
สิบแปดเดือนก่อน ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังนั่งเถียงกันอยู่เลยว่า AI จะเขียนอีเมลให้ฟังดูเหมือนมนุษย์เขียนโดยไม่มั่วข้อมูลได้จริงไหม มาวันนี้ AI กลายเป็นตัวจัดการ codebase ทำวิจัย คัดกรองสัญญา และทำงานเป็น Autonomous Agent อยู่ในระบบงานขององค์กรไปแล้ว ความสามารถบางอย่างที่นักเทคโนโลยีรุ่นใหญ่คาดว่าจะมาถึงในอีกสามถึงห้าปี กลับมาถึงภายในไม่กี่เดือน
นี่คือมุมมองของ Faisal Hoque นักเขียนและที่ปรึกษาด้านการบริหารที่เขียนลงใน Fast Company ซึ่งชวนตั้งคำถามที่ลึกกว่าเรื่อง 'AI เก่งแค่ไหน' ไปอีกขั้น
ประเด็นคือไม่มีใครที่ทำงานในวงการนี้อย่างจริงจังกล้าพูดว่าตัวเองรู้ว่าเทคโนโลยีนี้จะทำอะไรได้ในอีกสองปีข้างหน้า ยังไม่ต้องพูดถึงห้าปีหรือสิบปี แต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปรับโมเดลธุรกิจ หรือการทุ่มงบพัฒนาคน ล้วนต้องวางแผนกันยาวพอดีกับช่วงเวลาที่ไม่มีใครมองเห็นนั่นแหละ พูดง่าย ๆ คือผู้นำถูกบังคับให้ตัดสินใจระยะยาว ในสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ารอบของการวางแผนไปไกลมาก
แต่ความไม่แน่นอนเป็นแค่ครึ่งเดียวของปัญหา เพราะเครื่องมือชุดเดียวกันที่ทำให้งานเร็วขึ้น ก็ทำให้เราเลิกทำสิ่งที่หล่อเลี้ยงความคมของผู้นำได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินว่าอะไรสำคัญ การคิดด้วยถ้อยคำของตัวเอง หรือการลงไปคุยเรื่องยาก ๆ ด้วยตัวเองแทนที่จะสั่ง AI ให้หาทางเลี่ยงมันไป AI ไม่ได้แย่งทักษะพวกนี้ไปจากเราหรอก มันแค่ทำให้ทักษะพวกนี้กลายเป็น 'สิ่งที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้' และอะไรก็ตามที่กลายเป็นเรื่องทำหรือไม่ทำก็ได้ มักจะค่อย ๆ เสื่อมหายไปเอง
เราคงลบความไม่แน่นอนทิ้งไม่ได้ และคงตัดสิ่งล่อใจพวกนี้ออกไปไม่ได้เช่นกัน แต่มีทักษะบางชุดที่พัฒนาขึ้นมาแล้วจะช่วยเราได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะวิวัฒน์ไปทางไหน และเหตุผลที่มันสำคัญก็เพราะมันคือทักษะที่ AI ล่อให้เราละเลยนั่นเอง นี่คือ 6 ทักษะที่ผู้นำทุกคนต้องมี ถ้าอยากรักษาทั้งความคมและความเป็นมนุษย์เอาไว้ในวันที่ AI กำลังเขียนกติกาของที่ทำงานใหม่
AI ทำให้คำตอบที่ฟังดูมั่นใจกลายเป็นของถูกและหาง่าย แต่โจทย์ที่หนักที่สุดของผู้นำไม่ใช่โจทย์ที่มีคำตอบอยู่แล้วและแค่อยากได้เร็วขึ้น มันคือโจทย์ที่ 'คำตอบยังไม่มีอยู่บนโลกนี้' เช่น การปรับโครงสร้างองค์กรที่กำลังเดินอยู่และไม่มีใครรู้ว่าจะลงเอยยังไง ตลาดที่กำลังขยับแต่สัญญาณเรื่องทิศทางระยะยาวกลับขัดแย้งกันเอง หรือเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วจนกลยุทธ์ปัจจุบันของคุณอาจกลายเป็นวิสัยทัศน์ล้ำยุคหรือของล้าสมัย และคุณยังบอกไม่ได้ว่าอันไหน
พอเจอความไม่แน่นอนยาว ๆ มนุษย์มักจะคิดมากจนหายนะ แข็งค้างทำอะไรไม่ถูก หรือไม่ก็รีบคว้าคำตอบสักอันแล้วค่อยปั้นคำอธิบายมารองรับทีหลัง ทั้งสามแบบให้ความรู้สึกเหมือนได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีอันไหนตั้งอยู่บนเหตุผลจริง ๆ เลย ทักษะที่สำคัญตรงนี้จึงไม่ใช่การกำจัดความไม่แน่นอน เพราะอนาคตจะแน่นอนแค่ไหนมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอยู่แล้ว แต่คือความนิ่งพอที่จะตัดสินใจได้อย่างชัดเจนในขณะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ตรงนั้น นั่นแปลว่าต้องฝึกแยกสิ่งที่คุมได้ออกจากสิ่งที่คุมไม่ได้ จับให้ทันว่าปฏิกิริยาแบบไหนกำลังขับเคลื่อนพฤติกรรมเราอยู่ และวางตัวในแบบที่เมื่อมองย้อนกลับมาแล้วยังรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล ไม่ว่าผลจะออกมาทางไหนก็ตาม
การยืนนิ่งได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่มันไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการเลือกหายไป คุณยังต้องตัดสินใจอยู่ดีว่าจะลงมือยังไง และการเลือกที่จะ 'ยังไม่ทำอะไรตอนนี้' ก็นับเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง จุดนี้แหละที่ AI เปลี่ยนหน้าตาของปัญหาไปเลย เพราะ AI เก่งมากในเรื่อง 'การลงมือทำ' ทั้งร่างข้อความ วิเคราะห์ข้อมูล นัดประชุม จัดการงานบางประเภทให้เสร็จ แต่สิ่งที่มันบอกคุณไม่ได้คือ 'แล้วเรื่องไหนกันแน่ที่ควรค่าแก่การทำตั้งแต่แรก' อย่างที่ Peter Drucker เคยพูดไว้ว่า ประสิทธิภาพคือการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกวิธี ส่วนประสิทธิผลคือการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
วิจารณญาณที่ดีเป็นทักษะที่ต้องฝึก ไม่ใช่พรสวรรค์ติดตัว มันเรียกร้องวินัยที่จะดึงกระบวนการคิดออกมาวางข้างนอก แทนที่จะปล่อยให้มันวิ่งวนอยู่ในหัวโดยไม่มีใครตรวจสอบ คุณต้องสร้างข้อโต้แย้งที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ มาค้านจุดยืนของตัวเองก่อนจะลงมือ ต้องระบุให้ได้ว่าอคติตัวไหนมีแนวโน้มจะบิดเบือนความคิดคุณมากที่สุด และต้องทดสอบข้อสรุปให้หนักก่อนจะเดินตามมัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบเลย การสร้างวินัยรอบ ๆ การตัดสินใจจึงหมายถึงการยอมช้าลงในจังหวะที่สำคัญจริง ๆ และคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แทนที่จะเชื่อสัญชาตญาณอย่างเดียว
วิจารณญาณที่ดีตั้งอยู่บนทักษะที่จะค่อย ๆ ฝ่อถ้าคุณเลิกใช้มัน และ AI ก็ทำให้การเลิกใช้เป็นเรื่องง่ายแสนง่าย ในเมื่อเครื่องมือร่างบทวิเคราะห์ให้ได้ สรุปสิ่งที่คุณต้องอ่านให้ได้ และจัดโครงข้อโต้แย้งให้ได้ ทางที่สบายที่สุดก็คือปล่อยให้มันทำไปเถอะ การยกงานให้มันทำแต่ละครั้งดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนที่ปล่อยให้ AI คิดแทนตัวเองจะกลายเป็นคนที่คิดเองไม่ได้อีกต่อไปถ้าไม่มี AI
ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะความยุ่งยากหลายอย่างที่ AI ช่วยตัดออกไปก็เป็นความยุ่งยากที่ไม่ก่อประโยชน์อะไรจริง ๆ เราอยู่ได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องมีงานเอกสารจุกจิกหรืองานจักรกลที่ไม่ได้สอนอะไรเราเลย วินัยที่แท้จริงอยู่ตรงการแยกให้ออกระหว่างความพยายามที่แค่ถ่วงเวลาคุณ กับความพยายามที่หล่อหลอมตัวคุณ การเขียนด้วยถ้อยคำของตัวเองคือวิธีที่คุณจะค้นพบว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ การนั่งแก้ปัญหาด้วยตัวเองคือวิธีที่คุณจะเรียนรู้ที่จะมองเห็นโครงสร้างของมัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความไม่มีประสิทธิภาพที่ต้องรีดออกไปให้หมด แต่มันคือกระบวนการที่ความเชี่ยวชาญถูกสร้างและรักษาเอาไว้ ผู้นำทุกคนควรถามตัวเองว่า ทักษะไหนที่ฉันยังได้ฝึกใช้อยู่ และทักษะไหนที่ฉันเริ่ม outsource ออกไปโดยไม่ทันได้เลือกอย่างตั้งใจ
AI ทำให้การหลบเลี่ยงการเชื่อมต่อกับมนุษย์เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย และมันทำในแบบที่เราเพิ่งจะเริ่มรู้ตัว คุณสามารถใช้ AI ร่างทางอ้อมเพื่อหลบบทสนทนายาก ๆ ปล่อยให้เครื่องมือหาคำที่ฟังดูนุ่มนวลเป็นทางการทูต เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องเจอความอึดอัดของการพูดสิ่งที่อยากพูดออกไปตรง ๆ คุณสามารถให้ AI สรุปสิ่งที่เพื่อนร่วมงานพูดในที่ประชุม แทนที่จะอยู่ร่วมวงสนทนานั้นด้วยตัวเอง หรือบางทีคุณอาจถึงขั้นหันไปใช้ AI เป็นเครื่องมือระบายความรู้สึก รับความรู้สึกว่ามีคนรับฟัง โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวเองให้เสี่ยงต่อการถูกรู้จักจริง ๆ
แต่มันมีความต่างระหว่าง 'การสื่อสาร' กับ 'การเชื่อมต่อถึงกัน' การเชื่อมต่อที่แท้จริงต้องการการอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ความตรงไปตรงมา และความเต็มใจที่จะรู้สึกอึดอัด บทสนทนายาก ๆ ที่คุณผัดวันมาตลอดมักจะเป็นบทสนทนาที่ความสัมพันธ์นั้นต้องการมากที่สุดเสมอ การเรียนรู้ที่จะย่นระยะห่างนั้นเข้ามา พูดสิ่งที่ซื่อตรงออกไปตรง ๆ แทนที่จะให้เครื่องมือช่วยกล่อมมันจนแทบไม่เหลืออะไร คือหนึ่งในทักษะที่มีค่าที่สุดที่ผู้นำคนหนึ่งจะพัฒนาขึ้นมาได้
AI จะหยิบยื่นเหตุผลที่ฟังดูมั่นใจและเป็นระบบมาให้คุณ เพื่อรองรับแทบทุกอย่างที่คุณอยากทำ นี่ไม่ใช่ความกังวลเชิงสมมติ แต่มันคือวิธีที่เครื่องมือพวกนี้ทำงานจริง ๆ ลองขอเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจที่คุณปักใจไปแล้วดูสิ คุณจะได้คำอธิบายที่ฟังดูรัดกุมและปราศจากอารมณ์กลับมา สิ่งนี้ยิ่งทำให้การข้ามขั้นตอนที่ควรหยุดทบทวนว่า 'การตัดสินใจนี้มันถูกต้องจริงไหม' กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย
การคิดเชิงจริยธรรมคือการกล้ามองสิ่งที่เราอยากเมินไม่อยากเห็น ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจที่เราหาเหตุผลกลบเกลื่อนไปแล้ว หรือคนที่ต้องแบกรับต้นทุนจากทางเลือกที่เราตีกรอบให้มันเป็นแค่เรื่องกลยุทธ์ล้วน ๆ มันคือการลอกข้ออ้างทั้งหลายออก แล้วถามว่าจริง ๆ แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในมือของใครกันแน่ ผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจอย่างยั่งยืน ไม่ใช่คนที่ไม่เคยต้องตัดสินใจเรื่องจริยธรรมยาก ๆ เลย แต่เป็นคนที่ไม่หันหน้าหนีในตอนที่ต้องเจอกับมัน
ทุกวันนี้ AI ผลิตผลงานความรู้แทบทุกชนิดออกมาในเวอร์ชันที่ 'พอใช้ได้' สิ่งล่อใจคือการรับเอาผลงานนั้นมาแล้วจบงานไปเลย คนส่วนใหญ่จะยอมแพ้ต่อสิ่งล่อใจนี้ ซึ่งแปลว่าความได้เปรียบอยู่ที่การฝืนไม่ยอมทำตาม และข่าวดีคือการอุดช่องว่างนั้นเป็นไปได้ มันเริ่มจากการระบุให้ออกว่าอะไรคือส่วนที่ดาษดื่นในผลงานที่ AI ส่งมาให้ มันอยู่ในการตีกรอบที่ใคร ๆ ก็คิดได้หรือเปล่า อยู่ในมุมมองที่เซฟเกินไปไหม หรืออยู่ในสำนวนสำเร็จรูป ไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหน วินัยคือการดันให้พ้นจุดนั้น และแปลงผลงานจากของดาษดื่นให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นของคุณอย่างไม่มีใครเหมือน
การอุดช่องว่างนี้ได้สักครั้งทำให้ชิ้นงานหนึ่งดีขึ้น แต่การทำมันจนเป็นนิสัยให้สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือสัญชาตญาณที่รู้ว่าความดาษดื่นมักซ่อนอยู่ตรงไหน และความสามารถที่จะสร้างงานที่ไม่มีใครอื่นทำได้ ท้ายที่สุดนั่นคือผลตอบแทนที่แท้จริง เพราะเมื่อ AI ทำให้ความสามารถพื้นฐานกลายเป็นของถูก ความสามารถก็เลิกเป็นจุดที่ทำให้คุณต่างจากคนอื่น สิ่งที่เหลืออยู่คือการมีมุมมองที่เป็นของตัวเองจริง ๆ
ทักษะทั้งหกข้อนี้เสริมกันเป็นทบทวีคูณ ความนิ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนเปิดทางให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น วิจารณญาณที่ดีก็ต้องพึ่งทักษะการคิดที่คุณต้องหมั่นฝึกใช้ต่อไป ส่วนการเชื่อมต่อกับผู้คน การคิดเชิงจริยธรรม และการเป็นเจ้าของเรื่องเล่าของตัวเอง ทั้งหมดล้วนต้องการความเต็มใจที่จะเลือกทางที่ยากกว่า ในวันที่มีทางเลือกที่ง่ายกว่าวางอยู่ตรงหน้า ไม่มีข้อไหนเลยที่จะมีติดตัวมาเองโดยไม่ต้องลงแรง เพราะมันคือวินัยที่สร้างขึ้นผ่านการฝึกฝนอย่างตั้งใจ
ยุค AI จะเร่งความเร็วต่อไปเรื่อย ๆ เทคโนโลยีจะขยับเปลี่ยนไม่หยุด แต่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือคุณค่าของผู้นำที่คิดได้อย่างชัดเจน เชื่อมต่อกับคนอื่นได้อย่างตรงไปตรงมา และเป็นเจ้าของสิ่งที่ตัวเองพูดอย่างแท้จริง
ที่มา: Fast Company
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด