ในช่วงปีที่ผ่านมา หลายคนอาจคุ้นชินกับพาดหัวข่าวเชิงลบเรื่องสงครามการค้า การตัดขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการล่มสลายของโลกาภิวัตน์

แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Boston Consulting Group (BCG) กลับชี้ให้เห็นมุมมองที่ต่างออกไปว่า การค้าโลกไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังเปลี่ยนรูปร่างเข้าสู่ยุคที่ซับซ้อนและท้าทายกว่าเดิมในรูปแบบ Trade Patchwork
ในบทความนี้ Techsauce จะพาไปส่องคัมภีร์การค้าโลกปี 2034 ว่า Trade Patchwork คืออะไร และท่ามกลางความผันผวนนี้ ใครคือผู้เล่นหลัก และธุรกิจไทยควรขยับตัวอย่างไรในระบบนิเวศใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ขั้วเดียวหรือสองขั้วอีกต่อไป
ในอดีต การค้าโลกพึ่งพาองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง แต่ในอนาคตอันใกล้ โลกจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มอำนาจที่มีกฎการเล่น และแรงจูงใจที่แตกต่างกัน อาทิ
ปรับทิศทางสู่บทบาท America First อย่างเต็มตัว เน้นนโยบายปกป้องตลาดภายใน ดึงฐานการผลิตและตำแหน่งงานกลับประเทศ โดยใช้มาตรการทางภาษีและนโยบายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือหลัก
มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากตะวันตก ขณะเดียวกันก็รุกหนักในการสร้างเครือข่ายกับประเทศซีกโลกใต้ เพื่อเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและตลาดใหม่ๆ
เป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าและตลาดเกิดใหม่ (เช่น EU, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย รวมถึง เวียดนาม) ที่ยังยึดมั่นในกฎกติกาการค้าเสรี ที่เลือกทำข้อตกลงการค้าระหว่างกันเองแบบเฉพาะกลุ่ม กลุ่มนี้จะยึดถือมาตรฐานระดับสูง ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม แรงงาน และลิขสิทธิ์ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตทางการค้าสูงสุด
นำโดยอินเดีย บราซิล และกลุ่มประเทศอาหรับ กลุ่มนี้มองการค้าเป็นเครื่องยนต์โตทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปเหมือนกลุ่มพหุภาคีนิยม การค้าของกลุ่มนี้จึงเน้นความยืดหยุ่นและผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริง
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้หลายคนกังวลว่าความแตกแยกนี้จะทำให้การค้าโลกหยุดชะงัก แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขกลับบอกเราอีกอย่างหนึ่ง BCG คาดการณ์ว่าในปี 2034 มูลค่าการค้าสินค้าทั่วโลกจะยังคงพุ่งทะยานไปแตะที่เกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเติบโตแซงหน้า GDP โลกด้วยซ้ำ
และสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นเส้นทางสินค้าที่เคยวิ่งจากจีนไปสหรัฐฯ โดยตรง อาจจะถูกเปลี่ยนทิศทางไปยังกลุ่มประเทศซีกโลกใต้มากขึ้น การค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเองจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่เส้นทางเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคย
นี่คือสัญญาณว่าโลกไม่ได้เลิกค้าขาย แต่แค่กำลังเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่เพื่อหลบหลีกพายุทางภูมิรัฐศาสตร์
ในโลกยุค Patchwork แค่บริหารงานเก่งหรือมีสินค้าดีอาจไม่เพียงพอ ผู้นำองค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Geopolitical Muscle หรือกล้ามเนื้อทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่
การตัดสินใจขยายโรงงานหรือเลือกซัพพลายเออร์ในวันนี้ ต้องเอาปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาคำนวณเป็นต้นทุนเสมอ
หมดยุคการเน้นแค่ “ต้นทุนต่ำสุด” แต่ต้องเป็นซัพพลายเชนที่ “โปร่งใสและตรวจสอบได้” เพื่อตอบโจทย์มาตรฐานที่เข้มงวดของกลุ่มพหุภาคี
เมื่อความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ต้นทุนก็สูงตาม AI, Automation และ Robotics จะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเร็ว แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกที่ค่าธรรมเนียมและกฎเกณฑ์ยุบยับไปหมด
ภาพรวมของการค้าโลกในทศวรรษหน้าอาจดูเหมือนผ้าที่ถูกเย็บปะจนมองไม่เห็นเนื้อเดิม แต่นั่นก็หมายถึงโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามรอยเย็บเหล่านั้น โลกไม่ได้หยุดหมุน และโลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่มันกำลังเปลี่ยนสถานะจากสายหลัก ไปเป็นเครือข่ายถนนที่ซับซ้อน ใครที่มีแผนที่แม่นยำกว่า มีสายตาที่มองทะลุเกมการเมือง และมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนทิศทาง คือคนที่จะคว้าโอกาสมหาศาลในโลกการค้าบทใหม่นี้ได้ก่อนใคร
อ้างอิง:.weforum.org, bcg
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด