ถอดวิสัยทัศน์ 10 ปี คมสันต์ แซ่ลี ปั้น 100 แบรนด์ ยอมเจ๊ง 90% เพื่อเป้าหมายแสนล้าน

"เห็นแบบนี้ผมไม่ได้เชียร์จีน แต่ผมคือคนที่เรียนรู้จากเขา เพื่อหาที่ยืนที่ดีที่สุดให้คนไทย"

ประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังจาก คมสันต์ แซ่ลี CEO แห่ง Flash Group ในวงสนทนาร่วมกับ ธนา เถียรอัจฉริยะ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมชายหนุ่มผู้สร้าง Unicorn ตัวแรกของไทย ถึงเลือกพาตัวเองไปฝังตัวอยู่ในเมืองจีนนานนับเดือน

สิ่งที่เขาค้นพบไม่ใช่เพียงแค่ทางรอดของธุรกิจขนส่ง แต่มันคือการถอดรหัสกติกาใหม่ของโลกที่จีนกำลังเป็นผู้เขียน และโอกาสที่คนไทยจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในจักรวาลที่กำลังขยายตัวนี้

บทเรียนที่ 1: เมื่อกติกาถูกเขียนโดย ‘ผู้คุมประตู’

คุณคมสันต์ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกอีคอมเมิร์ซว่าไม่ได้อยู่ในยุค "ใครใคร่ค้าค้า" อีกต่อไป แต่เข้าสู่ยุค Platform Sovereignty หรืออธิปไตยของแพลตฟอร์ม ยอดขายกว่า 90% ถูกคุมโดยยักษ์ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็น Gatekeeper ซึ่งบีบให้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเดินตามกติกา

สิ่งที่ Flash พบคือ อำนาจการเลือกขนส่ง ถูกดึงไปอยู่ที่แพลตฟอร์มโดยสมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่คุณคมสันต์ต้องขยับตัวจากการเป็นเพียงท่อส่งพัสดุไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้คน เขาเรียนรู้ว่าในวันที่ตัวกลางใหญ่ขึ้น ผู้เล่นตัวเล็กจะรอดได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจตัวเอง และมีความเป็นมืออาชีพมากพอที่จะเข้าไปอยู่ในสายตาของยักษ์ใหญ่เหล่านั้น

บทเรียนที่ 2: วิชาจีนสมัยใหม่

หนึ่งใน Insight ที่น่าสนใจที่สุดคือภาพจำที่เปลี่ยนไปของนักธุรกิจจีน คุณคมสันต์เล่าว่าคนจีนรุ่นใหม่ ที่เขาทำงานด้วยในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ไม่ใช่นักธุรกิจสายดื่มที่เน้นกวนซีแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

"ลืมภาพการล้อมวงดื่มเหล้าเพื่อปิดดีลไปได้เลย" เขาบอกว่าจีนสมัยใหม่พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว จบมหาวิทยาลัยระดับโลก และทำงานด้วยความเร็วระดับที่คนไทยอาจจะช็อก เขาเล่าถึงบรรยากาศที่ทีมงานจีนโทรหาตอนสี่ทุ่มเพื่อประชุมด่วนและขออนุมัติงบการตลาดเพิ่ม 10 ล้านบาทสำหรับแคมเปญที่จะเริ่มในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที

ความเร็วระดับมิลลิวินาทีนี้เองที่เป็นสกุลเงินใหม่ในการเจรจา ถ้าเราช้ากว่าเขาเพียงก้าวเดียว เขาจะมองว่าเรา ‘ไม่ใช่ตัวจริง’ และมองข้ามไปหาพาร์ทเนอร์คนอื่นทันที ดังนั้น สำหรับเขาความช้าคือความประมาทที่ร้ายแรงที่สุด

บทเรียนที่ 3: ดีลแสนล้าน 30 นาที

นี่น่าจะเป็นเรื่องเล่าที่ใคร ๆ ไม่เคยรู้ นั่นคือการดึง Chagee แบรนด์ชานมพรีเมียมสัญชาติจีน ที่มีมูลค่าในตลาด NASDAQ สูงถึง 2 แสนล้านบาท กับยักษ์ใหญ่ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของวงการสินค้าอุปโภคบริโภคไทยอย่าง เครือสหพัฒน์

หลายคนอาจจินตนาการถึงการเจรจาที่ยืดเยื้อนับเดือน แต่คุณคมสันต์เผยว่าดีลนี้ปิดจบได้ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการปะทะกันของวิสัยทัศน์ที่แหลมคม

ในวันนั้น ฝั่ง Chagee พกความกังวลสำคัญข้ามพรมแดนมาด้วย คือเรื่อง ‘มาตรฐานและภาพลักษณ์’ เพราะในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอาหารของจีน ความผิดพลาดเรื่องคุณภาพเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการล่มสลายของแบรนด์ เมื่อพวกเขาตัดสินใจบุกไทย สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่เงินทุน แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ที่สุด

วินาทีสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารฝั่งจีนยิงคำถามถึงหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของเครือสหพัฒน์ ซึ่งคำตอบไม่ใช่เรื่องของตัวเลขกำไร สไลด์แผนธุรกิจ มีเพียงตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นและกึกก้องว่า “Quality... Quality and Quality”

คุณคมสันต์เล่าต่อว่า คำว่า คุณภาพเพียงคำเดียวจากปากผู้ใหญ่ที่คุมอาณาจักรอาหารของไทย มีน้ำหนักยิ่งกว่าเอกสารพรีเซนต์เทชันพันหน้า เพราะนี่คือการการันตีด้วยบารมีที่สะสมมานาน และสหพัฒน์ไม่ได้มาแค่ตัวเปล่า แต่มาพร้อมยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในฐานะเจ้าตลาด:

เรามี มาม่า เป็นที่หนึ่งในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทย เรามี ฟาร์มเฮ้าส์ เป็นเบอร์หนึ่งในโลกของขนมปัง และถ้าเราจะเลือกทำเครื่องดื่มสักตัว เราก็เชื่อมั่นใน Chagee ที่ของเครื่องดื่มจาดจีน มาเป็นที่หนึ่งของตลาดชานมในไทยด้วยเช่นกัน

แต่สิ่งที่ทำให้นักธุรกิจจีนระดับโลกถึงกับยอมรับในสปิริต คือตอนที่ต้องตกลงเรื่องเม็ดเงินลงทุน โครงการนี้ต้องการเงินสดตั้งต้นสูงถึง 1,400 ล้านบาท ในขณะที่นักธุรกิจทั่วไปอาจจะเสนอให้ทยอยจ่ายตาม Milestone หรือดูผลงานรายปี แต่คุณพิพัฒน์กลับตัดสินใจแบบสิงห์ปืนไว ว่า "เราเติมเข้าไปรอบเดียวเลยครับ คุณจะได้รู้ว่าเรามั่นใจหรือเปล่า"

การวางเงินก้อนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ คือการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่เสียงดังที่สุด มันบอกกับ Chagee ว่าสหพัฒน์ไม่ใช่แค่คนทำธุรกิจร่วมกัน แต่คือคนที่ "ลงเรือลำเดียวกัน" อย่างเต็มตัว การกระทำที่เด็ดขาดและหนักแน่นนี้เองที่ทำให้ดีลแสนล้านจบลงได้ในเวลาที่สั้นกว่าการจิบชานมหนึ่งแก้วเสียอีก

บทเรียนที่ 4: เดิมพัน 10 ปี กับความฝันแสนล้านบนซากปรักหักพังของความล้มเหลว

คุณคมสันต์ แซ่ลี มีประโยคหนึ่งที่กระตุกความคิดคนฟังให้กลับมาตระหนักถึงความดุดันในแบบฉบับของ Unicorn สายบู๊ เมื่อเขาเผยถึงวิสัยทัศน์ในทศวรรษหน้าว่า เขาไม่ได้มองหาความสำเร็จแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขากำลังมองหา "หนึ่งเดียวที่จะเปลี่ยนโลก"

"ผมมีความฝันว่าภายใน 10 ปี ผมจะสร้างแบรนด์ขึ้นมา 100 แบรนด์ ซึ่งผมเชื่อว่า 90% ของมันจะเจ๊งแน่ๆ" นี่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการยอมรับความจริงของโลกธุรกิจยุคใหม่ที่คุณคมสันต์กลั่นกรองออกมาอย่างตกผลึก เขารู้ดีว่าการจะสร้างแบรนด์ให้ไปถึงระดับโลกในยุคที่การแข่งขันสูงลิ่วแบบนี้ การลองผิดลองถูกเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ตัวเลข 100 แบรนด์ จึงไม่ใช่แค่จำนวน แต่มันคือโอกาสในการเรียนรู้ที่เขากล้าแลกด้วยทรัพยากรที่มี

ซึ่งคุณคมสันต์คาดหวังว่าจะมี 10 แบรนด์ที่รอดชีวิต และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ในเป้าหมายนี้เขาขอแค่ 1 แบรนด์ที่มีมูลค่าทะลุ 100 ล้านบาท และในวันนั้นเขาจะต้องมีเงินถึง 100,000 ล้านบาทให้ได้

เหตุผลที่คุณคมสันต์มั่นใจในเป้าหมายแสนล้านนี้ เพราะเขาเห็นตัวอย่างจากธุรกิจ IP Card ในจีนที่เปลี่ยนกระดาษให้กลายเป็นทองคำได้ในเวลาเพียงข้ามปี หากแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวสามารถเข้าไปครองใจประชากรพันล้านคนในจีนและขยายไปทั่วโลกได้สำเร็จ ตัวเลขแสนล้านก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

คุณคมสันต์หยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง โมเดลธุรกิจ IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกแปรสภาพให้อยู่ในรูปแบบของ IP Card (Collectible Cards)

เขาเล่าถึงปรากฏการณ์ของบริษัท Kayou ในประเทศจีน ที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าจินตนาการมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน เมื่อบริษัทนี้สามารถทำรายได้สูงถึง 60,000 ล้านบาท และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเป็นกำไรสุทธิถึงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงปีเดียว นี่คือธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงลิ่ว เพราะต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่กระดาษหรือการพิมพ์ แต่มันคือความคลั่งไคล้ที่ผู้คนมีต่อตัวละคร

คุณคมสันต์ตั้งคำถามต่อการส่งออกของไทยว่า "ทำไมเราไม่เอา Soft Power ไทยมาใส่ในโมเดลนี้บ้าง?"

เขามองเห็นศักยภาพของไอคอนิกไทยที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลกอย่าง "หมีเนย" (Butterbear) หรือแม้แต่ตัวละครในวรรณคดีไทยที่มีเอกลักษณ์ลุ่มลึก หากนำมาผ่านกระบวนการเจียระไนใหม่ โดยใช้โรงงานผลิตและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน IP โดยเฉพาะ เราจะสามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าของคนไทยให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่คนทั่วโลกต้องแย่งกันสะสม

เวลาผมอยู่กับคนจีน ผมจะย้ำกับเขาเสมอว่า ผมคือคนไทยที่พูดภาษาจีนได้ดี และผมเป็นคนไทยที่เข้าใจคนไทยมากที่สุด... แต่เมื่อผมกลับมาอยู่กับคนไทย ผมคือคนไทยที่เข้าใจคนจีนอย่างถ่องแท้ที่สุดเช่นกัน

ประโยคทิ้งท้ายของคุณคมสันต์มันคือการนิยามกลยุทธ์ The Connector ที่ลึกซึ้งที่สุด

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความระแวงและการปะทะกันของวัฒนธรรม คุณคมสันต์เลือกที่จะวางตัวเองเป็นสะพานที่มั่นคงที่สุด เมื่อเขายืนอยู่บนแผ่นดินมังกร เขาคือตัวแทนของความน่าเชื่อถือที่การันตีว่าเขาคือคนที่กุมหัวใจและพฤติกรรมของคนไทยไว้ในมือ แต่เมื่อเขากลับมาเหยียบแผ่นดินไทย เขาคือผู้ถอดรหัสความคิดมังกรที่พร้อมจะบอกพาร์ทเนอร์ชาวไทยว่ากติกาเปลี่ยนไปแล้ว และเราต้องวิ่งให้ทัน ดังนั้น ถ้าจีนเปลี่ยนกระดาษเป็นทองคำได้ ไทยก็เปลี่ยน Soft Power เป็นแสนล้านได้เหมือนกัน

ข้อมูลจาก Session เจาะลึกจักรวาล F&B กับ คมสันต์ แซ่ลี ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ต้องสำเร็จก่อนอายุ 30 เส้นตายที่กำลังกัดกินสังคม อาจสร้างคนแบบ ‘เอลิซาเบธ โฮล์มส์’

เมื่อคำว่า ‘อายุน้อย’ โดยเฉพาะอายุ 30 ถูกใช้เป็นแต้มต่อจนเกิดคดีฉ้อโกงซ้ำซาก ตั้งแต่ Elizabeth Holmes ถึง Gökçe Güven บทเรียนสำคัญ...

Responsive image

3 คำถามสัมภาษณ์งาน ที่ HR ใช้ดู ‘ตัวตน’ ผู้สมัครว่าเข้ากับทีมได้หรือไม่

การสรรหาคนที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำ การมีพนักงานที่มี talent เป็นความได้เปรียบทางแข่งขันที่แข็งแกร่งและช่วยให้องค์กรสร้างผลลัพธ์และวัฒนธรรมที่ productive และ ...

Responsive image

‘AI ทำงานแทนคนมากขึ้น แต่คนกลับเหนื่อยกว่าเดิม’ รู้จักภาวะ AI Brain Fry เมื่อคนใช้ AI มากไปจนสมองล้า อีกด้านของ AI ที่องค์กรต้องระวัง

งานวิจัย Harvard Business Review เผยปรากฏการณ์ “AI Brain Fry” เมื่อการใช้ AI มากเกินไปทำให้เกิด Mental fatigue เพิ่ม Decision fatigue และอาจลด Productivity ในที่ทำงาน...