
โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางมรสุมเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ และการปรับตัวไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’ เดียวที่เรามี
ตลอดช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาหลักมาจากโครงสร้างอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย ในอดีตไทยประสบความสำเร็จจากการเป็นศูนย์กลางรับจ้างผลิต (OEM) เราดึงดูดการลงทุนด้วยค่าแรงราคาถูก ที่ดินราคาถูก และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม แต่ปัจจุบันความได้เปรียบเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว ค่าแรงเราสูงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น ซ้ำร้ายเรายังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้ขาดแคลนแรงงานคนรุ่นใหม่จนต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก
ผลกระทบที่ตามมาคือ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำเฉลี่ยไม่เกิน 2% มาเป็นสิบปี สถาบันระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank ได้ออกโรงเตือนว่าหากไทยยังไม่ยอมเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและยังใช้โมเดลรับจ้างผลิตแบบเดิม ภายในปี 2030 หรืออีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ อันดับขนาดเศรษฐกิจของไทยจะร่วงลงไปเรื่อยๆ จากที่เคยเป็นเบอร์ 2 ของอาเซียน (รองจากอินโดนีเซีย) ตอนนี้เราโดนสิงคโปร์แซงไปแล้ว และอาจจะหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 โดยจะชนะแค่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา กัมพูชา ลาว
เป้าหมายสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในตอนนี้คือการก้าวข้ามจากการเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นผู้รับจ้างออกแบบ (ODM) และก้าวไปสู่จุดสูงสุดคือการสร้างแบรนด์ของตัวเองในระดับโลก ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะทุกวันนี้หากให้ชาวต่างชาตินึกถึงโกลบอลแบรนด์ของไทย หลายคนอาจนึกถึง Red Bull แต่นั่นก็เป็นแบรนด์ของออสเตรียที่ซื้อสิทธิ์ไปทำตลาดแล้ว
นอกจากนี้เราต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้แรงงานคนจำนวนมาก ไปสู่การใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์อัตโนมัติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม รวมถึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นแต่กำไรสูงสุดโดยไม่สนสิ่งแวดล้อม มาเป็นการทำธุรกิจที่ใส่ใจความยั่งยืน ซึ่งเป็นกติกาใหม่ของโลก
ทิศทางการลงทุนของโลกเปลี่ยนไปแล้ว นักลงทุนไม่ได้มองหาแค่ฐานการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูก แต่มองหาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประเทศไทยจึงต้องดึงจุดแข็งที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่:
เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยก้าวไปสู่จุดนั้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน หรือ ‘4 GO’ เพื่อเป็นแผนที่นำทาง ได้แก่:
เป้าหมายทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากภาคเอกชนเดินหน้าเพียงลำพัง การเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยคือหัวใจสำคัญในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน มหาวิทยาลัยมีทั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ และเครื่องมือการวิจัย ในขณะที่ภาคเอกชนรู้ความต้องการของตลาด ทิศทางธุรกิจ และแนวทางการทำตลาด
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ โครงการ Smart Agriculture Industry (SAI) ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำเทคโนโลยีชีวภาพมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เช่น การทำยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือพลาสติกชีวภาพ หากโครงการลักษณะนี้ขยายผลสำเร็จ จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของภาคการเกษตร และพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างมหาศาล
ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากเราเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ดึงจุดแข็งที่แท้จริงออกมาใช้ และทำงานร่วมกันอย่างมีทิศทางชัดเจน เราจะสามารถผลักดันให้ไทยเป็น ‘สวรรค์แห่งการลงทุน’ และกลับมายืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนแน่นอน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด