
OpenAI อาจคือหนึ่งบริษัทในฝันของคนสายเทคฯ เพราะเป็นผู้พัฒนา ChatGPT และเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนโลก แต่เบื้องหลังชื่อเสียงเหล่านี้ การทำงานที่นี่ไม่ได้มีแค่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เท่านั้น เพราะพนักงานหลายคนที่เคยทำงานหรือยังทำงานอยู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่เต็มไปด้วยคนเก่ง งานที่ท้าทาย และความกดดันในระดับที่อาจไม่เหมาะกับทุกคน
สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับ OpenAI คือความเร็วในการทำงาน เพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนา AI ไปสู่ยุค AGI อย่างปลอดภัย ทำให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความจริงจังและความเข้มข้น
หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเคยเล่าถึงบรรยากาศในองค์กรว่าเต็มไปด้วยคนที่ตั้งใจและโฟกัสกับงานแบบจริงจังมาก ๆ แทบทุกห้องประชุมจะมีทีมงานยืนระดมสมองกันอยู่ตลอด บรรยากาศโดยรวมให้อารมณ์เหมือนอยู่ใน 'ภาวะสงคราม' ที่ทุกคนกำลังเร่งเดินหน้ากันอย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับคนที่ชอบทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป สภาพแวดล้อมแบบนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะ
วัฒนธรรมการทำงานของ OpenAI จะเน้นใช้ทีมขนาดเล็ก เพื่อให้ทุกคนได้ลุยงานจริงและมี Ownership ในงานของตัวเองแบบ 100% เสน่ห์ของการทำงานที่นี่คือการถูกรายล้อมไปด้วยคนเก่งมาก ๆ จากหลากหลายสาขา ทั้งนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่พร้อมแลกเปลี่ยนไอเดียและช่วยเหลือกัน ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้การทำงานเปิดกว้างมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าการปล่อยให้มีอิสระย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงเป็นเงาตามติดเหมือนกัน
เป็นที่รู้กันว่าผลตอบแทนและสวัสดิการของ OpenAI นั้นจัดอยู่ในระดับท็อป แต่สำหรับพนักงานหลายคน สิ่งที่ดึงดูดใจพอๆ กับเรื่องเงิน คือโอกาสที่พวกเขาจะได้เข้ามาแก้ปัญหาที่ท้าทายของวงการ AI และได้มีส่วนร่วมกับเทคโนโลยีที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้าง
ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI เคยเล่าว่าสิ่งที่ดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้มาร่วมงานที่นี่ คือความเชื่อในวิสัยทัศน์เดียวกัน เพราะที่นี่ไม่ได้โฟกัสแค่การสร้าง AI ที่ฉลาดล้ำหน้า แต่ต้องการหาวิธีทำให้เทคโนโลยีนี้ปลอดภัยและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง การทำงานที่นี่จึงต้องคอยตั้งคำถามกันอยู่เสมอว่า AI ควรเดินหน้าไปในทิศทางไหน และจะสร้างผลกระทบอะไรต่อสังคมในระยะยาวบ้าง
ภาพจำของ OpenAI อาจเป็นบริษัทที่ใครหลายคนอยากไปอยู่ แต่พนักงานหลายคนก็ยอมรับว่า Work-life balance ที่นี่เป็นอะไรที่ท่าท้ายมาก จังหวะการทำงานที่นี่รวดเร็วและแทบไม่มีช่วงให้พักจนบรรยากาศเหมือนการวิ่ง 100 เมตร ทั้งที่การพัฒนา AI คืองานที่ต้องดูกันไปในระยาวยาว นอกจากงานที่หนักแล้ว การเป็นบริษัทระดับท็อปที่สังคมให้ความสนใจก็ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวถูกจับตาและถูกวิจารณ์ได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับคนทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน
แน่นอนว่าที่นี่งานค่อนข้างหนักและเหนื่อย แต่ข้อดีคือมันได้วิชาที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะการถูกล้อมด้วยคนเก่ง ๆ ระดับหัวกะทิ ได้จับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการที่ต้องหาคำตอบในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำ มันบีบให้ต้องเรียนรู้และเก่งขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนที่ชอบความท้าทาย อยากอัปสกิลตัวเองแบบก้าวกระโดด OpenAI ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่สามารถมอบประสบการณ์แบบนั้นให้ได้
ภาพลักษณ์ของ OpenAI จากภายนอกอาจจะดูว้าวมาก แต่คนที่เคยทำที่นี่มักจะพูดตรงกันว่ามันอาจไม่ใช่ที่สำหรับทุกคน ด้วยสปีดงานที่ไว สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนเก่งบวกกับความคาดหวังที่สูงมาก มันอาจทำให้รู้สึกกดัน แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือการได้ยืนอยู่แถวหน้าของวงการ AI และอยากเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่จะสร้างอิมแพคต่อโลกในอนาคต OpenAI ก็ยังคงเป็นสนามประลองที่น่าดึงดูดที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
สำหรับผู้ที่อยากฟังมุมมองของของผู้บริหารจาก OpenAI แบบใกล้ชิด สามารถพบกับ Sid Sharma Head of Go-To-Market, Southeast Asia and India, OpenAI ตัวจริงได้ภายในงาน Techsauce Global Summit 2026
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4dwmh4s
อ้างอิง: theundercoverrecruiter
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด