บรูไน ทำไมถึงเป็นม้ามืดด้าน Tech แห่งอาเซียน ? เจาะลึก 8 ข้อได้เปรียบที่ทำให้บรูไนอาจเป็น Tech Hub ที่โลกต้องจับตามอง

เมื่อพูดถึง Tech Hub ในอาเซียน เรามักนึกถึงสิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม แต่หากมองข้ามประเทศเล็ก ๆ อย่าง 'บรูไนดารุสซาลาม' ไป เราอาจกำลังพลาด Case Study ที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งของการใช้เงินทุน และนโยบายรัฐพลิกโฉมประเทศ

แม้บรูไนจะมีประชากรเพียง 4 แสนกว่าคน แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐบาล และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มี พวกเขากำลังสร้าง Ecosystem ด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบรูไนถึงโดดเด่นเรื่อง Tech แม้ขนาดตัวจะเล็กกว่าใครเพื่อนในอาเซียน

1. VC ของรัฐที่กระเป๋าหนักที่สุด

ความได้เปรียบที่ยากจะเลียนแบบของบรูไนคือ 'เงินทุน' จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการที่พวกเขามี Brunei Investment Agency (BIA) หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ทำหน้าที่เสมือน Venture Capital ของรัฐ

BIA มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management) สูงถึงประมาณ 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนนี้ทำให้บรูไนสามารถลงทุนในระยะยาว 10-20 ปีได้โดยไม่ต้องกดดันเรื่องผลกำไรระยะสั้นเหมือนเอกชนทั่วไป

แล้วเงินทุนเหล่านี้เอาไปทำอะไร ? BIA ไม่ได้เอาฝากเงินกินดอกเบี้ยง แต่ลงทุนใน Tech Company ระดับโลก เช่น Pony.ai (ยานยนต์ไร้คนขับของจีน) และ Draper Esprit PLC (Venture Capital ในอังกฤษ) รวมถึงถือครองอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury อย่างกลุ่มโรงแรม Dorchester Collection ทั่วโลก

การมีกองทุนขนาดนี้หนุนหลัง ทำให้บรูไนสามารถซื้อเทคโนโลยีที่ดีที่สุด จ้างผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระดมทุนเหมือนประเทศอื่น

2.Infrastructure ที่เกินเบอร์ประเทศเล็ก

รัฐบาลบรูไนเข้าใจดีว่า Tech Ecosystem เกิดไม่ได้ถ้าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่พร้อม พวกเขาจึงทุ่มงบผ่าน Unified National Networks (UNN) รัฐวิสาหกิจที่รวมโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดไว้ที่เดียว พร้อมทุ่มงบโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ากว่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้

  • 99% ของพื้นที่ประชากรอาศัยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
  • 90% ของพื้นที่ประชากร มีสัญญาณ 5G ครอบคลุมแล้ว 
  • ความเร็วเน็ตบ้านพื้นฐานเริ่มที่ 100 Mbps และบรูไนครองแชมป์ อันดับ 1 ในอาเซียนด้านความเร็ว Mobile Broadband

3.สนามทดลองที่คล่องตัว และกฎหมาย AI ที่ยืดหยุ่น

ข้อได้เปรียบของการเป็นประเทศเล็กคือ 'ความคล่องตัว' บรูไนรู้ดีว่าถ้ารอแก้กฎหมายทั้งระบบอาจไม่ทันกิน พวกเขาจึงใช้วิธีสร้าง Regulatory Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกบริษัทมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทำสิ่งใหม่ 

ธนาคารกลางบรูไน (AMBD) เปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพสาย FinTech เข้ามาทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปในช่วงเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็น e-Wallet อย่าง BruPay หรือบริการโอนเงินข้ามพรมแดนอย่าง MoneyMatch ต่างก็เติบโตผ่าน Sandbox นี้

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุค AI บรูไนเลือกที่จะไม่ใช้กฎหมายควบคุมที่แข็งเหมือนยุโรป (EU AI Act) แต่เลือกใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อนวัตกรรม โดยออกคู่มือจริยธรรม AI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าการบังคับ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการดึงดูดนักพัฒนาที่ต้องการความอิสระในการสร้างสรรค์

4.ยึดครอง Niche Market

บรูไนเลือกไม่ไปแข่งกับสิงคโปร์ในตลาด FinTech ทั่วไป แต่พวกเขาเลือกเจาะตลาดที่ตัวเองถนัดที่สุดและคู่แข่งน้อยราย นั่นคือ Islamic FinTech แม้จะเป็นตลาดที่มีคู่แข่งน้อย แต่ตลาดอาหารฮาลาลโลกมีมูลค่าสูงถึง 3.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตามการประเมินเมื่อปี 2025

บรูไนกำลังใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามาทำระบบตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อการันตีความฮาลาลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ การสร้าง Trust Infrastructure ด้วยบล็อกเชนนี้ ทำให้บรูไนมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการรับรองมาตรฐานฮาลาลดิจิทัลของโลกมุสลิม เรียกว่าเป็นการใช้ Tech แก้ Pain Point ระดับโลกได้อย่างตรงจุด

5.AI Ready Nation สร้างคนให้ทันโลก

การมีเงินและเครื่องมือที่ดีจะไร้ค่าถ้าคนใช้ไม่เป็น บรูไนตระหนักถึงปัญหานี้ดี จึงเกิดโครงการ AI Ready ASEAN ซึ่งตั้งเป้าปั้นคนบรูไน 20,000 คนให้มีทักษะด้าน AI

ตัวเลข 2 หมื่นคนอาจดูน้อยสำหรับประเทศอื่น แต่สำหรับประเทศที่มีประชากรเพียง 4 แสนกว่าคน นี่คือการ Upskill ประชากรเกือบ 5% ของประเทศในคราวเดียว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้แค่อยากซื้อเทคโนโลยีมาวางไว้เฉย ๆ แต่ต้องการเปลี่ยน DNA ของคนในชาติให้เป็น Digital Citizen อย่างแท้จริงเพื่อรองรับแผนใหม่ Digital Brunei Transformation Plan 2030

6.Digital Brunei Transformation Plan 2030

แม้บรูไนจะทำได้ดีเยี่ยมในแผนแม่บทฉบับก่อนจนมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก แต่พวกเขาก็เจอโจทย์หินที่เรียกว่า Digital Paradox หรือความย้อนแย้งทางดิจิทัล 

กล่าวคือ ประเทศมีความพร้อมสูงแต่การใช้งานจริงต่ำ เช่น ภาค ICT ยังทำรายได้เพียง 2.3% ของ GDP และภาคธุรกิจมีการใช้ Cloud หรือ Data Analytics เพียงแค่ 10% เท่านั้น

รัฐบาลจึงไม่ได้นิ่งนอนใจ ด้วยการออกแผนใหม่ในชื่อ Digital Brunei Transformation Plan 2030 (DBTP 2030) เพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยเปลี่ยนโฟกัสจากคำว่าความพร้อมไปสู่ผลลัพธ์ ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ

  • Interoperability เลิกต่างคนต่างทำ แต่ระบบของรัฐและเอกชนต้องคุยกันรู้เรื่อง ข้อมูลต้องไหลเวียนหากันได้ เพื่อให้เกิดบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  • Trust as a National Asset เมื่อมีข้อมูลมหาศาล บรูไนจึงยกระดับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPO) และความมั่นคงไซเบอร์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ความน่าเชื่อถือกลายเป็นจุดขายในการดึงดูดนักลงทุน
  • Value Creation เลิกวัดความสำเร็จที่โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล แต่วัดที่ว่าคนบรูไนใช้เน็ตสร้างเงิน สร้างงาน และเพิ่ม Productivtiy ได้จริงหรือไม่

7.ผู้อยู่เบื้องหลัง DEFA

อีกสิ่งที่บรูไนโดดเด่นคือบทบาทในเวทีอาเซียน หลายคนอาจไม่ทราบว่ากฎกติกาการค้าดิจิทัลที่กำลังจะเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของบรูไน ย้อนกลับไปปี 2021 ช่วงที่บรูไนเป็นประธานอาเซียน พวกเขาไม่ได้แค่จัดการประชุมแล้วจบไป แต่ได้ผลักดันสิ่งที่เรียกว่า Bandar Seri Begawan Roadmap (BSBR) ออกมา

BSBR คือพิมพ์เขียวที่บรูไนเสนอให้เพื่อนบ้านเห็นพ้องว่า เราต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนะ และเราต้องเริ่มคุยเรื่องการค้าดิจิทัลอย่างจริงจัง แผนที่ฉบับนี้เองที่ปูทางไปสู่ข้อตกลงที่ใหญ่กว่าในปัจจุบัน

จากพิมพ์เขียว BSBR นำมาสู่การเจรจาในสิ่งใหม่ที่เรียกว่า DEFA (Digital Economy Framework Agreement) หากอธิบายให้เข้าใจง่ายคือ เปรียบเสมือนการทำ FTA (เขตการค้าเสรี) แต่เป็นเวอร์ชัน ดิจิทัล ที่จะปลดล็อกตลาดประชากร 700 ล้านคน 

DEFA จะทำให้การขายของออนไลน์ข้ามประเทศ, การจ่ายเงินดิจิทัล (E-Payment), และการส่งข้อมูลข้ามพรมแดนในอาเซียน มีกฎกติกาเดียวกัน ลดความยุ่งยากและต้นทุนของผู้ประกอบการ

ด้วยความที่เป็นประเทศเล็ก การเมืองนิ่ง และมีกฎหมายข้อมูล (PDPO) ที่ทันสมัย บรูไนจึงวางตำแหน่งตัวเองเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการเก็บข้อมูลและทำธุรกรรมดิจิทัลของภูมิภาคภายใต้กรอบ DEFA นี้ โดยคาดว่า อาเซียนจะลงนามกรอบความตกลงนี้ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2026

8.ประเทศเล็ก แต่โอกาสไม่เล็ก

บรูไนคือตัวอย่างของประเทศที่ใช้ความมั่งคั่ง สร้างโอกาสทางเทคโนโลยีได้อย่างน่าสนใจ โครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาพร้อมรองรับนวัตกรรมระดับโลก

จากความพร้อมทั้งหมดที่กล่าวมา รัฐบาลบรูไนกำลังเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนและสตาร์ทอัพจากทั่วโลก โดยมีการจัดงานใหญ่อย่าง Brunei Startup Summit 2026 

งานนี้จัดขึ้นโดย Brunei Economic Development Board (BEDB) เพื่อเป็นเวที Business Matching, Pitching และโชว์ศักยภาพ Tech Ecosystem ของบรูไนอย่างเป็นรูปธรรม 

Techsauce ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลบรูไน ให้เป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมในกาจัดงานเป็นปีที่ 2 ในงานนี้ คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ (Co-founder & CEO, Techsauce) จะร่วมขึ้นเวทีเป็น Speaker เพื่อแชร์วิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำระดับภูมิภาค โดยงานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2026 นี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Brunei Startup Summit 2026 ได้ที่นี่ 

อ้างอิง : MTIC, Investopedia, SWFI, UNN, brunei4ai

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

25 ปี IT One สู่ “Trusted IT Services Provider with AI-Driven” ที่เข้าใจบริบทของธุรกิจไทย

25 ปี IT One ผู้นำ IT Services ที่ผสานความแกร่ง Accenture และ SCG มุ่งสู่ยุค AI-Driven ด้วย Agentic AI และ Modern Cloud พร้อมเป็นสถาปนิกดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เวทีโลก...

Responsive image

ปั้น ‘สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้’ ให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่ากลยุทธ์ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย เมื่อภาครัฐจับมือเอกชนขับเคลื่อน Intangible Assets

เจาะลึกกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ยุคใหม่ เมื่อ Intangible Assets ครองโลก เผยแนวทางแก้ปัญหา 'วิจัยขึ้นหิ้ง' ของไทย พร้อมโมเดล IP Financing และการเปลี่ยน Mindset จากรับจ้างผลิตสู...

Responsive image

ถอดบทเรียน Nagoya : จากเมืองหลวงแห่งยานยนต์ สู่ "สนามทดลองระดับโลก" สำหรับ Deep Tech และนวัตกรรม

ถอดบทเรียนเมืองนาโกย่า จากเมืองหลวงยานยนต์สู่ฮับ Deep Tech ระดับโลก เจาะลึกยุทธศาสตร์ City as a Sandbox และ STATION Ai ศูนย์รวมสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น...