เจาะลึกสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่ ‘Instant Commerce’ เมื่อร้านสะดวกซื้อปากซอยย้ายมาอยู่ในมือถือ แล้วผู้ประกอบการต้องปรับตัวยังไง?

Instant Commerce คือ

ย้อนกลับไปในอดีต ภาพจำของวิถีชีวิตคนไทยหลังเลิกเรียนหรือเลิกงาน คือการเดินแวะ 'ร้านโชห่วย' หรือ 'ร้านสะดวกซื้อปากซอย' เพื่อซื้อขนมขบเคี้ยวและของใช้จำเป็นเข้าบ้าน กิจวัตรเหล่านี้คือความปกติที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบัน หากเราลองสังเกตพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ หรือแม้กระทั่งลูกหลานในบ้าน เราจะพบว่าบริบทเหล่านั้นกำลังเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยพฤติกรรมรูปแบบใหม่ เมื่อเด็กๆ บอกให้ผู้ปกครอง 'กดสั่งผ่านแอปฯ สิ' แทนที่จะเดินฝ่าอากาศร้อนออกไปซื้อเอง หรือแม้แต่การสั่งกระดาษวาดเขียนสำหรับส่งครูในวันรุ่งขึ้นผ่านบริการเดลิเวอรี่ นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคที่เรียกว่า 'Instant Commerce' หรือการค้าแบบทันที ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่และจะกลายเป็นสมรภูมิหลักที่ชี้ชะตาความอยู่รอดของวงการค้าปลีกในปี 2026

เวทีเสวนา Instant Commerce: The Next Battleground for Retail in 2026 ภายในงาน ECOM Talk 2026 จึงได้ถูกจัดขึ้นเพื่อถอดรหัสปรากฏการณ์นี้ โดยระดมสมองจากแม่ทัพใหญ่แห่งวงการ ได้แก่ คุณเจ (LINE MAN Wongnai) ตัวแทนจากแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ, ดร.นที หรือ คุณแคน (Coca-Cola Thailand) และ คุณหลุยส์ (Wall’s Ice Cream / Unilever) ตัวแทนจากแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกเพื่อร่วมกันหาคำตอบว่าอนาคตของการค้าปลีกไทยกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศทางใด และแบรนด์ควรปรับตัวอย่างไรในวันที่ 'ความเร็ว' คือสกุลเงินใหม่ของการค้าขาย

Instant Commerce คืออะไร? และทำไมคนไทยถึง ติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น

หากจะนิยามให้เห็นภาพชัดเจน คุณเจ จาก LINE MAN Wongnai ได้อธิบายว่า Instant Commerce คือวิวัฒนาการขั้นกว่าของ E-commerce แบบดั้งเดิม ในขณะที่ E-commerce ทั่วไปที่เราคุ้นเคยอาจใช้เวลาจัดส่งสินค้า 1-3 วัน ซึ่งเหมาะสำหรับการซื้อของที่วางแผนล่วงหน้า แต่ Instant Commerce คือการทลายกำแพงแห่งเวลา ด้วยการส่งสินค้าถึงหน้าบ้านภายใน 1 ชั่วโมง หรือในหลายพื้นที่สามารถทำเวลาได้รวดเร็วกว่านั้นในระดับนาที ซึ่งรูปแบบนี้ตอบโจทย์จริตของคนไทยที่มีพื้นฐานนิสัยชอบความสะดวกสบายสูงสุด และมีความต้องการแบบ On-Time คือต้องได้ในเวลาที่ต้องการทันที ไม่ใช่พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราวหรือแฟชั่นทางธุรกิจ แต่เป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึกและเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขสถิติจาก LINE MAN MART ยืนยันความจริงข้อนี้ได้อย่างชัดเจน โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายรวม (GMV) ของแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นถึง 10 เท่า และจำนวนออเดอร์โตขึ้น 6 เท่า ทว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่จำนวนการสั่ง แต่คือขนาดตะกร้าสินค้าที่ใหญ่ขึ้นถึง 33% ตัวเลขนี้บ่งบอกนัยสำคัญว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองช่องทางนี้เป็นเพียงทางเลือกฉุกเฉินสำหรับการสั่งน้ำแข็งหรือโซดาอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังเปลี่ยนพฤติกรรมมาสั่งของกินของใช้ประจำวัน หรือการซื้อของเข้าบ้านรายสัปดาห์ ผ่านช่องทางนี้จนกลายเป็นความปกติใหม่ ไปแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าความคาดหวังของผู้บริโภคจะไม่มีวันลดลง มีแต่จะเรียกร้องความรวดเร็วและความสะดวกสบายที่มากขึ้นเรื่อยๆ

จาก Share of Shelf สู่ Share of Screen ความท้าทายใหม่เมื่อหน้าร้านเหลือแค่ 6 นิ้ว

เมื่อสมรภูมิการค้าเปลี่ยนจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มาอยู่บนหน้าจอมือถือขนาดเพียง 6 นิ้ว กติกาและกลยุทธ์การแข่งขันจึงต้องถูกเขียนใหม่ทั้งหมด คุณแคน จาก Coca-Cola ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ในโลกออฟไลน์แบบดั้งเดิม แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงพื้นที่บนชั้นวางสินค้า (Share of Shelf) และตำแหน่งระดับสายตาเพื่อเพิ่มโอกาสในการหยิบจับ แต่ในโลกของ Instant Commerce สิ่งที่แบรนด์ต้องแย่งชิงคือ 'Share of Attention' หรือพื้นที่ความสนใจบนหน้าจอ

ความท้าทายคือ พื้นที่บนหน้าจอนั้นมีจำกัดและผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจสั้นมาก แบรนด์ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองปรากฏอยู่บนหน้าจอและดึงดูดสายตาได้มากที่สุด ทั้งผ่านแบนเนอร์ การค้นหา หรือการแนะนำสินค้า เพราะข้อมูลเชิงสถิติระบุชัดเจนว่า หากแบรนด์สามารถยึดครองพื้นที่หน้าจอและทำให้ผู้บริโภคเห็นได้ จะช่วยเพิ่มอัตราการจดจำแบรนด์ได้สูงถึง 80% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

ในขณะเดียวกัน คุณหลุยส์ จาก Wall’s ได้ขยายความในมุมมองของสินค้าประเภท Impulse Product หรือสินค้าที่ต้องอาศัย 'ความอยาก' อย่างไอศกรีมว่า ผู้ซื้อในช่องทาง Instant Commerce นี้มีลักษณะเฉพาะตัว คือมีความต้องการซื้อสูงมาก และต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการนั้น การที่แบรนด์สามารถเข้าไปปรากฏตัวอยู่ในทุกขั้นตอนการค้นหา (Customer Journey) ตั้งแต่ลูกค้าเริ่มกดเข้าแอปฯ ไปจนถึงหน้าเช็คเอาท์ จึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพื่อป้องกันอาการ 'เลือกไม่ถูก' จากตัวเลือกที่มีมหาศาล และป้องกันไม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปเลือกแบรนด์อื่น หรือล้มเลิกความตั้งใจในการซื้อไปดื้อๆ

Instant Commerce คือ

ศาสตร์แห่งการดักจับความต้องการ ก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัว

ทั้ง Coca-Cola และ Wall’s ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ในสมรภูมิ Instant Commerce ที่รวดเร็วนี้ ชัยชนะไม่ได้เกิดจากการแค่วางขายสินค้าแล้วรอคนมาซื้อ แต่คือความสามารถในการดักจับ 'Micro-moments' หรือช่วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดความต้องการเฉพาะเจาะจงของผู้บริโภคให้ได้ แบรนด์ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าสินค้าของตนเข้าไปตอบโจทย์ในช่วงเวลาไหนของชีวิตลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาบ่าย 3 โมงที่พนักงานออฟฟิศมักเกิดอาการง่วงนอน และต้องการความสดชื่นจากโค้ก, ช่วงดึกที่กำลังนั่งพักผ่อนดูซีรีส์แล้วเกิดความอยากของหวานอย่างไอศกรีมแม็กนั่ม หรือแม้แต่ช่วงเวลาวิกฤตในบ้านอย่าง สายชำระพัง ไข่หมด หรือน้ำปลาหมดระหว่างทำกับข้าว

แพลตฟอร์มอย่าง LINE MAN จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กุมกุญแจความลับนี้ ผ่านการให้ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดและเรียลไทม์ แพลตฟอร์มสามารถบอกได้ว่ายอดขายสินค้าประเภทใดมักพุ่งสูงในวันอาทิตย์ ช่วงเวลาไหนคือ Golden Hour ของสินค้าแต่ละประเภท หรือแม้แต่สภาพอากาศในขณะนั้นมีผลต่อการสั่งซื้ออย่างไร ข้อมูลเหล่านี้คือขุมทรัพย์ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถวางแผนยิงโฆษณา จัดโปรโมชั่น หรือนำเสนอสินค้าแบบ Bundle ได้ 'ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบริบท' เหมือนกับการรู้ใจลูกค้าและยื่นสินค้าให้ถึงมือในวินาทีที่ลูกค้าเริ่มรู้สึกอยากได้ด้วยซ้ำ

อนาคตปี 2026: Zero Commerce และ AI ที่รู้ใจยิ่งกว่าตัวเราเอง

เมื่อมองข้ามช็อตไปยังอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คุณแคน ได้นำเสนอแนวคิดล้ำสมัยที่เรียกว่า 'Zero Commerce' ซึ่งจะเป็นยุคที่เส้นแบ่งระหว่างความต้องการและการสั่งซื้อเลือนลางจนแทบจะเป็นศูนย์ โดยการค้านี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สองรูปแบบหลัก

รูปแบบแรกคือ Predictive AI หรือ AI ที่สามารถคาดเดาพฤติกรรมและความต้องการได้ล่วงหน้าจากฐานข้อมูลมหาศาล ตัวอย่างเช่น AI รู้จากพฤติกรรมในอดีตว่าทุกบ่าย 3 โมงคุณมักจะง่วงนอนและสั่งเครื่องดื่ม แอปพลิเคชันจะส่งการแจ้งเตือนขึ้นมาในเวลาบ่าย 2:55 น. พร้อมข้อความเชิญชวนว่า 'รับโค้กเย็นๆ ให้สดชื่นไหม?' เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อก่อนที่คุณจะทันรู้สึกตัวเสียอีก

รูปแบบที่สองที่ล้ำหน้าไปกว่านั้นคือ Agentic AI หรือ AI ที่มีความเป็นตัวแทน คิดและทำแทนเราได้ เพียงแค่คุณคลิกยืนยันครั้งเดียว หรือในอนาคตอาจไม่ต้องคลิกเลย ระบบอาจจะประมวลผลว่าของใช้ชิ้นนี้ในบ้านคุณใกล้หมดแล้ว หรือตามตารางชีวิตคุณต้องใช้ของสิ่งนี้ในเวลานี้ ระบบจะทำการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้ามาวางรอที่โต๊ะทำงานหรือหน้าบ้านให้คุณโดยอัตโนมัติ

วิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีของ คุณเจ ที่ระบุว่า LINE MAN กำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาและใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI-First Company) เริ่มตั้งแต่การนำมาใช้หลังบ้านเพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ไปจนถึงการพัฒนาหน้าบ้านให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ชาญฉลาด เช่น ฟีเจอร์ Tele-pharmacy ที่เชื่อมต่อเภสัชกรกับผู้ป่วย หรือ AI ที่สามารถแนะนำโภชนาการและจัดสรรเมนูอาหารที่เหมาะสมให้ผู้ใช้งานได้ทันที ซึ่งจะเปลี่ยนประสบการณ์การช้อปปิ้งจากการ 'ค้นหาเอง' เป็นการ 'ถูกเสิร์ฟ' สิ่งที่ใช่ที่สุดให้

แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อชัยชนะ?

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้ง 3 ท่านได้กลั่นกรองประสบการณ์และฝากข้อคิดสำคัญสำหรับแบรนด์และนักการตลาดที่ต้องการกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ Instant Commerce ไว้อย่างน่าสนใจ

ประการแรกคือ 'เริ่มทันที อย่ารอให้ตลาดนิ่ง' โดยคุณเจย้ำเตือนว่า ต้นทุนของการตกรถ (Missing Out) หรือการเสียโอกาสในการเรียนรู้ตลาดตั้งแต่เนิ่นๆ นั้น มีราคาแพงกว่าต้นทุนในการลองผิดลองถูกในตอนนี้มาก แบรนด์ที่กล้าเริ่มก่อนจะได้เปรียบมหาศาลในการสร้างฐานลูกค้า เข้าใจพฤติกรรม และปรับจูนกลยุทธ์ได้ทันท่วงที

ประการต่อมาคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการทำการตลาดใส่ผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว มาเป็นการทำการตลาดกับระบบ (Market to the System) โดยคุณแคนได้กล่าวประโยคทองว่า 'Data Integrity is the new Brand Equity' หรือความสมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลคือคุณค่าของแบรนด์ในยุคใหม่ แบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับการทำข้อมูลสินค้าให้เป็นระบบ เป็นมิตรกับอัลกอริทึม เพื่อให้ระบบสามารถนำเสนอสินค้าของเราไปสู่สายตาผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำที่สุด

และสุดท้ายคือการโฟกัสที่การสร้างความภักดีและนิสัยในการบริโภคซ้ำ ซึ่งคุณหลุยส์มองว่า ชัยชนะระยะยาวในสมรภูมินี้ไม่ได้วัดกันที่ยอดขายรวม (GMV) เพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสามารถในการสร้างนิสัยให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำ และการใช้ข้อมูลพื่อระบุตัวตนและบริบทของลูกค้าที่แท้จริง เพื่อเปลี่ยนลูกค้าขาจรที่แวะมาซื้อเพราะโปรโมชั่น ให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่ภักดีและขาดแบรนด์ไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

Instant Commerce ไม่ใช่แค่เทรนด์ทางเลือกชั่วคราว แต่คือวิถีชีวิตใหม่ที่กลืนกินพฤติกรรมเดิมของผู้คน ร้านสะดวกซื้อปากซอยไม่ได้หายไปไหน แต่มันได้ย้ายมาอยู่ในมือถือของเราแล้วอย่างสมบูรณ์ และในปี 2026 การแข่งขันในสมรภูมินี้จะไม่ใช่แค่คำถามว่าใครส่งเร็วกว่า แต่คือใครที่ 'รู้ใจ' และ 'ตอบโจทย์' ได้แม่นยำกว่า ในวินาทีที่ลูกค้าต้องการนั่นเอง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

‘ยุคทองอาเซียน’ เริ่มแล้ว ความเป็นกลาง คือ แต้มต่อ ความร่วมมือในภูมิภาค คือ คันเร่ง ฟัง ดร.เอกนิติ บนเวที Davos 2026

เจาะลึกวิสัยทัศน์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากเวที Davos 2026 ทำไมอาเซียนถึงเข้าสู่ยุคทอง? เมื่อความเป็นกลางคือแต้มต่อ และความร่วมมือในภูมิภาคคือคันเร่งสู่ความมั่งคั่งใหม่...

Responsive image

ชนชั้นกลางจะรอดไหม ? ในวันที่ AI เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ เมื่อกำไรเป็นของคนข้างบน แต่ความเสี่ยงตกใส่คนทำงาน

บนเวที World Economic Forum 2026 ผู้นำจากภาครัฐ แรงงาน นักเศรษฐศาสตร์ และองค์กรเทค ร่วมถอดโจทย์ใหญ่ “เราจะรักษาชนชั้นกลางไว้ได้อย่างไร” ในโลกหลังโควิดที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศ...

Responsive image

คำเตือนจากอดีต “โลกกำลังเดินซ้ำรอย 1920s ?” 6 บทเรียนจาก Roaring Twenties ที่โลกไม่ควรมองข้าม

เมื่อ AI ตลาดหุ้น และภูมิรัฐศาสตร์วันนี้ ชวนให้นึกถึงยุค Roaring Twenties เวที World Economic Forum 2026 ชวนถอด 6 บทเรียนจากทศวรรษ 1920s เพื่ออ่านความเสี่ยงของโลก 2020s ก่อนประวัติ...