วิชาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic อยากอยู่ยาวอย่างมีความสุข ต้องเริ่มจากไม่ทำร้ายคนที่เรารัก

บนเวที 'มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม' อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจ จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่ออาจารย์เกลล์ เปิดเซสชันด้วยการชวนคนทั้งห้องยกมือเช็กอายุ ก่อนจะประกาศนิยามช่วงวัยแบบใหม่ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งงาน คนอายุ 40 ลงไปยังนับเป็นวัยรุ่น ช่วง 50 ถึง 60 คือวัยรุ่นตอนปลาย ส่วนคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จริง ๆ คือ 60 ปีขึ้นไป และคำว่าผู้สูงอายุก็ควรขยับไปเริ่มต้นที่ 100 ปีได้แล้ว

เหตุผลที่ต้องรื้อนิยามกันใหม่ก็เพราะเทคโนโลยีและการแพทย์ทำให้คนแข็งแรงขึ้นจริง ๆ เดี๋ยวนี้พอเจอคนอายุ 60 ทีไร หลายคนถึงกับตกใจเพราะนึกว่าเพิ่งจะ 40 และความรู้สึกแบบนี้ก็สอดคล้องไปหมดกับวิธีที่เราใช้ชีวิตประจำวัน เป้าหมายของคนรุ่นนี้เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเก็บไปทำไม วันนี้มีคำใหม่เข้ามาในชีวิตมนุษย์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา นั่นคือ Longevity

เมื่อ Longevity ไม่ได้แปลว่าแค่อยู่นาน แต่ต้องอยู่อย่างมีคุณภาพ

อาจารย์เกลล์ชี้ว่า ที่คำว่า Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพกลายเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันมากขึ้น มาจากสองสาเหตุ หนึ่งคือเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น และสองคือความรู้สึกลึก ๆ ที่ว่า 'เรายังตายไม่ได้'

คนที่รู้สึกว่าตัวเองยังตายไม่ได้มีอยู่ไม่กี่แบบ แบบแรกคือคนที่มีเงิน เพราะยังใช้ไม่หมด แบบที่สองคือคนที่มีห่วง ไม่ว่าจะห่วงพ่อ ห่วงแม่ ห่วงลูก หรือห่วงหลานที่เป็นห่วงผูกใจที่สุด และแบบที่สามคือคนที่มีความสุข เพราะไม่มีใครที่กำลังมีความสุขแล้วอยากจากโลกนี้ไปเร็ว ๆ

ประเด็นสำคัญคือ คนยุคนี้ไม่ได้อยากแค่อยู่ให้นานเฉย ๆ แต่อยากอยู่อย่างมีคุณภาพด้วย และนี่คือจุดที่อาจารย์เกลล์ฝากข้อคิดไว้แรง ๆ ว่าทุกอย่างต้องเริ่มที่ตัวเราเอง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่หลักศาสนาพุทธสอนว่า 'ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน' เพราะถ้าวัดกันที่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือเงินสนับสนุนเด็กแล้ว ตัวเลขที่ได้รับนั้นน้อยจนแทบจะพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่พอจะพึ่งได้จริงจึงเหลือเพียงตัวเรา และนอกจากมีเงินแล้วก็ยังไม่พอ เราต้องมีร่างกายที่แข็งแรงควบคู่ไปด้วย เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงและจิตใจแข็งแรง ชีวิตก็มีความสุขได้ง่ายขึ้นมาก

สุขภาพกายเราเลือกได้ แต่สุขภาพใจเราเลือกไม่ได้

อาจารย์เกลล์ตั้งคำถามที่หลายคนแอบสะดุ้ง ทำไมเราถึงกินชานมไข่มุก กินน้ำตาล กินของหวาน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันทำให้อ้วน คำตอบทางจิตวิทยานั้นตรงไปตรงมา เพราะเรามักกินของพวกนี้เวลาเครียด ตั้งแต่ก้าวเท้าเดินไปซื้อ เราก็แอบบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกาย แต่ในความจริงคือตอนนั้นเราแค่ไม่ไหว และอยากได้อะไรสักอย่างมาผ่อนคลายใจ

เวลาเครียด เราจึงมักอนุญาตให้ตัวเองทำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งกินของหวาน ทั้งไถฟีด TikTok เพื่อคลายเครียด พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้แหละที่ค่อย ๆ พาเราไปสู่ปัญหาสุขภาพ แต่ข่าวดีคือมันเป็นเรื่องที่ 'เลือกได้' สมมติมีชานมไข่มุกวางอยู่ตรงหน้า เราจะไม่กินก็ได้ หรือจะกินแค่คำเดียวก็ได้ พฤติกรรมต่อสุขภาพกายจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในมือเรา

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราเลือกไม่ได้ นั่นคือสุขภาพจิต เพราะตราบใดที่ยังใช้ชีวิตตามปกติ ความ Toxic ความกดดัน และความเครียดจะค่อย ๆ ไหลเข้ามาแบบที่เรามองไม่เห็น และผลักออกไปไม่ได้เหมือนผลักจานชานมไข่มุก ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน เราก็ควบคุมคนอีกคนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วยไม่ได้ บางครั้งเราเผลอ Toxic ใส่กัน เผลอทำร้ายกันไปมาโดยไม่รู้ตัว สุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องที่ควบคุมยากที่สุด และหนึ่งในเรื่องที่คนจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ก็คือเรื่องความสัมพันธ์

ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว และความสัมพันธ์คือเครื่องมือเดียวของมนุษย์

ถ้าถามว่าความสัมพันธ์สำคัญกับมนุษย์แค่ไหน อาจารย์เกลล์อธิบายว่า มนุษย์ไม่ได้มีฟังก์ชันพิเศษอะไรเลย เราพ่นไฟไม่ได้ ไม่มีปีกให้บิน ไม่มีพิษไว้ป้องกันตัว สิ่งเดียวที่เป็นเครื่องมือให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้คือความสัมพันธ์ เวลาเจอสิงโต เราสู้ตัวคนเดียวไม่ได้ แต่เราเรียกคนอีกสองคนมาช่วยรุมได้ เวลาเจอปัญหา เราก็เรียกคนอื่นมาช่วยได้ นั่นคือพลังของการอยู่ร่วมกัน

อาจารย์เกลล์ย้ำหลักที่ใช้กันมานานว่า 'ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว' เสมอ เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงดีแต่ใจเครียดจัด กดดันจัด เราก็ขยับร่างกายดี ๆ นั้นไปทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าใจแข็งแรง ต่อให้ต้องใช้วีลแชร์ก็ยังไปได้ทุกที่ อาจารย์เกลล์ถึงกับบอกทีมงานเสมอว่าจะทำงานไปจนกว่าวาระจะมาถึง สิ่งเดียวที่ร่างกายต้องการคือสมอง ส่วนอื่นพิการได้แต่ขอให้สมองยังไม่พิการ เพราะสมองคือต้นตอของทั้งความทุกข์และความสุข

เมื่อเรารู้ว่าเครื่องมือของมนุษย์คือความสัมพันธ์ Longevity ที่แท้จริงจึงประกอบด้วยสามเรื่อง ได้แก่ สุขภาพกายที่ดี สุขภาพใจที่ดี และความสัมพันธ์ที่ดี

ยิ่งมีคนในชีวิตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสทุกข์มากเท่านั้น

มีงานวิจัยที่ศึกษาว่าอะไรทำให้มนุษย์มีความสุข ผลออกมาว่าถ้ามนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ดี มนุษย์ก็จะมีความสุข ลองสังเกตตัวเองในเช้าวันธรรมดา ขับรถออกไปแล้วโดนปาดหน้า ความสัมพันธ์กับคนคันนั้นไม่ดีขึ้นมาทันที เราหงุดหงิด พอถึงที่ทำงาน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ให้จอดที่เดิม เราก็หงุดหงิดอีก เดินเข้าไปเจอเจ้านายที่ไม่ยิ้มให้ทั้งที่เราไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด เราก็รู้สึกแย่ ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะกับใครจึงส่งผลต่อความรู้สึกของเราโดยตรง และความสัมพันธ์ที่แย่ก็นำมาซึ่งความทุกข์

อาจารย์เกลล์เล่าถึงบทสนทนากับเพื่อนที่กำลังทุกข์หนัก เมื่อเพื่อนถามกลับว่าตัวอาจารย์เกลล์เองมีความทุกข์ไหม คำตอบคือทุกข์น้อยลง เพราะมีคนเหลืออยู่ในชีวิตไม่มาก และไม่ได้ใช้ชีวิตติดต่อกับคนเยอะ ๆ นั่นแปลว่ายิ่งเรามีคนในชีวิตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าให้ตัดคนออกจากชีวิต เพราะคนที่ยังเหลือสัมพันธ์กับเราก็มักเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง ลูก คู่ชีวิต ไปจนถึงอากงอาม่า ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ดี อาจารย์เกลล์เล่าด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า ในฐานะคนที่พ่อแม่จากไปหมดแล้ว ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากมีท่านอยู่ ของบางอย่างถึงมีแล้วอาจดูไม่มีประโยชน์ แต่มันมีผลทางจิตใจมหาศาล ความสัมพันธ์กับคนที่เรารักจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่บ่อยครั้งมันกลับกลายเป็นความขัดแย้ง เพราะเราไม่เข้าใจกัน หรือบางทีก็เพราะรักมาก ห่วงมาก และอยากช่วยมากเกินไปต่างหาก

ผู้หญิงกับผู้ชายรับมือกับความขัดแย้งไม่เหมือนกัน

เวลาใครสักคนเดินเข้ามาเล่าปัญหา สิ่งที่อีกฝ่ายมักทำคือรีบเสนอวิธีแก้ทันที หนึ่งสองสามสี่ ทั้งที่คนเล่าแค่อยากบอกให้ฟัง แต่คนฟังกลับอยากช่วยเต็มที่ ความขัดแย้งจึงเริ่มขึ้น จากที่เริ่มต้นด้วยความรัก สุดท้ายลงเอยที่สงคราม งอนกัน ไม่มองหน้ากัน ไม่กินข้าวร่วมกัน

อาจารย์เกลล์เสริมว่ารูปแบบการเผชิญหน้ายังต่างกันตามเพศด้วย ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นสายเคลียร์ เวลาทะเลาะต้องได้คุยให้จบก่อนถึงจะสบายใจ ส่วนผู้ชายมักไม่ชอบความขัดแย้ง อยากให้ทุกอย่างโอเคไว ๆ เพราะรับมือกับอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ไหว และคาดเดาได้ว่าเคลียร์ไปก็จบที่ตัวเองรับผิด จึงเลือกเดินหนีไปก่อนเพื่อให้สถานการณ์สงบ การเข้าใจความต่างตรงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันโดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์เป็นพิษ

5 พฤติกรรมที่เผลอทำแล้วทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นพิษ

อาจารย์เกลล์สรุปพฤติกรรมที่ทำให้ความสัมพันธ์ Toxic แบบที่เรามักทำไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อเตือนให้อย่างน้อยเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่เริ่มทำร้ายความสัมพันธ์ก่อน

1. รีบแนะนำก่อนจะฟังให้จบ

เมื่อมีคนมาเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นลูก คู่ชีวิต หรือพ่อแม่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือฟังให้จบ แล้วค่อยถามกลับว่าเขาต้องการอะไร อยากให้ช่วยไหม อยากได้คำแนะนำไหม อยากได้มุมมองเพิ่มไหม หรือแค่อยากระบาย เพราะคนที่เลือกเดินมาหาเราแปลว่าเขาให้ความสำคัญกับใจของเรา เพียงแต่หลายครั้งเราอินมากเกินไป มีอารมณ์ร่วม และอยากช่วยเต็มที่จนลืมถามว่าเขาต้องการความช่วยเหลือนั้นจริงหรือเปล่า

2. การเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ดูคนนั้นสิ ดูบ้านนี้สิ ดูคนโน้นสิ พอถูกเปรียบเทียบ คนฟังจะรู้สึกเหมือนถูกกดให้ต่ำลง เหมือนถูกตำหนิ โดยเฉพาะกับเด็ก เพราะพ่อแม่มักเปรียบเทียบลูกกับคนที่ดีกว่า ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และคุณค่าในตัวเองถูกลดทอนลง ทางที่ดีคือใช้ตัวตนของคนคนนั้นเป็นจุดตั้งต้นในการรับฟังและให้คำแนะนำ ไม่ต้องเอาไปวัดกับใคร

3. การเอามาตรฐานของตัวเองไปตัดสิน

เวลาใครมาปรึกษา เราไม่ควรตอบจากมุมของเราเองว่าในฐานะของเราคิดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องเอาตัวเองไปสวมในรองเท้าของเขา มองผ่านแว่นของเขา เพราะบางครั้งคนคนนั้นยังไม่อยากออกมาจากปัญหา เขาแค่อยากร้องไห้ อยากอยู่ตรงนั้นต่ออีกสักพัก การที่เรารีบเอาประสบการณ์ของตัวเองไปยัดให้ จะทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่เข้าใจ และเกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์

ประโยคที่อันตรายที่สุดในหมวดนี้คือคำว่า 'เรื่องมันแค่นี้เอง' ซึ่งอาจารย์เกลล์เรียกว่าเป็นการถูกตำหนิแบบเลือดเย็นที่สุด เวลาเรากำลังเสียใจ ใครพูดประโยคนี้ก็โกรธหรือเจ็บได้ทันที และน้ำหนักความรู้สึกก็ต่างกันด้วย ถ้าคู่ชีวิตพูดเราจะโกรธ แต่ถ้าพ่อแม่พูดเราจะเสียใจ คำว่าเรื่องแค่นี้จึงเท่ากับบอกอีกฝ่ายว่าเรื่องของเขาไม่สำคัญ ทั้งที่การเลือกมาเล่าให้เราฟังแปลว่าเราคือคนสำคัญสำหรับเขา

4. การพูดตอกย้ำจุดอ่อน

ข้อเสียของการสนิทและใกล้ชิดกันมากคือเรารู้จุดอ่อนของอีกฝ่ายดีเกินไป และเผลอแทงเข้าไปตรงจุดนั้นในจังหวะที่เขากำลังตกต่ำที่สุด ด้วยประโยคทำนองว่า 'ฉันว่าแล้วว่าเธอทำไม่ได้' หรือ 'ฉันว่าแล้วว่าเธอต้องถอย' คำพูดแบบนี้เจ็บ จุก และจบ เปลี่ยนหนังรักให้กลายเป็นหนังสงครามได้ในพริบตา

5. การรักแบบควบคุม

ความรักที่มาพร้อมการควบคุมเริ่มได้ตั้งแต่วันแต่งงาน ตั้งกฎเรื่องโฟมล้างหน้า เรื่องฝาชักโครก เรื่องการแยกตะกร้าผ้าจนละเอียดยิบ ทั้งหมดนี้คือการไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีพื้นที่หรือได้เป็นตัวของตัวเองโดยไม่รู้ตัว และเมื่อควบคุมคู่ชีวิตได้ ก็มักลามไปควบคุมลูก ส่วนคนที่ควบคุมยากที่สุดและเป็นคนสุดท้ายที่เรากล้าไปยุ่งคือพ่อแม่ของเราเอง

ตัวอย่างที่อาจารย์เกลล์ยกขึ้นมาคือการพาพ่อแม่วัย 80 ปีนั่งรถ 12 ชั่วโมงไปเที่ยวต่างจังหวัด ด้วยความเชื่อว่านี่คือความสุข ทั้งที่ความจริงอาจทรมานผู้สูงอายุมากทั้งเรื่องเมื่อยล้าและเรื่องห้องน้ำ ความสุขแบบที่เรายัดเยียดให้อาจไม่ใช่ความสุขของท่าน ทางที่ดีคือถามก่อนว่าท่านอยากถูกพาไปแบบนั้นไหม และความสุขของท่านคืออะไรกันแน่ อาจารย์เกลล์ทิ้งท้ายข้อนี้ด้วยคำถามที่เจ็บแต่จริง ในเมื่อเรายังควบคุมตัวเองให้ผอมหรือให้เลิกกินชานมไข่มุกไม่ได้เลย แล้วทำไมเราถึงพยายามเหลือเกินที่จะให้คนอื่นเป็นในแบบที่เราอยากให้เป็น

อยากให้คนอยากฟัง ต้องยิ้ม ฟัง แล้วรอให้เขาถาม

คำถามต่อมาคือแล้วผู้ใหญ่ควรทำตัวอย่างไร อาจารย์เกลล์ย้ำก่อนว่าคน 60 ปีขึ้นไปคือบุคคลที่เลอค่ามากในเรื่องประสบการณ์ ทักษะ และความรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ และไม่ควรถูกเรียกว่าป้าหรือยายตั้งแต่อายุยังน้อย

วิธีทำให้คนรุ่นใหม่อยากเดินเข้ามาฟังนั้นง่ายกว่าที่คิด เริ่มจากทำตัวให้เป็นมิตรด้วยการยิ้มก่อนโดยไม่ต้องรีบพูด ต่อมาคือการฟัง ถึงเรื่องที่เขาเล่าจะฟังดูไม่เข้าหัวก็แค่ยิ้มและหัวเราะไปกับเขา เท่านี้ก็เป็นเพื่อนสนิทกันได้แล้ว และข้อที่สำคัญที่สุดคือการรอจังหวะ การพูดจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อพูดถูกจังหวะ ซึ่งจังหวะนั้นคือตอนที่เขาเล่าจบแล้วหันมาถามเองว่า 'ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะทำยังไง' นั่นคือจังหวะที่เขาจะตั้งใจฟัง และคำตอบของเราจะถูกเก็บไปคิดต่อ สรุปสั้น ๆ คือหนึ่งยิ้ม สองฟัง สามรอให้ถาม

อาจารย์เกลล์แยกให้เห็นความต่างระหว่าง 'การได้ยิน' กับ 'การฟัง' การได้ยินคือเสียงเข้าหูเฉย ๆ ส่วนการฟังหมายถึงการเก็บไว้พิจารณา ท่าทีและจังหวะของผู้รับฟังจึงสำคัญมาก และคำว่าเรื่องแค่นี้เองต้องตัดทิ้งไปเลย เพราะปัญหาของใครก็เป็นเรื่องใหญ่ของคนนั้นเสมอ เด็กอายุ 8 ขวบที่มีสิวหนึ่งเม็ดหรือถูกล้อว่าฟันเหยินก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เมื่อตั้งทัศนคติได้ว่าปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ของเจ้าของปัญหาเสมอ เราก็จะเข้าใจว่าการที่เขาเลือกมาเล่าให้เราฟังแปลว่าเราคือคนที่เขาไว้ใจที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรภูมิใจ

ไม่มีอาชีพไหนมั่นคง แต่ความมั่นคงข้างในสร้างได้

อีกหนึ่งความกังวลของยุคนี้คือเรื่องงานที่ไม่มั่นคง โลกการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว อาชีพใหม่ ๆ อย่างอินฟลูเอนเซอร์ นักเล่าเรื่อง และคอนเทนต์ครีเอเตอร์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หมอ ตำรวจ พยาบาล นักบัญชี หรือวิศวกรอีกต่อไป ถ้าใครมีแพสชันกับอะไรสักอย่าง สมมติว่าชอบถุงเท้ามาก เขาก็สามารถสร้างอาชีพจากถุงเท้าได้จริง ทั้งเล่าเรื่องและขายของที่ตัวเองรัก

อาจารย์เกลล์ชี้ว่าโควิดสอนเราแล้วว่าไม่มีอาชีพไหนบนโลกที่มั่นคงร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่ข้าราชการหรือหมอก็ยังต้องดิ้นรน สิ่งที่มั่นคงจริงจึงไม่ใช่ตัวอาชีพ แต่เป็นความรู้สึกมั่นคงจากข้างใน ดังนั้นถ้าลูกอยากเป็นอะไรแล้วยังรู้สึกไม่มั่นคง หน้าที่ของเราคือช่วยเสริมให้เขามั่นคงขึ้น เพื่อให้เขามีสิ่งที่ใช้ประคองชีวิตต่อไปได้

ความเปิดกว้างคือกุญแจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องชีวิต หรือเรื่องความรัก ถ้าเรารับฟังได้โดยไม่ห่วงจนเกินไป และรอให้เขาถามก่อนจึงค่อยแสดงความเห็นบนหลักเหตุและผล ทั้งข้อดีข้อเสียและประโยชน์ ลูกก็จะฟัง คู่ชีวิตก็จะฟัง แต่เมื่อไหร่ที่เราใช้อารมณ์ตัดสินเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจ เมื่อนั้นปัญหา Toxic ก็จะเกิดขึ้น เพราะถ้าเขามาคุยแล้วเรารีบแนะนำ เขาจะถอย ถ้าเขาคุยแล้วเรารีบตัดสิน เขาจะหยุด ทางออกจึงมีแค่รับฟัง รักษาระยะห่าง และรอจังหวะที่ดี

เป็นผู้ใหญ่ที่ Gen Z อยากเข้าหา

ในมุมของช่องว่างระหว่างวัย เจเนอเรชัน Z (Gen Z) มองว่าผู้ใหญ่อย่างเจเนอเรชัน X (Gen X) ชอบบงการชีวิต ส่วนเจเนอเรชัน X และเจเนอเรชัน Y (Gen Y) ก็มองว่า Gen Z ไม่ค่อยได้เรื่อง ทั้งที่จริง Gen Z เก่งมาก ดูอย่างเรื่องการใช้สมาร์ตโฟนหรือความคล่องตัวในชีวิตประจำวันก็ได้

อาจารย์เกลล์แนะว่าผู้ใหญ่ต้องทำให้ Gen Z รู้สึกว่าพึ่งพาเราได้บ้าง ด้วยการเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลก เข้าใจประเทศ เข้าใจเจเนอเรชันของเขา และเป็นเพื่อนเขาได้ ต้องทำให้เขารู้สึกว่ายังเป็นตัวของตัวเองได้ เราไม่บงการแต่ชี้แนะ และรอให้เขามาปรึกษาก่อน เมื่อนั้นคุณค่าและคำแนะนำของเราจะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อความรู้สึกของเขาจริง ๆ

ความสัมพันธ์ที่ดีคือเครื่องมือดูแลใจให้อยู่ยาวอย่างมีความสุข

อาจารย์เกลล์สรุปทิ้งท้ายว่า การฟังสำคัญ การพึ่งพากันก็สำคัญ ถ้าเราเริ่มที่ตัวเองก่อน ปรับใจและปรับตัว ความสัมพันธ์ก็จะกลายเป็นเรื่องดีที่สร้างความสุขให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง การถูกดุหรือการผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จึงไม่ควรหยุดเรียนรู้

และข้อสรุปที่ใหญ่ที่สุดก็คือ มนุษย์หนึ่งคนจะไม่มีคุณค่าเลยถ้าไม่มีมนุษย์คนอื่นคอยสนับสนุนและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เพราะเราคือสัตว์สังคมที่ต้องรวมกลุ่มกันถึงจะอยู่รอด ความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นทั้งเครื่องมือที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต และเป็นสิ่งที่ทำให้ความสุขนั้นถูกเกื้อกูลและส่งต่อกันไป การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละคนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี คือวิชาสำคัญของการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic และดูแลจิตใจให้อยู่ร่วมกันไปได้ยาว ๆ อย่างมีความสุข

ที่มา: เรียบเรียงจากเซสชัน 'วิชาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ Toxic' โดย อลิสา รัญเสวะ (อาจารย์เกลล์) นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยา ภายในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 'ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม'

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Anthropic องค์กรที่เชื่อว่า ‘ความซื่อสัตย์ต่อความไม่รู้’ สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ

เจาะลึก 3 DNA คนทำงานที่ Anthropic มองหา ทำไมผู้สร้าง Claude Code ถึงให้ค่าคนที่กล้ายอมรับว่าไม่รู้ และมีอีโก้ต่ำ มากกว่าคนที่เขียนโค้ดเก่งเพียงอย่างเดียว...

Responsive image

งานเพิ่มขึ้น แต่ทำไมคนยังหางานยาก? เจาะลึกตลาดแรงงาน เมื่อทักษะเดิมอาจไม่ตรงกับงานที่กำลังโต

ถ้าดูตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจะเห็นว่าออกมาค่อนข้างดูดี เพราะมีอัตราการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานคงที่อยู่ที่ 4.3% แต่คนหางานหรื...

Responsive image

ผลวิจัย 60 ปีเผยสาเหตุหลัก ของ Burnout คือ ‘หน้าที่จับฉ่าย’ ทำหลายอย่าง แต่ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องเหนื่อยเดาใจเสมอ

เผยผลวิจัย 60 ปีจากคนทำงานเกือบ 8 แสนคน ชี้ตัวการอันดับ 1 ที่ทำให้ออฟฟิศหมดไฟ ไม่ใช่งานล้นมือ แต่คือ 'ความคลุมเครือในหน้าที่' ที่ทำพนักงานต้องเสียพลังงานสมองไปกับการนั่งเดาใจองค์กร...