
การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมักถูกเข้าใจผิดว่าขึ้นอยู่กับความรู้ หรือการมีกลยุทธ์ที่ซับซ้อน แต่จากการศึกษารูปแบบพฤติกรรมของผู้นำข้ามอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ค้นพบกลับน่าสนใจยิ่งกว่านั้น
ผู้นำที่นำพาองค์กรด้วยความชัดเจนและเปี่ยมด้วยจินตนาการ ไม่ได้มีเช็กลิสต์ความสำเร็จหรือแอปพลิเคชันช่วยบริหารงานที่วิเศษกว่าใคร แต่พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่า 'จังหวะ' ที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์
Natalie Nixon คอลัมนิสต์จาก Fast Company ชี้ว่า ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การบริหารเวลา (Time Management) แต่พวกเขาเชี่ยวชาญในการ "บริหารจังหวะชีวิต" และนี่คือ 5 กิจวัตรที่พวกเขาทำในทุกๆ วัน เพื่อรักษาไฟแห่งความสำเร็จให้ลุกโชนอยู่เสมอ
ก่อนจะเริ่มตอบอีเมลหรือก้าวเข้าห้องประชุม ผู้นำที่ยอดเยี่ยมจะเริ่มจากการขยับตัว พวกเขาเข้าใจดีว่าการเคลื่อนไหว คือเชื้อเพลิงของความคิดและความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การยืดเหยียด หรือการหายใจลึกๆ
ในทาง Neuroscience มีหลักฐานรองรับว่า การออกกำลังกายช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งช่วยเสริมสร้าง Executive Function และทักษะการแก้ปัญหา ผู้นำกลุ่มนี้ไม่ได้มองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ต้องหาเวลาทำ แต่มองว่ามันคือรากฐานของการทำงาน เพื่อให้สมองเฉียบคมที่สุด เมื่อร่างกายขยับ ความคิดจะแล่น และไอเดียใหม่ๆ ก็จะตามมา
ในโลกที่ความยุ่งเกิดขึ้นได้ในทุกวัน ผู้นำที่ฉลาดกลับเลือกที่จะรักษาความนิ่งเอาไว้ พวกเขาจะเว้นช่องว่างในปฏิทินไว้เสมอ ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่เพราะรู้ว่านวัตกรรม ไม่เคยเกิดจากตารางงานที่อัดแน่น
พื้นที่ว่างเหล่านี้เปรียบเสมือนออกซิเจนสำหรับไอเดียใหม่ๆ ช่วงเวลาที่เดินระหว่างห้องประชุม หรือยามบ่ายที่ไม่มีนัดหมาย คือช่วงเวลาที่ไอเดียที่ดีที่สุดมักจะปรากฏขึ้น ผู้นำเหล่านี้ไม่ได้หนีงาน แต่พวกเขากำลังสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดผลงานระดับดีเยี่ยมต่างหาก
ผู้นำที่ยอดเยี่ยมเข้าใจดีว่าการพักผ่อน ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามของการทำงาน แต่มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน เมื่อจิตสำนึกสงบลง จิตใต้สำนึกจะเริ่มทำงานด้วยการเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน
พวกเขาจะจัดสรรช่วงเวลาพักฟื้นเล็กๆ ตลอดทั้งวัน เช่น การวางโทรศัพท์แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อให้สมองได้ทำการบ่มเพาะข้อมูล การถอยออกมามองปัญหาห่างๆ ช่วยให้สมองประมวลผลได้ดีขึ้น ผู้นำเหล่านี้จะไม่ฝืนทำงานจนร่างกายหมดสภาพ แต่จะใช้การพักผ่อนเชิงกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนจากความพยายามให้กลายเป็นปัญญาแทน
ทักษะที่หายากและมีค่าที่สุดในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน คือการฟังอย่างลึกซึ้ง ผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ได้ฟังเพื่อเตรียมคำตอบสวนกลับ แต่ฟังเพื่อจับน้ำเสียง ความกังวล หรือความหวังที่ซ่อนอยู่
การฟังเช่นนี้สร้างพื้นที่แห่งความจริง และความเชื่อใจ ซึ่งเป็นรากฐานของความปลอดภัยทางจิตวิทยา เมื่อทีมรู้สึกว่าถูกรับฟังจริงๆ พวกเขาจะกล้าเสนอไอเดียที่บ้าบิ่นที่สุด หรือพูดถึงปัญหาที่แท้จริงออกมา ผู้นำที่เชี่ยวชาญทักษะนี้จึงไม่ได้แค่ได้รับข้อมูลที่ดีกว่า แต่พวกเขากำลังสร้างวัฒนธรรมที่นวัตกรรมสามารถเบ่งบานได้
ผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่ยังคงรักษา "ความสงสัยใคร่รู้" เอาไว้ได้ พวกเขาตั้งคำถามว่า "จะเป็นอย่างไรถ้า..." (What if?) หรือ "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?" (Why not?)
ในโลกธุรกิจที่มักเชิดชูความแน่นอน (Certainty) ผู้นำเหล่านี้กล้าที่จะพูดว่า "ฉันไม่รู้" และใช้มันเป็นคำเชิญชวนให้ทีมมาร่วมกันค้นหาคำตอบ ความสงสัยช่วยให้พวกเขายืดหยุ่นและเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
บทเรียนสำคัญจาก Natalie Nixon คือ ผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ได้แค่รู้อะไร แต่สำคัญที่ว่าพวกเขาขับเคลื่อนชีวิตอย่างไร
กิจวัตรทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การคิด การพัก การฟัง และการสงสัย ล้วนประกอบกันเป็นจังหวะที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไขว่คว้า แต่กลายเป็นความสามารถติดตัวที่เรียกใช้ได้เสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำที่ดีที่สุดไม่ได้บริหารแค่เวลาหรือพลังงานเท่านั้น แต่พวกเขาออกแบบพลังงานเพื่อให้พร้อมสำหรับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน
ที่มา: Inc.com
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด