ในโลกที่ให้คุณค่ากับ IQ วุฒิการศึกษา และความสำเร็จทางอาชีพ เรามักเข้าใจว่า 'ความโง่' คือการขาดสติปัญญา แต่ Carlo Cipolla นักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลี เสนอกรอบคิดที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สำหรับเขาความโง่ไม่ใช่ลักษณะนิสัย ไม่ใช่ระดับ IQ และไม่ใช่สถานะทางสังคม แต่เป็น รูปแบบของการกระทำที่ก่อความเสียหายโดยไร้เหตุผล
แนวคิดนี้ถูกอธิบายไว้ในงานคลาสสิกของเขา The Basic Laws of Human Stupidity โดยเฉพาะกฎข้อที่ 3 หรือที่มักเรียกว่า “กฎทอง” ซึ่งให้นิยามไว้ชัดเจนว่า
คนโง่ คือคนที่สร้างความเสียหายให้ผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย หรืออาจเสียหายไปด้วย

Cipolla เสนอโมเดลง่าย ๆ แต่ทรงพลัง โดยใช้กราฟ 2 แกน ได้แก่
เมื่อพล็อตพฤติกรรมลงไป จะเกิด 4 กลุ่มหลัก
1. Intelligent (คนฉลาด) – Win-Win
กลุ่มที่ทำให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นได้ประโยชน์ เช่น การสร้างนวัตกรรมที่ทำกำไรและยกระดับคุณภาพชีวิต หรือการเจรจาธุรกิจที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน คนกลุ่มนี้คือแรงขับเคลื่อนของสังคม
2. Helpless (ผู้เสียเปรียบ) – Win-Lose
คนที่ทำให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ แต่ตัวเองเสียหาย เช่น การเสียสละเกินกำลัง ยอมให้เอาเปรียบจนตนเองเดือดร้อน แม้ดูเป็นคนดี แต่ในเชิงโครงสร้าง พวกเขาทำให้สมดุลของตนเองพังลง
3. Bandit (โจร/ผู้ฉวยโอกาส) – Lose-Win
คนที่ยอมให้ผู้อื่นเสียหายเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ เช่น การโกง การคดโกง หรือการเอาเปรียบ โจรอันตราย แต่พอคาดเดาได้เพราะการกระทำมีตรรกะ โดยทำเพื่อเงิน อำนาจ หรือผลประโยชน์ส่วนตัว
4. Stupid (คนโง่) – Lose-Lose
กลุ่มที่อันตรายที่สุดตามนิยามของ Cipolla เพราะทำให้ทั้งตัวเองและคนอื่นเสียหาย เช่น การใช้อารมณ์ทำลายงานทั้งทีม การตัดสินใจประชดประชันจนองค์กรเสียโอกาส หรือการกระทำเล็ก ๆ ที่สร้างผลลัพธ์ใหญ่แบบไม่จำเป็น
โจรมีแรงจูงใจที่เข้าใจได้ เราจึงสามารถออกแบบกฎ ระบบ หรือกลไกป้องกันได้
แต่ 'คนโง่' ไม่มีตรรกะรองรับ การกระทำของเขาไม่ได้มุ่งกำไร ไม่ได้วางแผน และบางครั้งแม้แต่ตัวเขาเองก็อธิบายเหตุผลไม่ได้ ความคาดเดาไม่ได้นี้เองที่ทำให้ต้นทุนทางสังคมสูงกว่าการรับมือกับอาชญากรเสียอีก
Cipolla ยังเตือนด้วยว่า เรามักประเมินจำนวนคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ต่ำเกินไปเสมอ และความโง่ไม่ได้สัมพันธ์กับการศึกษา อาชีพ หรือสถานะใด ๆ
ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกำจัดคนโง่ให้หมดไป (เพราะตามกฎข้ออื่นของ Cipolla ความโง่เป็นค่าคงที่ในสังคม) แต่คือการทำให้ 'คนฉลาด' มีอำนาจและระบบสนับสนุนเพียงพอ เพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้ลุกลาม
เพราะในท้ายที่สุด ความเจริญของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีคนเก่งกี่คน แต่อยู่ที่ว่าเราควบคุมผลกระทบจากพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลได้ดีแค่ไหน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด