก้อนใหญ่" ของชีวิตไว้ 5 ประการ ได้แก่ เงิน, งาน/อาชีพ, สุขภาพ, ความสัมพันธ์ และความสงบจิตใจ 

เขาอธิบายว่า "เงิน" กับ "งาน" เป็นคนละเรื่องกัน แม้คนมักมองว่ามันไปด้วยกัน เพราะมีคนมากมายที่ทำงานต่อเนื่องแม้จะมีเงินมากเกินพอแล้ว เนื่องจากงานคือตัวตน เป็นเรื่องราว และเป็นความภาคภูมิใจ ในขณะที่เงินเป็นเพียงผลลัพธ์หนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่คุณหมูระบุว่าเป็น "สกุลเงินที่แท้จริง" ในเกมของชีวิต

เวลา: สกุลเงินที่ทุกคนได้รับเท่ากัน แต่ไม่อาจโอนหรือเก็บสะสมได้

"สกุลเงินในเกมของชีวิต ไม่ใช่เงิน แต่คือเวลา" 

เวลามีคุณสมบัติที่แตกต่างจากเงินอย่างสิ้นเชิง ทุกคนในห้องไม่ว่าจะรวยหรือจนได้รับเวลามาเท่ากันทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ เก็บสะสมข้ามวันไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือโอนให้ใครไม่ได้ แม้แต่คนที่เรารักที่สุด

เพื่อให้เห็นภาพ คุณหมูชักชวนให้จินตนาการถึงตารางกริดสี่เหลี่ยม โดย 1 ช่องเท่ากับ 1 ปี และ 1 แถวเท่ากับ 10 ปี รวม 80 แถวตามอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ ถ้าคนในห้องอายุเฉลี่ย 30 ปี นั่นหมายความว่า "เงิน" ถูกใช้ไปแล้ว 30 บาทจากทั้งหมด 80 บาท เหลืออีกเพียง 50 บาท ที่จะนำมากำกับหนังเรื่องนี้ให้สนุกที่สุด

ภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่งขึ้นคือเมื่อคุณหมูซูมออกไปมองที่คุณพ่อคุณแม่ของคนเหล่านั้น ซึ่งอาจเหลือเวลาเพียง 23 บาท และเมื่อนับเฉพาะช่วงที่มีสุขภาพแข็งแรงพอจะทำกิจกรรมต่างๆ ได้จริงๆ อาจเหลือแค่ 13 บาทเท่านั้น 

"พอเราตระหนักอย่างนี้แล้ว แต่ละบาทจะยิ่งมีค่ามากขึ้นไปอีก" 

กรอบในการจัดสมดุลทั้ง 5 แกน

หนึ่งในกรอบคิดที่คุณหมูนำเสนอและน่าสนใจมากคือแนวคิดเรื่อง "เส้นขีดล่าง" และ "เส้นขีดบน" ของแต่ละแกนในชีวิต

เส้นขีดล่างคือระดับขั้นต่ำที่ถ้าต่ำกว่านั้นแล้วต้องหยุดทุกอย่างแล้วไปดับไฟก่อน เช่น ถ้าสุขภาพแย่ถึงขั้นป่วยหนัก ก็ไม่มีทางไปโฟกัสเรื่องการสร้างรายได้ได้ ถ้าเงินหมดถึงขั้นอยู่ไม่ได้ ก็ต้องหยุดแผนระยะยาวแล้วไปหารายได้ก่อน หรือแม้แต่ถ้าความสัมพันธ์สร้างความเครียดจนกระทบสมาธิ ก็ต้องจัดการมันก่อน

ในทางกลับกัน เส้นขีดบนคือจุดที่การลงทุนเวลาเพิ่มอีกก็ไม่คุ้มค่าแล้ว "ถ้าเรามีเงินมากแล้ว วันหนึ่งก็กินได้มื้อเดียว เที่ยวได้ปีละไม่กี่ประเทศ ซื้อรถกี่คันก็ขับได้ทีละคัน เกินกว่านั้นบาทต่อบาทมันก็ไม่คุ้มอีกต่อไป" คุณหมูอธิบาย

แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่าการกำกับหนังชีวิตให้สวยงาม ไม่ใช่การโยนทรัพยากรทั้งหมดไปที่แกนใดแกนหนึ่งจนเกินพอดี แต่คือการรู้ว่าแต่ละแกนอยู่ที่ไหนบนเส้นนั้น แล้วนำเวลาซึ่งเป็นทรัพยากรจำกัดไปจัดสรรให้เหมาะสม

ลงทุนเวลาเหมือนพอร์ตกองทุน: กระจาย ติดตาม และปรับสมดุล

คุณหมูใช้ประสบการณ์จากการเป็นนักลงทุนมาอธิบายวิธีคิดเรื่องการบริหารเวลา เขาบอกว่าแม้จะลงทุนในสตาร์ทอัพหรือบริษัท SME ที่มีความเสี่ยงสูง 10 บริษัท แล้วล้มเหลวไป 5 บริษัท กองทุนก็ยังสามารถทำกำไรได้ หากเราเข้าใจว่าตัวไหนดีแล้วเพิ่มการลงทุน (Double Down) และตัวไหนไม่ดีก็ตัดขาดทุน (Cut Loss) พร้อมกระจายความเสี่ยงให้เพียงพอ

หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการลงทุนเวลาในชีวิต โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 

  • ลงทุนเวลาในแต่ละแกน 
  • กระจายเวลาไปหลายๆ แกนอย่าทุ่มทั้งหมดไปที่แกนเดียว 
  • ติดตามผลตอบแทน (Track return) ว่าแต่ละแกนให้คุณค่ากลับมามากน้อยแค่ไหน 
  • ปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) ทุกเดือนหรือทุกปี เพื่อปรับทิศทางตามที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป

ความสำเร็จที่แท้จริงคืออะไร?

ก่อนพูดถึงแนวทางปฏิบัติ คุณหมูหยุดตั้งคำถามที่กระแทกใจอย่างตรงไปตรงมา เขาวาดภาพคนคนหนึ่งที่มีเงินมากเกินเส้นขีดบน อาชีพการงานเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ แต่สุขภาพย่ำแย่จนไปเล่นสกีกับเพื่อนไม่ได้ ต้องนั่งรอดื่มเหล้าอยู่ข้างล่างคนเดียวในขณะที่เพื่อนๆ ไปสนุกกันข้างบน และในบ้านก็แทบไม่มีความสัมพันธ์ที่อบอุ่น

"คุณสามารถเรียกคนคนนี้ว่าเป็นคนประสบความสำเร็จได้หรือเปล่า? หนังเรื่องที่เขากำกับ มันสนุกจริงหรือ? และที่สำคัญ เขารู้ตัวไหมว่าเขากำลังทำหนังเรื่องนั้นอยู่?"

เรื่องเงิน: ซับซ้อนน้อยกว่าที่คิด

คุณหมูย้ำว่า ในบรรดาทั้ง 5 แกน เรื่องเงินกลับเป็นเรื่องที่ "ง่ายที่สุด" เพราะมันมีสูตรตายตัว เขาเองทำตารางคำนวณ (spreadsheet) ติดตามการเงินส่วนตัวมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน และยังคงทำอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยปัจจุบันพัฒนาเป็นแดชบอร์ดที่ดูข้อมูลย้อนหลังได้ทุกเดือน

สูตรง่ายๆ คือ รายได้ หักด้วย รายจ่าย เท่ากับ เงินเหลือ นำไปลงทุน แล้วติดตามผลเดือนละครั้ง ในแต่ละเดือนปรับขึ้นปรับลงตามสถานการณ์ เดือนไหนใช้เยอะก็ลดเดือนถัดไป เดือนไหนมีรายได้เพิ่มก็ลงทุนเพิ่ม

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า หากมีเป้าหมายสร้างพอร์ต 10 ล้านบาท และนำไปลงทุนที่ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะได้รับ 1 ล้านบาทต่อปี หรือราว 83,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากใช้ไม่ถึงก็นำส่วนที่เหลือทบไปได้ต่อเนื่อง "มันมีทางจบ เพราะว่ามันมีตัวเลขอยู่ว่าต้องเก็บเท่าไหร่ต่อเดือน แล้วพอถึงเป้าก็จบ"

เขาชี้ว่าสิ่งที่ต้องระวังคือ "เส้นขีดบน-ล่าง" ของเงินในแต่ละบริบทชีวิตนั้นต่างกัน เงินไม่กี่หมื่นบาทในกรุงเทพอาจอยู่ได้ยากมาก แต่ในต่างจังหวัดอาจสบายมาก แต่สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขคือการมีแผนที่ชัดเจนและลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

เขียนอัลกอริทึมชีวิตของตัวเอง: สมุดบันทึกที่อัปเกรดได้

หลังจากวางกรอบความคิดทั้งหมด คุณหมูก็เข้าสู่แนวทางปฏิบัติจริง นั่นคือการเขียนอัลกอริทึมชีวิตของตัวเอง ซึ่งสำหรับเรื่องเงินก็คือตารางคำนวณ แต่สำหรับแกนอื่นๆ ก็คือสมุดบันทึกที่เราเขียนกฎของตัวเองขึ้นมา อ่านซ้ำเดือนละครั้ง และอัปเกรดให้ดีขึ้นเสมอ

คุณหมูบอกว่าสมุดบันทึกของเขามีถึง 34 หน้า และเขาเขียนด้วยปากกาเพื่อให้เห็นว่าแก้ไขอะไรจากอะไร เนื้อหาครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ อย่างทรงผมหรือแฟชั่นประจำยุค

"ไม่มีกฎของใครที่เหมาะกับทุกคน แม้แต่ศีล 5 ผมยังทำไม่ครบเลย ก็ตบยุง ก็ดื่มเหล้า" คุณหมูกล่าวด้วยอารมณ์ขัน ก่อนจะอธิบายต่อว่า สิ่งที่สำคัญกว่าการพยายามตามกฎของคนอื่นที่อาจไม่เหมาะกับเรา คือการเขียนกฎของตัวเองขึ้นมา แล้วปรับปรุงมันไปเรื่อยๆ

สิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้มีคุณค่าอย่างแท้จริงคือมันทำให้เราไม่ทำผิดซ้ำ ถ้าเราทำให้ใครเจ็บปวดและจดมันลงไป เราก็จะไม่วนกลับไปทำอีก มันคือการอัปเกรดหนังเรื่องนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

"ไม่ได้เทียบกับใคร แต่เทียบกับว่าทุกบาทที่เราใช้ไปเนี่ย ลงทุนแล้วมันดีขึ้น ไม่ใช่ว่าปีหน้าก็ซ้ำๆ เหมือนเดิมทั้งเงิน อาชีพ และสุขภาพ"

ทางลัด 3 อย่างในการใช้เวลาให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

คุณหมูยังแนะนำ "Cheat Code" หรือทางลัดที่ช่วยให้ใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่าเดิม ประกอบด้วย

ประการแรก คือ การสำรวจและนำไปใช้ประโยชน์ (Explore and Exploit) เขาบอกว่าในแต่ละปีเราควรมีเรื่องที่ออกไปลองสิ่งใหม่ๆ ซึ่งความทรงจำที่คงอยู่ในชีวิตมักไม่ใช่งานที่ทำทุกวัน แต่คือประสบการณ์พิเศษที่เคยลอง เขายกตัวอย่างว่าตัวเองจำได้ว่าไปดำน้ำและไปเป็น DJ ซึ่งทำแบบท้าทายตัวเองโดยไม่ต้องทำทุกวัน เพราะถ้าทำทุกวันมันก็กลายเป็นงาน แต่ทำครั้งเดียวมันคือความทรงจำ

ประการที่สอง คือ การทำหลายสิ่งพร้อมกัน เวลาซื้อไม่ได้โดยตรง แต่เราสามารถทำ 2-3 แกนพร้อมกันได้ เช่น ประชุมขณะเดินบนลู่วิ่ง หรือพาคุณพ่อไปตีกอล์ฟเพื่อได้ทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์ในทีเดียว หรือบางครั้งก็สามารถ "ซื้อเวลาทางอ้อม" ได้ เช่น การจ้างคนขับรถเพื่อประชุมระหว่างทาง จ้างแม่บ้านเพื่อเพิ่มเวลาให้กับงานที่มีคุณค่ามากกว่า หรือแม้กระทั่งการสมัคร YouTube Premium เพื่อไม่ต้องเสียเวลากับโฆษณา 

"2-3 ร้อยบาทหาได้ แต่เวลาที่หมดไปทุกวันคุณซื้อกลับมาไม่ได้"

ประการที่สาม คือ การอยู่กับปัจจุบัน (Be present) คุณหมูเชื่อว่าเงินบาทหนึ่งที่ถูกใช้ไป ควรถูกใช้อย่างมีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่การนั่งอยู่ที่วิวสวยแต่ไถฟีดโซเชียลมีเดียตลอดเวลา เขาบอกว่าโลกนี้มีคนถ่ายรูปวิวสวยๆ โพสต์ลงอินเทอร์เน็ตอยู่มากมายแล้ว บางครั้งการนั่งนิ่งๆ มองสิ่งตรงหน้าโดยไม่ต้องถ่ายรูปอาจให้คุณค่ากับ "บาท" นั้นมากกว่า

บทเรียนจากคุณพ่อ: เมื่อมองภาพใหญ่ออกมาแล้วสะดุ้ง

หนึ่งในช่วงที่ทรงพลังที่สุดของการพูดคือเมื่อคุณหมูเปิดใจเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทำงานหนักจนพบหน้าคุณพ่อแค่ปีละ 1-2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็กินข้าวด้วยกันได้แค่ชั่วโมงครึ่ง

"พอผมคิดดูแล้ว ปีหนึ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมง แต่ผมบอกว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ปีนั้นดูซีรีส์เกาหลีจบไปหลายเรื่อง เจอคุณพ่อน้อยกว่าดูซีรีส์เกาหลีเรื่องเดียวอีก"

เขาชวนให้ทุกคนลองคิดถึงพ่อแม่ของตัวเอง ว่าถ้านับเวลาที่เหลือที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ มันเหลือเท่าไหร่จริงๆ และถ้าเราอยู่กับลูกๆ ความทรงจำที่พวกเขาพกติดตัวไปเมื่อโตขึ้นจะเป็นอะไร ช่วงเวลาเหล่านั้นมันทับซ้อนกันอยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิต และเมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่กลับมา

วันสุดท้าย คุณจะเสียใจเรื่องอะไร

คุณหมูปิดการพูดด้วยภาพที่ทุกคนอาจไม่อยากนึกถึง แต่ก็ทรงพลังที่สุด เขาเชิญชวนให้จินตนาการว่า หากอีลอน มัสก์ (Elon Musk) บุคคลที่รวยที่สุดในโลกนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยและกำลังจะสิ้นชีวิต แล้วมีโอกาสซื้อเวลากลับมาอีก 1 ปีที่มีสุขภาพดีด้วยเงินทั้งหมดที่มี เขาอาจจะซื้อ และเมื่อซื้อแล้ว เขาอาจไม่ได้กลับไปสร้างจรวด แต่อาจไปขอโทษใครบางคน ไปเล่นกับสุนัขของตัวเอง หรือโทรหาคนที่รักเพื่อบอกว่ารัก

"พวกเราทุกคนได้สิทธิ์นั้นอยู่แล้ว วันนี้เลย ไม่ต้องรอ"

เขาย้ำว่าในวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเสียใจเฉพาะในสิ่งที่เราไม่ได้ทำเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือการถอยออกมามองภาพใหญ่พร้อมสะท้อนย้อนคิดว่าอะไรคือลำดับความสำคัญที่แท้จริง เขียนกฎของตัวเองลงในสมุดบันทึก อัปเกรดมันทุกเดือน และไม่ทำผิดซ้ำเรื่องเดิม

"เราเป็นคนที่เด็กที่สุดในชีวิตเราวันนี้ และเราก็เป็นคนที่โตที่สุดในชีวิตเราวันนี้ด้วย เราควรเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่ย้อนกลับไปทำผิดซ้ำ"

ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session Life as an Algorithm: วิธีการคิดแบบนักลงทุน ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ส่งต่อธุรกิจครอบครัวข้ามรุ่นอย่างไรให้รอดและเติบโต ? ถอดบทเรียนการส่งไม้ต่อธุรกิจจากแบรนด์ตำนาน ‘ยาหม่องเซียงเพียวอิ๊ว’

ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากในประเทศไทยกำลังเผชิญคำถามเดียวกัน คือเมื่อกิจการเติบโตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว จะ ‘ส่งไม้ต่อ’ จากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกอย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ขณะ...

Responsive image

ถอดวิสัยทัศน์ 10 ปี คมสันต์ แซ่ลี ปั้น 100 แบรนด์ ยอมเจ๊ง 90% เพื่อเป้าหมายแสนล้าน

คมสันต์ แซ่ลี CEO Flash Group กับยุทธศาสตร์ปั้น 100 แบรนด์ ยอมเจ๊ง 90% เพื่อสร้าง 1 แบรนด์แสนล้าน พร้อมบทเรียนการดีลธุรกิจกับจีนที่ SME ไทยห้ามพลาด...

Responsive image

ต้องสำเร็จก่อนอายุ 30 เส้นตายที่กำลังกัดกินสังคม อาจสร้างคนแบบ ‘เอลิซาเบธ โฮล์มส์’

เมื่อคำว่า ‘อายุน้อย’ โดยเฉพาะอายุ 30 ถูกใช้เป็นแต้มต่อจนเกิดคดีฉ้อโกงซ้ำซาก ตั้งแต่ Elizabeth Holmes ถึง Gökçe Güven บทเรียนสำคัญ...