
เดือนมกราคม 2026 บริษัทสัญชาติอังกฤษแห่งหนึ่งถูกจดทะเบียนขึ้นด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 1 ปอนด์ ผ่านไปเพียงเจ็ดเดือน บริษัทเดียวกันนี้กลับกลายเป็นผู้ประกาศดีลจัดหาพลังประมวลผล (Compute) มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับหนึ่งในห้องแล็บ AI ที่ร้อนแรงที่สุดของโลก พร้อมมูลค่ากิจการที่พุ่งขึ้นแตะ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทนั้นคือ Volta ผู้เล่นหน้าใหม่ในสมรภูมิโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่แทบไม่มีใครรู้จักมาก่อนเมื่อต้นปี
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 Volta ออกจาก Stealth Mode พร้อมประกาศข่าวใหญ่สามเรื่องในคราวเดียว ทั้งการระดมทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯที่นำโดยบริษัทเงินร่วมลงทุนระดับตำนานอย่าง Andreessen Horowitz หรือ a16z, ดีลความร่วมมือเชิงกลยุทธ์มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในยุโรป และโครงการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI อีก 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าลูกค้าปริศนาที่อยู่เบื้องหลังดีล 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯนี้ก็คือ Anthropic เจ้าของแชตบอต Claude นั่นเอง
Volta นิยามตัวเองว่าเป็น 'นีโอคลาวด์' (Neocloud) หรือผู้ให้บริการคลาวด์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่องาน AI โดยเฉพาะ ธุรกิจของบริษัทคือการพัฒนา จัดหาเงินทุน และบริหารสิ่งที่เรียกว่า AI Factory หรือโรงงานผลิตพลังประมวลผล AI ในระดับโลก ภายใต้ความเชื่อที่ระบุไว้บนเว็บไซต์ว่า 'พลังประมวลผลควรเป็นสาธารณูปโภค ไม่ใช่คอขวด' (Compute should be a utility. Not a bottleneck)
จุดที่ทำให้ Volta แตกต่างจากผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น คือการวางเป้าหมายไปที่กลุ่มที่ a16z เรียกว่า 'Little Tech' ซึ่งหมายถึงสตาร์ทอัพและห้องแล็บ AI ขนาดกลางที่อยู่ระหว่างนักพัฒนารายเดี่ยวกับองค์กรยักษ์ใหญ่ กลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงพลังประมวลผลราคาเหมาะสม เพราะการจองที่ดินและพลังงานเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลต้องอาศัยสัญญาผูกพันระยะยาว 5 ปีที่มีเพียงบริษัทระดับ Hyperscaler เท่านั้นที่ทำได้ Volta จึงพลิกโมเดลด้วยการเป็นฝ่ายประกอบเครดิต เงินทุนโครงการ และหนี้สินไว้เบื้องหลังการติดตั้งแต่ละครั้งให้ลูกค้าเอง แทนที่จะเรียกร้องให้ลูกค้าต้องมีฐานะการเงินระดับลงทุนได้ (Investment Grade) มาค้ำประกัน
เบื้องหลังบริษัทคือทีมผู้ก่อตั้งที่ไม่ธรรมดา Ricard Boada ผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ Sofia Gumuzio ต่างเคยเป็นผู้บริหารสายโครงสร้างพื้นฐานของ Brookfield Asset Management บริษัทบริหารสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก
โดย Ricard เป็นผู้ปลุกปั้นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้ Brookfield มาก่อน จึงเชี่ยวชาญทั้งการจัดหาเงินทุนและการพัฒนาศูนย์ข้อมูล ส่วน Sofia มากับสายสัมพันธ์ในแวดวงที่ดินและพลังงาน นอกจากนี้ Volta ยังเข้าซื้อกิจการของ Genesis Cloud ผู้ให้บริการคลาวด์แบบ GPU-First ที่มีผู้ใช้งานกว่า 20,000 รายมาตั้งแต่ปี 2018 เพื่อเสริมความพร้อมด้านซอฟต์แวร์คลาวด์และความเชี่ยวชาญบนสถาปัตยกรรม Kubernetes เข้ามาในทีมทันที
หัวใจของดีลนี้คือศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่ง Volta จับมือกับ Bitdeer Technologies Group บริษัทขุดเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีสัญชาตินอร์เวย์ที่ผันตัวมาให้บริการศูนย์ข้อมูล ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรม นั่นคือการที่บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังเบนเข็มจากธุรกิจขุดคริปโทฯ ไปสู่ตลาด AI ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในแง่สเปก ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ให้กำลังไฟฟ้า 133 เมกะวัตต์ (MW) ทำงานบนชิป Vera Rubin สถาปัตยกรรมชิป AI รุ่นล่าสุดของ Nvidia โดยมีฮาร์ดแวร์จาก Dell Technologies เป็นผู้จัดหา และจุดที่น่าสนใจคือศูนย์แห่งนี้เดินเครื่องด้วยพลังงานหมุนเวียนจากไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric) ทั้งหมด สัญญามีระยะเวลา 6 ปี และคุณ Ricard ระบุผ่านโพสต์บน LinkedIn ว่าดีลนี้จะสร้างรายได้ให้ Volta ราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี
แม้ Volta จะระบุอย่างเป็นทางการเพียงว่าคู่สัญญาคือ 'ห้องแล็บ AI ชั้นนำ' แต่ Bloomberg และสำนักข่าวสายเทคโนโลยีอย่าง TechCrunch รายงานตรงกันโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่าลูกค้ารายนี้คือ Anthropic ด้าน Anthropic เองปฏิเสธที่จะให้ความเห็น ส่วน Volta ชี้ไปยังเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ที่ยืนยันการมีอยู่ของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดของลูกค้าเพิ่มเติม
การระดมทุนรอบล่าสุดของ Volta อยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำโดย a16z และ Altimeter Capital ร่วมด้วยผู้ลงทุนรายสำคัญทั้ง Nvidia และครอบครัวของ Michael Dell ผู้ก่อตั้ง Dell ตลอดจน Azora และ Matter Venture Partners เม็ดเงินก้อนนี้ดันมูลค่ากิจการของสตาร์ทอัพวัยเจ็ดเดือนขึ้นไปแตะ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ Bloomberg
สิ่งที่น่าสังเกตคือก่อนหน้านี้ a16z มักหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มนีโอคลาวด์และสตาร์ทอัพศูนย์ข้อมูล AI แต่กลับตัดสินใจลงเงินใน Volta เพราะประทับใจประสบการณ์ของทีมผู้ก่อตั้งในด้านการจัดหาเงินทุนโครงการและการเจรจาสัญญาซื้อขายพลังงาน ตามที่ a16z อธิบายไว้ว่ากำลังสร้าง 'นีโอคลาวด์เพื่อ Little Tech' โดยตรง แนวคิดหลักของ Ricard สรุปได้ว่า 'โครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องการทั้งเทคโนโลยีและเงินทุนจากสถาบัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปย่อมไม่เพียงพอ'
อีกปัจจัยที่เสริมความได้เปรียบให้ Volta คือสถานะการเป็นพันธมิตรในโครงการ Nvidia Cloud Partner ซึ่งเปิดทางให้บริษัทเข้าถึงโควตาการจัดสรรหน่วยประมวลผลกราฟิก (Graphics Processing Unit; GPU) ระดับสูงได้ก่อนใคร ในตลาดที่ชิปประสิทธิภาพสูงยังคงมีจำกัดและถูกจัดสรรอย่างเข้มงวด นอกจากดีลใหญ่ในนอร์เวย์แล้ว Volta ยังระบุว่าได้จองกำลังไฟฟ้าไว้แล้วรวม 1 กิกะวัตต์ (GW) พร้อมแผนขยายศูนย์ข้อมูลไปยังรัฐเท็กซัสและไวโอมิงในสหรัฐฯ ต่อไป
ในมุมของ Anthropic ดีลกับ Volta คือหมากล่าสุดในความพยายามไล่ตามความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ AI อย่าง Claude ที่ผ่านมาบริษัทเดินเกมจับมือกับผู้จัดหาพลังประมวลผลหลายราย ทั้งข้อตกลงกับ SpaceX ของ Elon Musk ตลอดจนความร่วมมือกับ AMD และ Akamai รวมถึงการหารือกับ Meta เรื่องการใช้กำลังศูนย์ข้อมูล สะท้อนว่าการแย่งชิงพลังประมวลผลได้กลายเป็นสมรภูมิที่ห้องแล็บ AI ชั้นนำต้องลงมาเล่นอย่างจริงจัง
Ricard เล่าย้อนไปว่าจุดเริ่มต้นของ Volta บน LinkedIn ของตัวเอง โดย Volta มาจากข้อสรุปเรียบง่ายที่เขาตกผลึกได้เมื่อสามปีก่อน หลังคลุกคลีในวงการศูนย์ข้อมูลและโทรคมนาคมมากว่าทศวรรษ นั่นคือ 'พลังประมวลผลก็คือโครงสร้างพื้นฐาน' (Compute is infrastructure) และอุปสรรคที่แท้จริงของโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ข้อจำกัดด้านเงินทุน
Ricard อธิบายว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สามารถจัดหาเงินทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้ด้วยตัวเอง แต่ห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้า บริษัทที่เกิดมาบนฐาน AI และองค์กรทั่วไปกลับทำเช่นนั้นไม่ได้
ช่องว่างด้านเงินทุนนี้เองคือเหตุผลที่เขากับ Sofia ตัดสินใจก่อตั้ง Volta ขึ้นมา โดยเขาสรุปปรัชญาของบริษัทไว้ว่า 'เราก่อตั้ง Volta ขึ้นเพราะพลังประมวลผลควรได้รับการจัดหาเงินทุน พัฒนา และนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ด้วยหลักการและขนาดแบบเดียวกับโครงสร้างพื้นฐาน' พร้อมตั้งเป้าสร้างสิ่งที่เรียกว่า 'The Utility of Compute' หรือการทำให้พลังประมวลผลทำงานได้อย่างเสถียรและไร้รอยต่อเสมือนไฟฟ้าที่คนใช้กันในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบัน Volta เติบโตขึ้นมามีพนักงานราว 100 คน และ Ricard มองว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังจะกลายเป็นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่นิยามคนทั้งรุ่นของเรา โดยบริษัทวางเป้าหมายติดตั้งกำลังการประมวลผลให้ได้ในระดับหลายกิกะวัตต์ภายในปี 2030 ซึ่งสะท้อนว่าดีลกับ Anthropic เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนที่ใหญ่กว่านั้นมาก
เรื่องราวของ Volta จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า AI ยังคงเป็นเกมเทคโนโลยีที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ การที่บริษัทหนึ่งไต่ขึ้นสู่มูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯได้ภายในเวลาไม่ถึงปี เพียงเพราะแก้โจทย์โครงสร้างพื้นฐานชั้นกลางที่สำคัญให้กับผู้พัฒนา AI ชั้นนำได้สำเร็จ ย่อมชี้ว่าการวางหมากถูกจังหวะในสนามเทคโนโลยี AI สามารถพลิกสถานะจากบริษัทที่จดทะเบียนด้วยทุน 1 ปอนด์ ให้กลายเป็นผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมได้ในเวลาอันสั้น
ที่มา: Bloomberg, Inc., TechCrunch, Andreessen Horowitz, Bloomberg และ LinkedIn ของ Ricard Boada
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด