
ในโลกที่พูดถึงการลงทุนทางการเงิน สตาร์ทอัพ และเทคโนโลยีกันอย่างไม่หยุดหย่อน คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ คุณหมู CEO และผู้ก่อตั้ง Ookbee, Managing Partner จาก 500 TukTuks และ BMB Capital Partners กลับเลือกพูดถึงสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งไม่ใช่การลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์ใด แต่คือการลงทุน "เวลา" อย่างมีระบบ ในสไตล์เดียวกับที่โปรแกรมเมอร์เขียนอัลกอริทึมให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
คุณหมูเปิดการพูดด้วยแนวคิดที่ฟังดูแปลกใหม่สำหรับงาน Startup ecosystem นั่นคือการนำแนวคิดจากโลกเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง เขาอธิบายว่า สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้ดีกว่ามนุษย์คือการที่เมื่อเราโปรแกรมคำสั่งแล้ว มันจะทำซ้ำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกครั้ง และเมื่อพบข้อผิดพลาด โปรแกรมเมอร์จะแก้ไขแล้วปล่อยซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ที่ดีกว่าเดิมออกมา
"เราสามารถแก้จุดบกพร่องของตัวเราเองได้ไหม แล้วก็ทำตัวเองเวอร์ชันใหม่ที่ดีกว่าเดิม"
หัวใจของแนวคิดนี้อยู่ที่การเอาปัญหาที่ดูซับซ้อนมาแตกออกเป็นขั้นตอนที่ทำได้จริง แล้วนำไปทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัยและระบบ ซึ่งนั่นคือนิยามของ "อัลกอริทึมชีวิต" ในแบบฉบับของเขา
เพื่อฉายภาพให้ชัดเจน คุณหมูหยิบยกตัวอย่างของ ไอลีน กู (Eileen Gu) นักกีฬาสกีฟรีสไตล์วัย 22 ปี ที่กวาดเหรียญโอลิมปิกมาถึง 6 เหรียญจากการแข่งขัน 2 ครั้ง และเป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ทำได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเหรียญทอง คือการที่ไอลีนประสบความสำเร็จพร้อมกันในหลายมิติอย่างไม่น่าเชื่อ
นอกจากรายได้จากการเป็นนักกีฬาที่อาจอยู่ที่ราว 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เธอยังมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์สูงถึงเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสอบ SAT ได้ถึง 1,580 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,600 และได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ยากที่สุดในโลก ควบคู่ไปกับความสามารถด้านดนตรีและการเดินแบบระดับโลก
"ความสำเร็จที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเลือกด้านใดด้านหนึ่ง"
กุญแจสำคัญของไอลีนคือการทำสมุดบันทึกความคิด (Journal) เพื่อสำรวจว่าตัวเองคิดอย่างไร และทำความเข้าใจว่าทำไมตนเองถึงคิดแบบนั้น แทนที่จะปล่อยให้พฤติกรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
เขาอธิบายต่อว่า เวลาเราทำหรือพูดบางอย่างออกไปโดยไม่ทันคิด และรู้สึกเสียใจทีหลัง นั่นคือสัญญาณว่ามี "จุดบกพร่อง" อยู่ในระบบ การแก้ไขแบบที่คอมพิวเตอร์ทำคือการย้อนกลับไปหาต้นตอว่า รูปแบบความคิดที่กระตุ้นให้เราทำสิ่งนั้น มาจากอะไร สมองพยายามปกป้องเราจากอะไรอยู่หรือเปล่า เมื่อเข้าใจแล้ว ครั้งต่อไปเราก็จะรับมือได้ดีขึ้น นี่คือการคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้กับชีวิตจริง
ก่อนจะเข้าสู่แกนหลักของการพูด คุณหมูหยิบยกแนวคิดที่หลายคนเคยได้ยินของ สตีเฟน โควีย์ (Stephen Covey) ว่าด้วยเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ ผ่านการเปรียบเปรยด้วยภาพของเหยือกและหิน ถ้าเราใส่ทรายและหินก้อนเล็กลงไปก่อน เราจะไม่มีที่สำหรับหินก้อนใหญ่อีกต่อไป แต่ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ก่อน ทรายและหินเล็กก็จะหลุดลงไปเติมเต็มช่องว่างได้เอง
"เราสามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการในชีวิต เพียงแค่ต้องจัดลำดับให้ถูกต้อง"
หินก้อนใหญ่คือสิ่งที่เรียกว่าลำดับความสำคัญ (Priorities) หินก้อนกลางคืองานที่ต้องทำในแต่ละวัน และหินก้อนเล็กที่สุดคือสิ่งรบกวน (Distraction) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีด Instagram หรือ TikTok ซึ่งเขาไม่ได้บอกให้ละทิ้ง แต่ให้รู้ว่ามันอยู่ในอันดับไหน

คุณหมูนิยาม "หินก้อนใหญ่" ของชีวิตไว้ 5 ประการ ได้แก่ เงิน, งาน/อาชีพ, สุขภาพ, ความสัมพันธ์ และความสงบจิตใจ
เขาอธิบายว่า "เงิน" กับ "งาน" เป็นคนละเรื่องกัน แม้คนมักมองว่ามันไปด้วยกัน เพราะมีคนมากมายที่ทำงานต่อเนื่องแม้จะมีเงินมากเกินพอแล้ว เนื่องจากงานคือตัวตน เป็นเรื่องราว และเป็นความภาคภูมิใจ ในขณะที่เงินเป็นเพียงผลลัพธ์หนึ่ง
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่คุณหมูระบุว่าเป็น "สกุลเงินที่แท้จริง" ในเกมของชีวิต
"สกุลเงินในเกมของชีวิต ไม่ใช่เงิน แต่คือเวลา"
เวลามีคุณสมบัติที่แตกต่างจากเงินอย่างสิ้นเชิง ทุกคนในห้องไม่ว่าจะรวยหรือจนได้รับเวลามาเท่ากันทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ เก็บสะสมข้ามวันไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือโอนให้ใครไม่ได้ แม้แต่คนที่เรารักที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพ คุณหมูชักชวนให้จินตนาการถึงตารางกริดสี่เหลี่ยม โดย 1 ช่องเท่ากับ 1 ปี และ 1 แถวเท่ากับ 10 ปี รวม 80 แถวตามอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ ถ้าคนในห้องอายุเฉลี่ย 30 ปี นั่นหมายความว่า "เงิน" ถูกใช้ไปแล้ว 30 บาทจากทั้งหมด 80 บาท เหลืออีกเพียง 50 บาท ที่จะนำมากำกับหนังเรื่องนี้ให้สนุกที่สุด
ภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่งขึ้นคือเมื่อคุณหมูซูมออกไปมองที่คุณพ่อคุณแม่ของคนเหล่านั้น ซึ่งอาจเหลือเวลาเพียง 23 บาท และเมื่อนับเฉพาะช่วงที่มีสุขภาพแข็งแรงพอจะทำกิจกรรมต่างๆ ได้จริงๆ อาจเหลือแค่ 13 บาทเท่านั้น
"พอเราตระหนักอย่างนี้แล้ว แต่ละบาทจะยิ่งมีค่ามากขึ้นไปอีก"
หนึ่งในกรอบคิดที่คุณหมูนำเสนอและน่าสนใจมากคือแนวคิดเรื่อง "เส้นขีดล่าง" และ "เส้นขีดบน" ของแต่ละแกนในชีวิต
เส้นขีดล่างคือระดับขั้นต่ำที่ถ้าต่ำกว่านั้นแล้วต้องหยุดทุกอย่างแล้วไปดับไฟก่อน เช่น ถ้าสุขภาพแย่ถึงขั้นป่วยหนัก ก็ไม่มีทางไปโฟกัสเรื่องการสร้างรายได้ได้ ถ้าเงินหมดถึงขั้นอยู่ไม่ได้ ก็ต้องหยุดแผนระยะยาวแล้วไปหารายได้ก่อน หรือแม้แต่ถ้าความสัมพันธ์สร้างความเครียดจนกระทบสมาธิ ก็ต้องจัดการมันก่อน
ในทางกลับกัน เส้นขีดบนคือจุดที่การลงทุนเวลาเพิ่มอีกก็ไม่คุ้มค่าแล้ว "ถ้าเรามีเงินมากแล้ว วันหนึ่งก็กินได้มื้อเดียว เที่ยวได้ปีละไม่กี่ประเทศ ซื้อรถกี่คันก็ขับได้ทีละคัน เกินกว่านั้นบาทต่อบาทมันก็ไม่คุ้มอีกต่อไป" คุณหมูอธิบาย
แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่าการกำกับหนังชีวิตให้สวยงาม ไม่ใช่การโยนทรัพยากรทั้งหมดไปที่แกนใดแกนหนึ่งจนเกินพอดี แต่คือการรู้ว่าแต่ละแกนอยู่ที่ไหนบนเส้นนั้น แล้วนำเวลาซึ่งเป็นทรัพยากรจำกัดไปจัดสรรให้เหมาะสม
คุณหมูใช้ประสบการณ์จากการเป็นนักลงทุนมาอธิบายวิธีคิดเรื่องการบริหารเวลา เขาบอกว่าแม้จะลงทุนในสตาร์ทอัพหรือบริษัท SME ที่มีความเสี่ยงสูง 10 บริษัท แล้วล้มเหลวไป 5 บริษัท กองทุนก็ยังสามารถทำกำไรได้ หากเราเข้าใจว่าตัวไหนดีแล้วเพิ่มการลงทุน (Double Down) และตัวไหนไม่ดีก็ตัดขาดทุน (Cut Loss) พร้อมกระจายความเสี่ยงให้เพียงพอ
หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการลงทุนเวลาในชีวิต โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่
ก่อนพูดถึงแนวทางปฏิบัติ คุณหมูหยุดตั้งคำถามที่กระแทกใจอย่างตรงไปตรงมา เขาวาดภาพคนคนหนึ่งที่มีเงินมากเกินเส้นขีดบน อาชีพการงานเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ แต่สุขภาพย่ำแย่จนไปเล่นสกีกับเพื่อนไม่ได้ ต้องนั่งรอดื่มเหล้าอยู่ข้างล่างคนเดียวในขณะที่เพื่อนๆ ไปสนุกกันข้างบน และในบ้านก็แทบไม่มีความสัมพันธ์ที่อบอุ่น
"คุณสามารถเรียกคนคนนี้ว่าเป็นคนประสบความสำเร็จได้หรือเปล่า? หนังเรื่องที่เขากำกับ มันสนุกจริงหรือ? และที่สำคัญ เขารู้ตัวไหมว่าเขากำลังทำหนังเรื่องนั้นอยู่?"
คุณหมูย้ำว่า ในบรรดาทั้ง 5 แกน เรื่องเงินกลับเป็นเรื่องที่ "ง่ายที่สุด" เพราะมันมีสูตรตายตัว เขาเองทำตารางคำนวณ (spreadsheet) ติดตามการเงินส่วนตัวมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน และยังคงทำอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยปัจจุบันพัฒนาเป็นแดชบอร์ดที่ดูข้อมูลย้อนหลังได้ทุกเดือน
สูตรง่ายๆ คือ รายได้ หักด้วย รายจ่าย เท่ากับ เงินเหลือ นำไปลงทุน แล้วติดตามผลเดือนละครั้ง ในแต่ละเดือนปรับขึ้นปรับลงตามสถานการณ์ เดือนไหนใช้เยอะก็ลดเดือนถัดไป เดือนไหนมีรายได้เพิ่มก็ลงทุนเพิ่ม
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า หากมีเป้าหมายสร้างพอร์ต 10 ล้านบาท และนำไปลงทุนที่ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะได้รับ 1 ล้านบาทต่อปี หรือราว 83,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากใช้ไม่ถึงก็นำส่วนที่เหลือทบไปได้ต่อเนื่อง "มันมีทางจบ เพราะว่ามันมีตัวเลขอยู่ว่าต้องเก็บเท่าไหร่ต่อเดือน แล้วพอถึงเป้าก็จบ"
เขาชี้ว่าสิ่งที่ต้องระวังคือ "เส้นขีดบน-ล่าง" ของเงินในแต่ละบริบทชีวิตนั้นต่างกัน เงินไม่กี่หมื่นบาทในกรุงเทพอาจอยู่ได้ยากมาก แต่ในต่างจังหวัดอาจสบายมาก แต่สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขคือการมีแผนที่ชัดเจนและลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากวางกรอบความคิดทั้งหมด คุณหมูก็เข้าสู่แนวทางปฏิบัติจริง นั่นคือการเขียนอัลกอริทึมชีวิตของตัวเอง ซึ่งสำหรับเรื่องเงินก็คือตารางคำนวณ แต่สำหรับแกนอื่นๆ ก็คือสมุดบันทึกที่เราเขียนกฎของตัวเองขึ้นมา อ่านซ้ำเดือนละครั้ง และอัปเกรดให้ดีขึ้นเสมอ
คุณหมูบอกว่าสมุดบันทึกของเขามีถึง 34 หน้า และเขาเขียนด้วยปากกาเพื่อให้เห็นว่าแก้ไขอะไรจากอะไร เนื้อหาครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ อย่างทรงผมหรือแฟชั่นประจำยุค
"ไม่มีกฎของใครที่เหมาะกับทุกคน แม้แต่ศีล 5 ผมยังทำไม่ครบเลย ก็ตบยุง ก็ดื่มเหล้า" คุณหมูกล่าวด้วยอารมณ์ขัน ก่อนจะอธิบายต่อว่า สิ่งที่สำคัญกว่าการพยายามตามกฎของคนอื่นที่อาจไม่เหมาะกับเรา คือการเขียนกฎของตัวเองขึ้นมา แล้วปรับปรุงมันไปเรื่อยๆ
สิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้มีคุณค่าอย่างแท้จริงคือมันทำให้เราไม่ทำผิดซ้ำ ถ้าเราทำให้ใครเจ็บปวดและจดมันลงไป เราก็จะไม่วนกลับไปทำอีก มันคือการอัปเกรดหนังเรื่องนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
"ไม่ได้เทียบกับใคร แต่เทียบกับว่าทุกบาทที่เราใช้ไปเนี่ย ลงทุนแล้วมันดีขึ้น ไม่ใช่ว่าปีหน้าก็ซ้ำๆ เหมือนเดิมทั้งเงิน อาชีพ และสุขภาพ"

คุณหมูยังแนะนำ "Cheat Code" หรือทางลัดที่ช่วยให้ใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่าเดิม ประกอบด้วย
ประการแรก คือ การสำรวจและนำไปใช้ประโยชน์ (Explore and Exploit) เขาบอกว่าในแต่ละปีเราควรมีเรื่องที่ออกไปลองสิ่งใหม่ๆ ซึ่งความทรงจำที่คงอยู่ในชีวิตมักไม่ใช่งานที่ทำทุกวัน แต่คือประสบการณ์พิเศษที่เคยลอง เขายกตัวอย่างว่าตัวเองจำได้ว่าไปดำน้ำและไปเป็น DJ ซึ่งทำแบบท้าทายตัวเองโดยไม่ต้องทำทุกวัน เพราะถ้าทำทุกวันมันก็กลายเป็นงาน แต่ทำครั้งเดียวมันคือความทรงจำ
ประการที่สอง คือ การทำหลายสิ่งพร้อมกัน เวลาซื้อไม่ได้โดยตรง แต่เราสามารถทำ 2-3 แกนพร้อมกันได้ เช่น ประชุมขณะเดินบนลู่วิ่ง หรือพาคุณพ่อไปตีกอล์ฟเพื่อได้ทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์ในทีเดียว หรือบางครั้งก็สามารถ "ซื้อเวลาทางอ้อม" ได้ เช่น การจ้างคนขับรถเพื่อประชุมระหว่างทาง จ้างแม่บ้านเพื่อเพิ่มเวลาให้กับงานที่มีคุณค่ามากกว่า หรือแม้กระทั่งการสมัคร YouTube Premium เพื่อไม่ต้องเสียเวลากับโฆษณา
"2-3 ร้อยบาทหาได้ แต่เวลาที่หมดไปทุกวันคุณซื้อกลับมาไม่ได้"
ประการที่สาม คือ การอยู่กับปัจจุบัน (Be present) คุณหมูเชื่อว่าเงินบาทหนึ่งที่ถูกใช้ไป ควรถูกใช้อย่างมีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่การนั่งอยู่ที่วิวสวยแต่ไถฟีดโซเชียลมีเดียตลอดเวลา เขาบอกว่าโลกนี้มีคนถ่ายรูปวิวสวยๆ โพสต์ลงอินเทอร์เน็ตอยู่มากมายแล้ว บางครั้งการนั่งนิ่งๆ มองสิ่งตรงหน้าโดยไม่ต้องถ่ายรูปอาจให้คุณค่ากับ "บาท" นั้นมากกว่า
หนึ่งในช่วงที่ทรงพลังที่สุดของการพูดคือเมื่อคุณหมูเปิดใจเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทำงานหนักจนพบหน้าคุณพ่อแค่ปีละ 1-2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็กินข้าวด้วยกันได้แค่ชั่วโมงครึ่ง
"พอผมคิดดูแล้ว ปีหนึ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมง แต่ผมบอกว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ปีนั้นดูซีรีส์เกาหลีจบไปหลายเรื่อง เจอคุณพ่อน้อยกว่าดูซีรีส์เกาหลีเรื่องเดียวอีก"
เขาชวนให้ทุกคนลองคิดถึงพ่อแม่ของตัวเอง ว่าถ้านับเวลาที่เหลือที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ มันเหลือเท่าไหร่จริงๆ และถ้าเราอยู่กับลูกๆ ความทรงจำที่พวกเขาพกติดตัวไปเมื่อโตขึ้นจะเป็นอะไร ช่วงเวลาเหล่านั้นมันทับซ้อนกันอยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิต และเมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่กลับมา

คุณหมูปิดการพูดด้วยภาพที่ทุกคนอาจไม่อยากนึกถึง แต่ก็ทรงพลังที่สุด เขาเชิญชวนให้จินตนาการว่า หากอีลอน มัสก์ (Elon Musk) บุคคลที่รวยที่สุดในโลกนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยและกำลังจะสิ้นชีวิต แล้วมีโอกาสซื้อเวลากลับมาอีก 1 ปีที่มีสุขภาพดีด้วยเงินทั้งหมดที่มี เขาอาจจะซื้อ และเมื่อซื้อแล้ว เขาอาจไม่ได้กลับไปสร้างจรวด แต่อาจไปขอโทษใครบางคน ไปเล่นกับสุนัขของตัวเอง หรือโทรหาคนที่รักเพื่อบอกว่ารัก
"พวกเราทุกคนได้สิทธิ์นั้นอยู่แล้ว วันนี้เลย ไม่ต้องรอ"
เขาย้ำว่าในวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเสียใจเฉพาะในสิ่งที่เราไม่ได้ทำเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือการถอยออกมามองภาพใหญ่พร้อมสะท้อนย้อนคิดว่าอะไรคือลำดับความสำคัญที่แท้จริง เขียนกฎของตัวเองลงในสมุดบันทึก อัปเกรดมันทุกเดือน และไม่ทำผิดซ้ำเรื่องเดิม
"เราเป็นคนที่เด็กที่สุดในชีวิตเราวันนี้ และเราก็เป็นคนที่โตที่สุดในชีวิตเราวันนี้ด้วย เราควรเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่ย้อนกลับไปทำผิดซ้ำ"
ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session Life as an Algorithm: วิธีการคิดแบบนักลงทุน ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด