
สามเดือนหลังจาก GitHub ต้องประกาศหยุดรับสมาชิกใหม่ของ Copilot เพราะการใช้งานแบบเอเจนต์หนักหน่วงจนโมเดลราคาแบกไม่ไหว คนที่เคยปั้น Copilot มากับมืออย่าง Thomas Dohmke อดีตซีอีโอของ GitHub ก็ออกมาเปิดตัวสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นคำตอบของปัญหานี้ด้วยตัวเอง นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโลกที่ AI Agent กลายเป็นผู้ผลิตโค้ดหลักแทนมนุษย์
Entire สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มนักพัฒนาที่คุณ Thomas ก่อตั้งขึ้นหลังลาออกจาก GitHub ได้เปิดตัวรุ่นทดลอง (Preview) ของเครือข่าย Git แบบกระจายศูนย์ (Distributed Git Network) ที่สร้างขึ้นสำหรับยุค AI Agent เขียนโค้ดโดยเฉพาะ จุดขายหลักคือการกระจายการโฮสต์โค้ดออกไปหลายภูมิภาคทั่วโลก แทนที่จะพึ่งพาผู้ให้บริการศูนย์กลางเพียงรายเดียวอย่างที่วงการทำกันมาตลอด
เหตุผลเบื้องหลังการเปิดตัวครั้งนี้เป็นแรงกดดันที่วงการนักพัฒนาสัมผัสได้จริงแล้ว เมื่อ AI Agent จำนวนมากโคลน (Clone) และดึงโค้ด (Pull) พร้อมกันในปริมาณมหาศาล ผู้ให้บริการโฮสต์โค้ดแบบรวมศูนย์ก็เริ่มออกอาการ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ GitHub เองที่ต้องหยุดรับสมัครสมาชิกใหม่ของ Copilot แผน Pro, Pro+ และ Student เมื่อเดือนเมษายน 2026 หลังการใช้งานแบบเอเจนต์ทำให้ต้นทุนของผู้ใช้บางรายพุ่งเกินราคาแผนรายเดือนที่จ่ายจริง
งานวิจัยที่วิเคราะห์โปรเจกต์บน GitHub กว่า 128,000 โปรเจกต์ยังประเมินว่าราว 22 ถึง 28 เปอร์เซ็นต์ของโปรเจกต์เหล่านี้มีการใช้เอเจนต์เขียนโค้ดแล้ว และคอมมิต (Commit) สาธารณะบน GitHub ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์มาจากฝีมือ AI Agent โดยตรง ภาระที่เกิดขึ้นกับเซิร์ฟเวอร์กลางจึงไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กำลังขยายตัวตามจำนวนเอเจนต์
คุณ Thomas อธิบายแนวคิดนี้ว่าเป็นการกลับไปหาหลักการดั้งเดิมของ Git ที่ Linus Torvalds ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น 'โดยการออกแบบแล้ว Git ถูกสร้างมาให้กระจายศูนย์ตั้งแต่แรก แต่ในยุคของเอเจนต์ การโฮสต์ Git แบบรวมศูนย์กลายเป็นข้อจำกัดพื้นฐาน เมื่อแรงกดดันจากเอเจนต์และนักพัฒนานับพันล้านที่รุมใช้เซิร์ฟเวอร์กลางเดียวกัน แสดงออกมาในรูปการจำกัดอัตราเรียกใช้ ความหน่วงที่สูงขึ้น หรือกระทั่งระบบล่ม'
สิ่งที่ Entire เปิดให้ใช้ในรุ่นทดลองคือระบบทำสำเนาสะท้อน (Mirror) ที่ให้นักพัฒนาสร้างสำเนาของคลังโค้ด (Repository) บน GitHub ไปไว้บนเครือข่ายของ Entire ได้ในขั้นตอนเดียว โค้ดต้นฉบับยังอยู่ที่ GitHub เหมือนเดิม แต่ AI Agent จะโคลนและดึงโค้ดจากสำเนาประจำภูมิภาคของ Entire แทน ช่วยระบายทราฟฟิกการอ่านข้อมูลปริมาณสูงออกจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทาง เอเจนต์จึงทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ชนเพดานการจำกัดอัตราเรียกใช้ (Rate Limit)
รุ่นทดลองนี้เปิดให้ลงทะเบียนผ่านรายชื่อรอ (Waitlist) โดยมีโหนดที่พร้อมใช้งานแล้วใน 3 ภูมิภาคคือสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ส่วนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บริษัทระบุว่าจะเปิดให้โฮสต์คลังโค้ดใหม่ทั้งแบบสาธารณะและส่วนตัวบนเครือข่ายของ Entire ได้โดยตรง
เป้าหมายระยะยาวไปไกลกว่านั้นอีกขั้น Entire วางแผนสร้างเครือข่ายโหนดที่เชื่อมถึงกันทั่วโลก เพื่อให้องค์กรเก็บโค้ดไว้ในภูมิภาคของตัวเองตามข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (Data Residency) และอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) ได้ ขณะที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกันทั่วโลก แนวทางนี้ตอบโจทย์โดยตรงกับองค์กรในยุโรปและเอเชียที่มีข้อบังคับให้ข้อมูลต้องไม่ออกนอกเขตแดน
เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างด้านประสิทธิภาพ Entire เผยแพร่ผลการทดสอบประสิทธิภาพ (Benchmark) จากการทดลองภายในของบริษัทเอง โดยระบุว่าเครือข่ายรองรับการโคลนได้ราว 570,000 ครั้งต่อชั่วโมงจากคลังโค้ดเดียว รองรับการพุช (Push) ได้ 586 ครั้งต่อวินาที และรองรับการโคลนสลับพุชรวมกันได้ราว 470 ครั้งต่อวินาทีบนคลังโค้ดเดียว โดยใช้สคริปต์จำลองพฤติกรรมเอเจนต์จำนวนมากทำงานพร้อมกัน
การทดสอบแบบผสมคือชุดที่ตั้งใจเลียนแบบการทำงานจริงของเอเจนต์ นั่นคือโคลนคลังโค้ด พุชการแก้ไขจำนวนหนึ่ง แล้ววนซ้ำแบบถี่ยิบ ซึ่ง Entire ระบุว่ารักษาความหน่วงมัธยฐาน (Median Latency) ไว้ได้ที่ราว 50 ถึง 60 มิลลิวินาที ที่น่าสนใจคือบริษัทยังหยิบตัวเลขไปเทียบกับ Origin ระบบโฮสต์โค้ดของ Cursor คู่แข่งร่วมวงการที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้า โดยอ้างว่า Entire รองรับการพุชได้ 2.1 ล้านครั้งต่อชั่วโมง เทียบกับ 81,000 ครั้งของ Origin
ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นผลทดสอบของบริษัทเองที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม แต่ Entire เลือกเดินเกมเปิด ด้วยการปล่อยเครื่องมือทดสอบชื่อ ForgeMark เป็นโอเพนซอร์สภายใต้สัญญาอนุญาต MIT แล้ว และประกาศว่าจะเปิดซอร์สโค้ดของระบบหลังบ้าน Git ทั้งหมดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อให้คนนอกทดสอบตัวเลขเหล่านี้ซ้ำได้ด้วยตัวเอง
เครือข่าย Git ใหม่นี้ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์แรกที่ Entire เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นชั้นความจำเชิงความหมาย (Semantic Memory Layer) ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เอเจนต์ทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิม ระบบจะบันทึกทุกเซสชัน ทุกพรอมต์ (Prompt) และทุกการเรียกใช้เครื่องมือของเอเจนต์ เก็บไว้ในคลังโค้ดเคียงคู่กับตัวโค้ด ปัจจุบันเชื่อมต่อกับเครื่องมือเขียนโค้ดรายใหญ่ครบทั้ง Claude Code, Codex, Cursor, Factory AI และ GitHub Copilot
ฟีเจอร์ใหม่ที่เปิดตัวพร้อมกันล้วนสร้างบนประวัติเหล่านี้ Entire Blame แสดงให้เห็นมากกว่าว่าใครแก้โค้ดบรรทัดไหน เพราะย้อนไปถึงเซสชันและพรอมต์ของเอเจนต์ที่อยู่เบื้องหลังการแก้ไขนั้นได้ ส่วน Entire Review ส่งโค้ดสาขา (Branch) ไปให้เอเจนต์หลายตัวช่วยกันรีวิวพร้อมกันแบบเข้าใจเจตนาของการแก้ไข ขณะที่ฟีเจอร์ค้นหาเปิดให้ทั้งนักพัฒนาและเอเจนต์สืบค้นได้ว่าโค้ดเปลี่ยนแปลงอย่างไรตามเวลา และเขียนขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไร
คุณ Thomas ให้น้ำหนักกับข้อมูลส่วนนี้ไม่แพ้ตัวโค้ด โดยระบุว่า 'บันทึกเซสชันกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญเป็นอันดับสองของการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปแล้ว และมันควรอยู่ในคลังโค้ดเคียงข้างตัวโค้ด' พร้อมชี้ว่าชั้นความจำนี้ช่วยลดโทเคนที่สูญเปล่าและเร่งกระบวนการรีวิวให้เร็วขึ้น
การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษเพราะคนที่ออกมาบอกว่าการโฮสต์โค้ดแบบรวมศูนย์คือข้อจำกัด คือคนที่เคยบริหารศูนย์กลางนั้นเองมาเกือบ 4 ปี คุณ Thomas นั่งเก้าอี้ซีอีโอ GitHub ตั้งแต่ปลายปี 2021 ปั้น Copilot จนมีผู้ใช้แตะ 20 ล้านราย ก่อนประกาศอำลาในเดือนสิงหาคม 2025 เพื่อกลับไปเป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพอีกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะ Entire ระดมทุนรอบ Seed ได้ถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่มูลค่าบริษัท 300 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่ง Felicis ผู้ลงทุนนำเรียกว่าเป็นรอบ Seed ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสตาร์ทอัพเครื่องมือนักพัฒนา โดยมีทั้ง M12 กองทุนของ Microsoft, Madrona และนักลงทุนรายบุคคลอย่าง Jerry Yang ผู้ร่วมก่อตั้ง Yahoo ร่วมลงขัน
คุณ Thomas ยังไม่ได้เดิมพันกับ Entire เพียงบริษัทเดียว เพราะก่อนหน้านี้ยังควักเงินส่วนตัวร่วมลงทุนใน Tangled โปรเจกต์ Git แบบกระจายศูนย์อีกรายที่สร้างบนโปรโตคอล AT Protocol ของ Bluesky สะท้อนว่าแนวคิดการหาทางเลี่ยงผู้ให้บริการรายเดียวกำลังก่อตัวเป็นกระแสจริงจังในวงการนักพัฒนา ปัจจุบัน Entire มีพนักงานมากกว่า 40 คนกระจายอยู่ใน 9 ประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 60 คนภายในสิ้นปีนี้
เครือข่าย Git แบบกระจายศูนย์ของ Entire เปิดให้ใช้งานแล้วในรุ่นทดลองผ่านการลงทะเบียนรายชื่อรอที่เว็บไซต์ entire.io โดยบริษัทจะทยอยเปิดสิทธิ์ให้ผู้ใช้เข้าระบบจนเต็มความจุในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ที่มา: The Next Web, Entire
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด