
ห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด เราเห็นการเติบโตของ Solar Cell บนหลังคาบ้าน เห็นท้องถนนที่เริ่มคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน และเห็นข่าวใหญ่เรื่องการเข้ามาลงทุนของ Data Center ระดับโลก แต่ท่ามกลางความตื่นตัวเหล่านี้ คำถามสำคัญที่ Techsauce ต้องการค้นหาคำตอบคือ "เรามาถูกทางแล้วหรือยัง?" และ "เราจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เจ็บตัวน้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด?"
เพื่อหาคำตอบนี้ เราได้พูดคุยเจาะลึกกับสองผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้แก่ ศาสตราจารย์ Christopher Knittel รองคณบดีฝ่ายภูมิอากาศและความยั่งยืนจาก MIT Sloan School of Management ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พลังงาน และ คุณ Bethany Patten กรรมการบริหารของ MIT Climate Policy Center ผู้ผลักดันเครื่องมือจำลองสถานการณ์โลกอย่าง En-ROADS บทสนทนาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ "นโยบาย" และ "กรอบความคิด" ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้
ทำไมกลไกตลาดถึงพามนุษย์ไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ศาสตราจารย์ Christopher Knittel เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า ปัจจุบันต้นทุนของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ลดลงจนสามารถแข่งขันได้และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว แต่การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะกู้วิกฤตโลกเดือดได้ หากรัฐบาลไทยพอใจแค่ตัวเลขการใช้พลังงานสะอาดที่ระดับประมาณ 10% ของกำลังการผลิต ก็อาจปล่อยไปตามธรรมชาติได้ แต่หากต้องการไปให้ไกลกว่านั้น รัฐจำเป็นต้องมี 'นโยบายสนับสนุน' ที่ชัดเจนและเข้มข้น
เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ศาสตราจารย์ Christopher Knittel ย้ำเสมอคือ 'การกำหนดราคาคาร์บอน' (Carbon Pricing) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบภาษีหรือระบบซื้อขายสิทธิ การปล่อยให้คาร์บอนมีราคาฟรีๆ คือความล้มเหลวของตลาด ยิ่งไปกว่านั้น โลกกำลังบีบบังคับให้เราต้องเลือกผ่านมาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงภาษีสินค้าคาร์บอน หากรัฐบาลไทยไม่เริ่มเก็บภาษีคาร์บอนจากผู้ผลิตในประเทศเอง ผู้ส่งออกไทยก็จะต้องนำเงินก้อนนั้นไปจ่ายให้รัฐบาลยุโรปที่ปลายทางอยู่ดี ดังนั้น การสร้างกลไกราคาคาร์บอนภายในประเทศจึงไม่ใช่ภาระ แต่เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่จะดึงเม็ดเงินกลับมาพัฒนาประเทศ
ในขณะที่ไทยกำลังเนื้อหอมเรื่องการลงทุน Data Center และ AI ศาสตราจารย์ Christopher Knittel ได้หยิบยกงานวิจัยล่าสุดของเขามาเล่าให้ฟัง ซึ่งเปิดมุมมองใหม่เรื่อง 'ความยืดหยุ่นทางเวลา' (Temporal Flexibility) โดยปกติเรามักเชื่อว่าความยืดหยุ่นเป็นเรื่องดี Data Center สามารถเลื่อนเวลาการประมวลผลงานที่ไม่เร่งด่วนไปทำในช่วงเวลาอื่นเพื่อลดต้นทุนค่าไฟได้ แต่ในมุมของสิ่งแวดล้อม งานวิจัยกลับพบผลลัพธ์ที่ซับซ้อนกว่านั้น
ความยืดหยุ่นนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้การปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น หากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม เพราะเมื่อ Data Center พยายามย้ายโหลดการทำงานมหาศาลไปกระจุกตัวในช่วงกลางวัน (เพื่อใช้ไฟฟ้าจาก Solar Cell) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือฟอสซิล ซึ่งเดินเครื่องได้ยากและปิด-เปิดบ่อยไม่ได้ จำเป็นต้องเดินเครื่องรอตลอดทั้งวันเพื่อรองรับความผันผวนของโหลดนี้ กลายเป็นว่าถ่านหินยังคงอยู่ในระบบยาวนานขึ้นเพื่อซัพพอร์ตความยืดหยุ่นของ Data Center นี่คือโจทย์ยากที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายต้องรู้เท่าทัน ว่าการส่งเสริม Data Center ต้องทำควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะรักษ์โลก อาจกลายเป็นผู้ร้ายโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านคุณ Bethany Patten ได้แนะนำ En-ROADS เครื่องมือจำลองสถานการณ์ภูมิอากาศโลกที่พัฒนาโดย MIT ซึ่งเปิดให้ทุกคนใช้งานได้ฟรี เครื่องมือนี้ไม่ใช่แค่กราฟที่น่าเบื่อ แต่เป็น Simulator ที่ทรงพลัง สำหรับภาคธุรกิจ สามารถใช้ En-ROADS ร่วมกับแผนที่ผลกระทบ (Impact Maps) เพื่อเจาะดูความเสี่ยงระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เพื่อวางแผนรับมือความเสี่ยง (Risk Management) ล่วงหน้า
แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการนำมาใช้ในภาคการศึกษา คุณ Bethany Patten เล่าว่า MIT ได้ทดลองเปลี่ยนรูปแบบการสอนจากการบรรยายหน้าชั้นเรียนที่เด็กๆ มักจะนั่งเล่นโทรศัพท์ มาเป็นเกมสวมบทบาท โดยจำลองให้นักเรียนเป็นตัวแทนกลุ่มต่างๆ เช่น ผู้นำประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน หรือนักเคลื่อนไหว แล้วให้พวกเขาเจรจากันเพื่อหาทางออกให้โลกผ่านโมเดล En-ROADS ผลลัพธ์ที่ได้นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เด็กๆ กระตือรือร้นและเข้าใจกลไกโลกที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง MIT ได้พัฒนาหลักสูตรนี้แจกฟรีสำหรับโรงเรียนมัธยมทั่วโลก และนี่คือสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันทีเพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ
เมื่อถามถึงไอเดียที่ไทยสามารถนำไปใช้ได้เลย ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองได้เสนอทางออกที่ครอบคลุมทั้งระดับมหภาคและจุลภาค ศาสตราจารย์ Christopher Knittel มองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (Interconnection) เพราะธรรมชาติของการใช้ไฟฟ้าและสภาพอากาศในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน การเชื่อมต่อสายส่งจะช่วยถ่ายเทพลังงานส่วนเกินและเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ส่วนในระดับ SME หรือ Startup ไอเดียการจัดการ 'น้ำมันพืชใช้แล้ว' จากครัวเรือนเพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล เป็นสิ่งที่ทำได้จริงและแก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องขยะและพลังงาน หากมีระบบ Logistics การจัดเก็บที่ดีพอ
ในขณะที่คุณ Bethany Patten ฝากการบ้านชิ้นใหญ่ให้ภาคธุรกิจไทย นั่นคือการเปลี่ยนทัศนคติต่อการเมือง เธอแนะนำให้ภาคเอกชนเลิกรอความชัดเจนทางการเมือง หรือรอให้ผ่านการเลือกตั้งแล้วค่อยขยับตัว แต่ควรหันมาทำสิ่งที่เรียกว่า 'Lobbying for Climate' หรือการล็อบบี้เพื่อสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจต้องกล้าเข้าไปมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายกับภาครัฐอย่างจริงจัง ต้องมั่นใจว่าเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทจะไม่ถูกละเลยเมื่อมีการร่างนโยบายใหม่ การเข้าไปนั่งในวงเจรจาไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นหน้าที่ที่ธุรกิจต้องทำเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโลกไปพร้อมกัน
ในประเด็นเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ศาสตราจารย์ Christopher Knittel ได้ช่วยคลายข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัย โดยยืนยันด้วยข้อมูลว่าโอกาสเกิดไฟไหม้ในรถยนต์สันดาป (น้ำมัน) นั้นสูงกว่ารถ EV มาก แต่ข่าวไฟไหม้ EV มักได้รับความสนใจมากกว่า สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำไม่ใช่การกลัว แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานจุดชาร์จให้เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อาศัยในเมือง
และสุดท้ายกับคำถามที่สะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจของคนทั่วไปว่า "เราประหยัดแทบตาย แต่คนรวยยังนั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว โลกก็ร้อนอยู่ดี เราจะทำไปทำไม?" คุณ Bethany Patten มองว่าการกระทำของปัจเจกบุคคลคือการสร้างวัฒนธรรม (Social Contagion) แม้การแยกขยะคนเดียวจะไม่เปลี่ยนตัวเลขอุณหภูมิโลกในทันที แต่สังคมรอบข้างจะซึมซับพฤติกรรมจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่คนรวยหรือคนที่มีอำนาจก็ไม่อาจละเลยได้
ในขณะที่ศาสตราจารย์ Christopher Knittel ปิดท้ายด้วยข้อคิดว่า "พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณไม่ใช่แค่การลดคาร์บอนส่วนตัว แต่คือพลังในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter)" สิ่งที่เปลี่ยนโลกได้เร็วและแรงที่สุดคือนโยบาย ดังนั้นจงใช้เสียงของคุณเลือกผู้นำและกดดันให้เกิดนโยบายที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อนโยบายเปลี่ยน พฤติกรรมของทั้งคนรวยและคนจนก็จะเปลี่ยนตาม นี่คืออำนาจที่แท้จริงที่อยู่ในมือของทุกคน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด