ต้องสำเร็จก่อนอายุ 30 เส้นตายที่กำลังกัดกินสังคม อาจสร้างคนแบบ ‘เอลิซาเบธ โฮล์มส์’

ถ้าสังเกตพาดหัวข่าวนิตยสารในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โลกของ Startup เรามักจะเห็นภาพของผู้ชนะกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ ภาพของพวกเขาจะต้องเป็นคนหนุ่มสาวที่ใส่ชุดลำลองแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ พร้อมพาดหัวที่ระบุว่า อัจฉริยะคนใหม่ หรือมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จก่อนอายุ 30

โลกของ Startup ถูกขับเคลื่อนด้วยภาพจำแบบนี้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกคนพยายามเลียนแบบ หากคุณเป็นผู้ก่อตั้งวัย 20 ต้น ๆ ที่พกโปรไฟล์ระดับ Ivy League มาพร้อมไอเดียล้ำ ๆ สปอร์ตไลท์ทุุกดวงจะส่องมาที่คุณทันที ประตูห้องประชุมของนักลงทุนจะถูกเปิดอ้าต้อนรับ

ภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข่าว แต่มันคือลัทธิความสำเร็จที่เราเสพกันมาตลอดสิบปี จนเราเผลอเชื่อไปแล้วว่าถ้าอยากเป็นผู้ชนะในโลกยุคนี้ คุณต้องรีบวิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนอายุจะเดินพ้นเลขสามไป นั่นจึงเรียกได้ว่า ‘ความสำเร็จ’ ราวกับว่าอายุที่น้อยกว่าคือแต้มต่อที่การันตีความอัจฉริยะ

สภาวะการให้ราคาความเยาว์วัยจนเกินพอดีนี้เอง ที่กลายเป็นม่านหมอกชั้นดีให้เหล่ามิจฉาชีพยุคใหม่ใช้เป็นฉากบังหน้า หลายกรณีที่เราเห็นในหน้าข่าว สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเราเชิดชูคนเพียงเพราะเขา ‘เริ่มต้นได้เร็ว’ เรากำลังกดดันให้พวกเขาต้องรีบ Fake it till you make it สร้างภาพลวงตา เพื่อแลกกับทรัพยากรที่ตัวเองยังไม่มี ถ้าได้เงินมา เดี๋ยวเราค่อยไปสร้างของจริงให้ทัน จนบางครั้งเผลอข้ามเส้นจากความพยายามไปสู่การบิดเบือนเพียงเพื่อให้ภาพลักษณ์ยังดูสมบูรณ์แบบตามที่คนคาดหวัง

เมื่อ ‘รางวัล’ บีบให้ต้องโกหกเพื่อความอยู่รอด

นี่อาจเป็นหนึ่งในรางวัลที่มี Use Case ให้เราเห็นได้อยู่บ่อย ๆ อย่างรางวัลอย่าง Forbes 30 Under 30

ต้องบอกก่อนว่าตัวรางวัลเองไม่ได้มีพฤติกรรมที่ผิด แต่มันคือรูปแบบของการได้มาและภาพลักษณ์ที่ถูกฉาบไว้ต่างหากที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนที่น่ากังวลให้กับสังคม เมื่อรางวัลนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ขายความกดดันผ่านเส้นตายของอายุ มันจึงบีบให้ Founder รุ่นใหม่ที่ยังไม่พร้อมต้องแบกรับความคาดหวังที่หนักอึ้งเกินตัว

หนึ่งในตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ คือ Gökçe Güven เธอก่อตั้ง Kalder สตาร์ทอัพที่ชูโมเดลล้ำ ๆ อย่าง Turn Rewards into Revenue หรือการช่วยให้แบรนด์เปลี่ยนระบบแต้มสะสมให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ เธอติดโผ Forbes จากโปรไฟล์ที่ดึงดูดแบรนด์ใหญ่อย่าง Godiva มาเป็นลูกค้า แต่เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำบัญชีสองเล่ม เธอโกหกนักลงทุนว่ามีรายได้ต่อปีหลักล้านดอลลาร์ ทั้งที่จริงมีเพียงหลักหมื่น และถึงขั้นแต่เธอถึงขั้นปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่าประเภทผู้มีความสามารถพิเศษ และทีต้องยอมทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาหน้าตาของอัจฉริยะข้ามชาติเอาไว้

หรือจะย้อนไปในปี 2021 กับ Sam Bankman อดีตเจ้าพ่อคริปโต ที่เคยครองหน้าปกนิตยสารแทบทุกฉบับ เมื่อ SBF กลายเป็นไอคอนของโลกการเงินผ่าน FTX ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ระดับโลก เขาใช้ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ใส่กางเกงขาสั้นและอยากทำธุรกิจเพื่อการกุศลมาเป็นจุดขาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังฉากคือการนำเงินของลูกค้าไปใช้หมุนเวียนในบริษัทส่วนตัวจนพังทลาย นำไปสู่คดีฉ้อโกงที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ และโทษจำคุก 25 ปี

บทเรียนราคาแพงที่สุดของโลกสตาร์ทอัพ

Elizabeth Holmes ที่นับเป็น Case Study พิเศษ เพราะแม้เธอจะไม่เคยติดลิสต์ 30 Under 30 (เพราะ Forbes ตัดชื่อเธอออกไปก่อนจากการ Vetting) แต่เธอคือต้นแบบของ ‘ลัทธิอายุน้อยร้อยล้าน’ เพราะเธอคือ ผู้ก่อตั้ง Theranos หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็น The Next Steve Jobs

เรื่องราวของเธอไม่ใช่แค่คดีฉ้อโกงธรรมดา แต่มันคือการเล่าเรื่องที่ทรงพลังจนสามารถสะกดคนทั้งโลกให้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง Elizabeth Holmes เริ่มต้นด้วยโปรไฟล์ที่นักลงทุนใฝ่ฝัน คือ เป็นเด็กสาววัย 19 ปีที่ลาออกจาก Stanford มาพร้อมไอเดียเครื่องตรวจเลือดขนาดพกพาที่อ้างว่า ‘ใช้เลือดเพียงหยดเดียวจากปลายนิ้ว’ ก็สามารถตรวจหาโรคได้เป็นร้อยชนิด ตั้งแต่เบาหวานไปจนถึงมะเร็ง

เธอสร้างภาพลักษณ์ด้วยการใส่เสื้อคอเต่าสีดำ (เหมือน Steve Jobs) พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดูน่าเกรงขาม และใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องแล็บเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่น ภาพลักษณ์นี้ทำงานได้อย่างทรงพลังเกินคาด เธอระดมทุนได้มหาศาลจนมูลค่าบริษัทแตะ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

แต่แล้ว…ความจริงเริ่มปรากฏเมื่อ John Carreyrou นักข่าวจาก The Wall Street Journal เริ่มขุดคุ้ยและพบว่า เครื่อง Edison ที่เธออ้างว่าล้ำสมัย จริง ๆ แล้วทำงานไม่ได้ผล ผลตรวจผิดพลาดมหาศาล และที่น่าตกใจคือ Theranos แอบใช้เครื่องตรวจเลือดของบริษัทคู่แข่ง (เช่น Siemens) มาตรวจแทน แล้วอ้างว่าเป็นผลจากเครื่องตัวเอง

แต่ Elizabeth Holmes ก็ยังเดินหน้าเซ็นสัญญากับห้างร้านใหญ่ ๆ อย่าง Walgreens เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงการตรวจเลือด ทั้งที่รู้ดีว่าผลที่ออกมานั้นเชื่อถือไม่ได้และเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้ป่วย

สุดท้ายในปี 2018 ความจริงก็พังทลาย Theranos ปิดตัวลง และ Elizabeth Holmes ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ในปี 2022 เธอถูกตัดสินจำคุก 11 ปี 3 เดือน (เริ่มรับโทษในปี 2023)

แล้วสังคมได้เรียนรู้อะไรกับเหตุการณ์แบบนี้?

บทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์  Startup ในรอบสิบปีนี้กำลังตะโกนบอกเราว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกตัดสินศักยภาพคนจากอายุ หรือชื่อมหาวิทยาลัย แล้วหันมามองไส้ในของสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาจริง ๆ เพราะในขณะที่สังคมกำลังพยายามสร้างทางลัดให้คนกลุ่มนี้ สังคมก็อาจะเผลอสร้างกำแพงกีดกันคนวัย 40-50 ปี ไปแล้วด้วย ทั้งที่ความจริงแล้ว คนรุ่นใหญ่ที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายรอบ และนั่นอาจเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญอันหนึ่งของวงการ Startup

ผลวิจัยจาก HBR ยืนยันชัดเจนว่า ผู้ก่อตั้งที่พาสตาร์ทอัพไปถึงจุดสูงสุดได้จริง มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ปี เพราะนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกมักเกิดจากความเก๋าเกมที่ต้องใช้เวลาเจียระไน แม้ว่าจะมีตัวอย่างผู้ก่อตั้งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น Bill Gates, Steve Jobs, Jeff Bezos หรือ Sergey Brin และ Larry Page แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจของพวกเขามักประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อพวกเขาอยู่ในวัยกลางคน 

ตัวอย่างเช่น Steve Jobs เปิดตัว iPhone ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทำกำไรสูงสุดของ Apple ตอนเขาอายุ 52 ปี ส่วน Jeff Bezos นำ Amazon ไปไกลเกินกว่าการขายหนังสือออนไลน์ และอัตราการเติบโตของมูลค่าตลาดของ Amazon สูงที่สุดเมื่อ Bezos อายุ 45 ปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ผู้ก่อตั้งที่เก่งมากจะสามารถประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย แต่ความสำเร็จสูงสุดมักมาหลังจากพวกเขาสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ ประสบการณ์การทำงาน คนที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเดียวกับธุรกิจที่ตัวเองเริ่มต้นอย่างน้อย 3 ปี มีโอกาสสร้างสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จสูงเพิ่มขึ้นถึง 85% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นเลย

อ้างอิง: albanebc.medium, medium, finance.yahoo

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

3 คำถามสัมภาษณ์งาน ที่ HR ใช้ดู ‘ตัวตน’ ผู้สมัครว่าเข้ากับทีมได้หรือไม่

การสรรหาคนที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำ การมีพนักงานที่มี talent เป็นความได้เปรียบทางแข่งขันที่แข็งแกร่งและช่วยให้องค์กรสร้างผลลัพธ์และวัฒนธรรมที่ productive และ ...

Responsive image

‘AI ทำงานแทนคนมากขึ้น แต่คนกลับเหนื่อยกว่าเดิม’ รู้จักภาวะ AI Brain Fry เมื่อคนใช้ AI มากไปจนสมองล้า อีกด้านของ AI ที่องค์กรต้องระวัง

งานวิจัย Harvard Business Review เผยปรากฏการณ์ “AI Brain Fry” เมื่อการใช้ AI มากเกินไปทำให้เกิด Mental fatigue เพิ่ม Decision fatigue และอาจลด Productivity ในที่ทำงาน...

Responsive image

5 เทคนิคเขียนเรซูเม่ให้ผ่านระบบ ATS เพิ่มโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์ได้เร็วขึ้น

ข้อมูลจาก Resume Genius ระบุว่า ปัจจุบัน ประมาณ 71% ของ HR ใช้ระบบ ATS ในการช่วยคัดกรองเรซูเม่ ระบบนี้ทำงานคล้ายตัวช่วยกรองข้อมูล โดยใช้ AI วิเคราะห์เนื้อหาในเรซูเม่เพื่อดูว่าผู้สม...