
ดีมานด์ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เพราะการแข่งขันด้าน AI สตาร์ทอัพพลังงานสะอาดที่สามารถจ่ายไฟแบบ 24/7 กลายเป็นที่หมายปองของทั้งนักลงทุนและไฮเปอร์สเกลเลอร์ และหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้คือ Fervo Energy ผู้บุกเบิกพลังงานความร้อนใต้พิภพยุคใหม่ (Enhanced Geothermal Systems หรือ EGS) ที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
Fervo Energy เปิดเผยแผนเสนอขายหุ้น IPO ในตลาด Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ FRVO โดยตั้งช่วงราคาหุ้นที่ 21 ถึง 24 ดอลลาร์ต่อหุ้น คาดว่าจะระดมทุนได้สูงสุด 1.3 พันล้านดอลลาร์ และทำให้บริษัทมีมูลค่าหลังเข้าตลาดสูงถึง 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ถึงเกือบสองเท่า โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ยื่นเอกสาร IPO แบบเป็นความลับ (Confidential Filing) ไว้กับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026
Fervo Energy ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย Tim Latimer ในตำแหน่ง CEO และ Jack Norbeck ในตำแหน่ง CTO สองผู้ร่วมก่อตั้งที่พบกันระหว่างเรียนปริญญาที่ Stanford University โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Houston รัฐ Texas ซึ่งเป็นเมืองหลวงด้านพลังงานของสหรัฐฯ บริษัทเริ่มต้นจากโครงการ Cyclotron Road ซึ่งเป็นโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการทางวิทยาศาสตร์ของ Lawrence Berkeley National Laboratory ภายใต้กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ
แนวคิดตั้งต้นของ Fervo คือการนำเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซโดยเฉพาะการขุดเจาะแนวนอน (Horizontal Drilling) และการแตกหินด้วยแรงดัน (Reservoir Engineering) มาประยุกต์ใช้กับพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ถูกเรียกว่า "พลังงานหมุนเวียนที่ถูกลืม" (Forgotten Renewable) มานานเพราะติดข้อจำกัดเรื่องต้นทุนและภูมิศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือ Fervo เอาบทเรียนจากยุคปฏิวัติ Shale Oil ในอเมริกามาปลดล็อกแหล่งความร้อนใต้พิภพที่ลึกถึง 12,000 ฟุต ขณะที่บ่อความร้อนใต้พิภพแบบดั้งเดิมเข้าถึงได้แค่ 2,000 ฟุต
จุดเด่นของเทคโนโลยี Enhanced Geothermal Systems ของ Fervo คือสามารถสร้างแหล่งกักเก็บความร้อนเทียม (Engineered Reservoir) ในจุดที่เดิมไม่คุ้มค่าทางพาณิชย์ ทำให้พลังงานความร้อนใต้พิภพไม่ต้องพึ่งภูมิประเทศแบบที่มีน้ำพุร้อนหรือไอน้ำใกล้ผิวดินเหมือนเดิม บริษัทประเมินว่าหากปรับขนาดได้เต็มที่ EGS อาจจ่ายไฟครอบคลุมความต้องการของสหรัฐฯ ได้ถึง 20% ของทั้งประเทศ และต้นทุนระยะยาวจะลดลงเหลือ 64 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับโซลาร์บวกแบตเตอรี่
ก่อนเข้าตลาด Fervo ระดมทุนรอบเอกชนไปแล้วกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยรอบล่าสุดคือ Series E มูลค่า 462 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลเมื่อเดือนธันวาคม 2025 นำโดย B Capital ของ Eduardo Saverin ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook พร้อมรายชื่อนักลงทุนที่น่าสนใจ ทั้ง Google, Mitsui, Breakthrough Energy Ventures ของ Bill Gates, CalSTRS และ JB Straubel ผู้ร่วมก่อตั้ง Tesla
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Fervo คือ Project Red ที่รัฐ Nevada ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์แห่งแรกของบริษัท เปิดดำเนินการในปี 2023 ผลิตไฟได้ราว 3.5 เมกะวัตต์ และกลายเป็นระบบ EGS ที่มีอัตราการผลิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ขณะนั้น ที่สำคัญคือไฟจากโครงการนี้ส่งตรงไปยัง Cloud Region ของ Google ในรัฐ Nevada ภายใต้ข้อตกลงปี 2021 ซึ่งเป็นสัญญาขายไฟพลังความร้อนใต้พิภพยุคใหม่ระหว่างองค์กรฉบับแรกของโลก
ส่วนโครงการเรือธงในปัจจุบันคือ Cape Station ที่ Beaver County รัฐ Utah ซึ่งจะกลายเป็นโครงการ EGS ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อสร้างเสร็จ บริษัทเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2023 และจะส่งไฟชุดแรก 100 เมกะวัตต์เข้าระบบในปี 2026 จากนั้นขยายกำลังการผลิตเป็น 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2028 โดยมีใบอนุญาตจาก Bureau of Land Management ที่เปิดทางให้ขยายได้สูงสุดถึง 2 กิกะวัตต์ในอนาคต
กำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ของ Cape Station มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement) เต็มแล้วทั้งหมด โดยลูกค้าหลักคือ Southern California Edison ซึ่งเซ็นสัญญา 15 ปีรับไฟ 320 เมกะวัตต์ พอจ่ายไฟให้บ้านเรือนได้ราว 350,000 หลัง ตามด้วย Shell Energy 31 เมกะวัตต์ และ Clean Power Alliance อีก 18 เมกะวัตต์ ในเดือนมีนาคม 2026 Fervo ยังปิดดีลเงินกู้แบบ Non-Recourse Project Financing มูลค่า 421 ล้านดอลลาร์เพื่อขับเคลื่อนการก่อสร้างเฟสแรก โดยมี RBC Capital Markets เป็นผู้นำการจัดสรร ร่วมกับ Barclays, BBVA, HSBC, J.P. Morgan, Bank of America และ Sumitomo Mitsui Trust Bank
ตัวเลขเศรษฐกิจที่นักลงทุนจับตาคือต้นทุนต่อกิโลวัตต์ของ Cape Station เฟสแรกอยู่ที่ราว 7,000 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ของกำลังการผลิตติดตั้ง ซึ่ง Fervo ตั้งเป้าจะกดลงให้เหลือ 3,000 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ ระดับที่จะแข่งขันกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติได้โดยตรง การลดต้นทุนดังกล่าวคือเหตุผลหลักที่บริษัทต้องการเงินจาก IPO เพื่อขยายขนาดและลงทุนกับเทคโนโลยีการขุดเจาะแบบใหม่ที่จะทำซ้ำในต้นทุนต่ำลง
ฝั่งดีมานด์ก็เอื้อให้ Fervo อย่างมาก ความต้องการไฟฟ้าจากบริษัทเทคที่กำลังแข่งสร้างศูนย์ข้อมูล AI ผลักดันให้ดีมานด์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่พุ่งขึ้น 66% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา และพลังงานหมุนเวียนแบบ Firm Power ที่จ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนความร้อนใต้พิภพ กลายเป็นสินค้าหายากที่ไฮเปอร์สเกลเลอร์พร้อมจ่ายแพงเพื่อแย่งกัน
บริบทตลาดยังหนุนด้วยกรณีของ X-energy สตาร์ทอัพพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่เพิ่ง IPO ระดมทุนได้ 1 พันล้านดอลลาร์ ตั้งมูลค่าเริ่มต้น 7 พันล้านดอลลาร์ และตอนนี้เทรดอยู่ที่มูลค่าตลาดเกิน 8 พันล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนเห็นว่าตลาดสตาร์ทอัพพลังงานสะอาดยุคใหม่กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังเงียบหายไปนาน
ขณะนี้ Fervo Energy อยู่ระหว่างเตรียมเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq โดยจะใช้ชื่อย่อ FRVO และยังไม่ได้ประกาศวันแรกของการเทรดอย่างเป็นทางการ
ที่มา: TechCrunch, Fervo Energy
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด