ถ้าสังเกตพาดหัวข่าวนิตยสารในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โลกของ Startup เรามักจะเห็นภาพของผู้ชนะกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ ภาพของพวกเขาจะต้องเป็นคนหนุ่มสาวที่ใส่ชุดลำลองแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ พร้อมพาดหัวที่ระบุว่า อัจฉริยะคนใหม่ หรือมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จก่อนอายุ 30
โลกของ Startup ถูกขับเคลื่อนด้วยภาพจำแบบนี้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกคนพยายามเลียนแบบ หากคุณเป็นผู้ก่อตั้งวัย 20 ต้น ๆ ที่พกโปรไฟล์ระดับ Ivy League มาพร้อมไอเดียล้ำ ๆ สปอร์ตไลท์ทุุกดวงจะส่องมาที่คุณทันที ประตูห้องประชุมของนักลงทุนจะถูกเปิดอ้าต้อนรับ
ภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข่าว แต่มันคือลัทธิความสำเร็จที่เราเสพกันมาตลอดสิบปี จนเราเผลอเชื่อไปแล้วว่าถ้าอยากเป็นผู้ชนะในโลกยุคนี้ คุณต้องรีบวิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนอายุจะเดินพ้นเลขสามไป นั่นจึงเรียกได้ว่า ‘ความสำเร็จ’ ราวกับว่าอายุที่น้อยกว่าคือแต้มต่อที่การันตีความอัจฉริยะ

สภาวะการให้ราคาความเยาว์วัยจนเกินพอดีนี้เอง ที่กลายเป็นม่านหมอกชั้นดีให้เหล่ามิจฉาชีพยุคใหม่ใช้เป็นฉากบังหน้า หลายกรณีที่เราเห็นในหน้าข่าว สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเราเชิดชูคนเพียงเพราะเขา ‘เริ่มต้นได้เร็ว’ เรากำลังกดดันให้พวกเขาต้องรีบ Fake it till you make it สร้างภาพลวงตา เพื่อแลกกับทรัพยากรที่ตัวเองยังไม่มี ถ้าได้เงินมา เดี๋ยวเราค่อยไปสร้างของจริงให้ทัน จนบางครั้งเผลอข้ามเส้นจากความพยายามไปสู่การบิดเบือนเพียงเพื่อให้ภาพลักษณ์ยังดูสมบูรณ์แบบตามที่คนคาดหวัง
นี่อาจเป็นหนึ่งในรางวัลที่มี Use Case ให้เราเห็นได้อยู่บ่อย ๆ อย่างรางวัลอย่าง Forbes 30 Under 30
ต้องบอกก่อนว่าตัวรางวัลเองไม่ได้มีพฤติกรรมที่ผิด แต่มันคือรูปแบบของการได้มาและภาพลักษณ์ที่ถูกฉาบไว้ต่างหากที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนที่น่ากังวลให้กับสังคม เมื่อรางวัลนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ขายความกดดันผ่านเส้นตายของอายุ มันจึงบีบให้ Founder รุ่นใหม่ที่ยังไม่พร้อมต้องแบกรับความคาดหวังที่หนักอึ้งเกินตัว
หนึ่งในตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ คือ Gökçe Güven เธอก่อตั้ง Kalder สตาร์ทอัพที่ชูโมเดลล้ำ ๆ อย่าง Turn Rewards into Revenue หรือการช่วยให้แบรนด์เปลี่ยนระบบแต้มสะสมให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ เธอติดโผ Forbes จากโปรไฟล์ที่ดึงดูดแบรนด์ใหญ่อย่าง Godiva มาเป็นลูกค้า แต่เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำบัญชีสองเล่ม เธอโกหกนักลงทุนว่ามีรายได้ต่อปีหลักล้านดอลลาร์ ทั้งที่จริงมีเพียงหลักหมื่น และถึงขั้นแต่เธอถึงขั้นปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่าประเภทผู้มีความสามารถพิเศษ และทีต้องยอมทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาหน้าตาของอัจฉริยะข้ามชาติเอาไว้
หรือจะย้อนไปในปี 2021 กับ Sam Bankman อดีตเจ้าพ่อคริปโต ที่เคยครองหน้าปกนิตยสารแทบทุกฉบับ เมื่อ SBF กลายเป็นไอคอนของโลกการเงินผ่าน FTX ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ระดับโลก เขาใช้ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ใส่กางเกงขาสั้นและอยากทำธุรกิจเพื่อการกุศลมาเป็นจุดขาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังฉากคือการนำเงินของลูกค้าไปใช้หมุนเวียนในบริษัทส่วนตัวจนพังทลาย นำไปสู่คดีฉ้อโกงที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ และโทษจำคุก 25 ปี
Elizabeth Holmes ที่นับเป็น Case Study พิเศษ เพราะแม้เธอจะไม่เคยติดลิสต์ 30 Under 30 (เพราะ Forbes ตัดชื่อเธอออกไปก่อนจากการ Vetting) แต่เธอคือต้นแบบของ ‘ลัทธิอายุน้อยร้อยล้าน’ เพราะเธอคือ ผู้ก่อตั้ง Theranos หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็น The Next Steve Jobs
เรื่องราวของเธอไม่ใช่แค่คดีฉ้อโกงธรรมดา แต่มันคือการเล่าเรื่องที่ทรงพลังจนสามารถสะกดคนทั้งโลกให้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง Elizabeth Holmes เริ่มต้นด้วยโปรไฟล์ที่นักลงทุนใฝ่ฝัน คือ เป็นเด็กสาววัย 19 ปีที่ลาออกจาก Stanford มาพร้อมไอเดียเครื่องตรวจเลือดขนาดพกพาที่อ้างว่า ‘ใช้เลือดเพียงหยดเดียวจากปลายนิ้ว’ ก็สามารถตรวจหาโรคได้เป็นร้อยชนิด ตั้งแต่เบาหวานไปจนถึงมะเร็ง
เธอสร้างภาพลักษณ์ด้วยการใส่เสื้อคอเต่าสีดำ (เหมือน Steve Jobs) พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดูน่าเกรงขาม และใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องแล็บเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น ภาพลักษณ์นี้ทำงานได้อย่างทรงพลังเกินคาด เธอระดมทุนได้มหาศาลจนมูลค่าบริษัทแตะ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่แล้ว…ความจริงเริ่มปรากฏเมื่อ John Carreyrou นักข่าวจาก The Wall Street Journal เริ่มขุดคุ้ยและพบว่า เครื่อง Edison ที่เธออ้างว่าล้ำสมัย จริง ๆ แล้วทำงานไม่ได้ผล ผลตรวจผิดพลาดมหาศาล และที่น่าตกใจคือ Theranos แอบใช้เครื่องตรวจเลือดของบริษัทคู่แข่ง (เช่น Siemens) มาตรวจแทน แล้วอ้างว่าเป็นผลจากเครื่องตัวเอง
แต่ Elizabeth Holmes ก็ยังเดินหน้าเซ็นสัญญากับห้างร้านใหญ่ ๆ อย่าง Walgreens เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงการตรวจเลือด ทั้งที่รู้ดีว่าผลที่ออกมานั้นเชื่อถือไม่ได้และเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้ป่วย
สุดท้ายในปี 2018 ความจริงก็พังทลาย Theranos ปิดตัวลง และ Elizabeth Holmes ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ในปี 2022 เธอถูกตัดสินจำคุก 11 ปี 3 เดือน (เริ่มรับโทษในปี 2023)
บทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์ Startup ในรอบสิบปีนี้กำลังตะโกนบอกเราว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกตัดสินศักยภาพคนจากอายุ หรือชื่อมหาวิทยาลัย แล้วหันมามองไส้ในของสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาจริง ๆ เพราะในขณะที่สังคมกำลังพยายามสร้างทางลัดให้คนกลุ่มนี้ สังคมก็อาจะเผลอสร้างกำแพงกีดกันคนวัย 40-50 ปี ไปแล้วด้วย ทั้งที่ความจริงแล้ว คนรุ่นใหญ่ที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายรอบ และนั่นอาจเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญอันหนึ่งของวงการ Startup
ผลวิจัยจาก HBR ยืนยันชัดเจนว่า ผู้ก่อตั้งที่พาสตาร์ทอัพไปถึงจุดสูงสุดได้จริง มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ปี เพราะนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกมักเกิดจากความเก๋าเกมที่ต้องใช้เวลาเจียระไน แม้ว่าจะมีตัวอย่างผู้ก่อตั้งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น Bill Gates, Steve Jobs, Jeff Bezos หรือ Sergey Brin และ Larry Page แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจของพวกเขามักประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อพวกเขาอยู่ในวัยกลางคน
ตัวอย่างเช่น Steve Jobs เปิดตัว iPhone ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทำกำไรสูงสุดของ Apple ตอนเขาอายุ 52 ปี ส่วน Jeff Bezos นำ Amazon ไปไกลเกินกว่าการขายหนังสือออนไลน์ และอัตราการเติบโตของมูลค่าตลาดของ Amazon สูงที่สุดเมื่อ Bezos อายุ 45 ปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ผู้ก่อตั้งที่เก่งมากจะสามารถประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย แต่ความสำเร็จสูงสุดมักมาหลังจากพวกเขาสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ ประสบการณ์การทำงาน คนที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเดียวกับธุรกิจที่ตัวเองเริ่มต้นอย่างน้อย 3 ปี มีโอกาสสร้างสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จสูงเพิ่มขึ้นถึง 85% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นเลย
อ้างอิง: albanebc.medium, medium, finance.yahoo
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด