
กลางรายการ Squawk Box ของ CNBC เมื่อ Andrew Ross Sorkin เกริ่นว่าสตาร์ทอัพ Project Prometheus ของ Jeff Bezos นั้น 'จริง ๆ แล้วเป็นเรื่อง AI หุ่นยนต์' ผู้ก่อตั้ง Amazon กลับพูดสวนขึ้นมาทันทีว่า 'เราไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหุ่นยนต์เลย' ประโยคแก้ข่าวสั้น ๆ นี้กลายเป็นครั้งแรกที่โลกภายนอกได้ยินเจ้าตัวอธิบายว่าบริษัทที่ปิดเงียบมาตลอดกำลังทำอะไรอยู่จริง ๆ และมันไม่ตรงกับที่สื่อส่วนใหญ่คาดเดากันไว้
Project Prometheus คือบริษัท AI ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 อายุยังไม่ถึงปี แต่เพิ่งปิดรอบระดมทุน 12,000 ล้านดอลลาร์ที่มูลค่ากิจการ (Valuation) ราว 41,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ทั้งที่ยังไม่มีสินค้าออกสู่ตลาดแม้แต่ชิ้นเดียว สิ่งที่คุณ Bezos บอกว่ากำลังสร้างคือสิ่งที่เจ้าตัวเรียกว่า 'Artificial General Engineer' ซึ่งเป็นเครื่องมือยุคใหม่สำหรับออกแบบวัตถุที่จับต้องได้จริงในโลกกายภาพ
Jeff Bezos อธิบายว่า Prometheus กำลังพัฒนาสิ่งที่เปรียบได้กับ 'ซอฟต์แวร์ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์เวอร์ชันที่ทันสมัยมาก ๆ' โดยอ้างถึงซอฟต์แวร์ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-Aided Design หรือ CAD) ที่วิศวกรทั่วโลกใช้เขียนแบบกันอยู่ทุกวันนี้ พร้อมออกตัวว่ากำลังอธิบายแบบง่ายเกินไปมาก และยังเร็วเกินไปที่จะลงรายละเอียด
คำว่า 'Artificial General Engineer' ที่เจ้าตัวเลือกใช้นั้นน่าสนใจตรงที่มันล้อมาจากคำว่าปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence หรือ AGI) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่วงการ AI ไล่ตามกันอยู่ เพียงแต่ Prometheus เปลี่ยนจากการสร้าง 'สมองที่ฉลาดรอบด้าน' มาเป็นการสร้าง 'วิศวกรที่เก่งรอบด้าน' แทน นี่คือสัญญาณว่าบริษัทไม่ได้อยากแข่งทำแชตบอตเหมือนใคร แต่อยากเป็นผู้ช่วยที่ทำให้การออกแบบของจริงในโลกกายภาพง่ายขึ้นมหาศาล
ก่อนหน้านี้รายงานจากภายนอกส่วนใหญ่มองว่า Prometheus โฟกัสเรื่องหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงาน ซึ่งคำเดาส่วนหนึ่งมาจากการไล่ดูโปรไฟล์ LinkedIn ของพนักงานที่บริษัทดึงตัวมา แต่คำอธิบายของคุณ Bezos ชี้ว่าเป้าหมายจริงเป็นเรื่อง 'เครื่องมือออกแบบ' ไม่ใช่ตัวหุ่นยนต์ และนั่นคือความแตกต่างที่ทำให้บริษัทนี้ไม่เหมือนใคร
หัวใจของเทคโนโลยีอยู่ที่แนวคิดที่เรียกว่าโมเดลจำลองโลก (World Models) ซึ่งต่างจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT อย่างสิ้นเชิง โมเดลภาษาเรียนรู้จากรูปแบบของตัวหนังสือ มันพูดเรื่องแรงโน้มถ่วงได้คล่อง แต่ไม่เคยเข้าใจจริง ๆ ว่าการตกกระแทกพื้นนั้นเป็นอย่างไร ในขณะที่โมเดลจำลองโลกถูกฝึกด้วยข้อมูลจากโลกจริงหลายรูปแบบ ทั้งผลการทดลอง ค่าจากเซนเซอร์ในสายการผลิต ชุดข้อมูลด้านวัสดุศาสตร์ และขั้นตอนการทำงานทางวิศวกรรม เพื่อให้มัน 'เข้าใจ' ว่าการตัดสินใจออกแบบหนึ่งครั้งจะส่งผลต่อความเป็นจริงทางกายภาพอย่างไร
จุดที่ทำให้แนวทางนี้แตกต่างคือ Prometheus ไม่ได้ฝึก AI ให้แค่วาดแบบเร็วขึ้น แต่ฝึกจาก 'ผลลัพธ์ของการตัดสินใจทางวิศวกรรม' นั่นคือข้อมูลที่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเลือกใช้โลหะผสมชนิดหนึ่ง เมื่อบีบค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ให้แคบลง หรือเมื่อเปลี่ยนรูปทรงเรขาคณิตของจุดเชื่อมต่อ เป้าหมายคือให้ระบบคิดเรื่องการออกแบบเชิงกายภาพได้แบบเดียวกับที่โมเดลภาษาคิดเรื่องตัวหนังสือ คือไม่ใช่แค่สร้างตามที่สั่ง แต่เข้าใจว่าวิศวกรน่าจะต้องการอะไรจริง ๆ ไปจนถึงเรื่องความเป็นไปได้ในการผลิต พฤติกรรมการรับแรง ต้นทุน และข้อจำกัดของเครื่องมือที่ใช้ขึ้นรูป
เส้นทางการระดมทุนของ Prometheus เป็นอีกเรื่องที่ทำให้คนในวงการต้องหันมามอง บริษัทเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ด้วยเงินทุนตั้งต้น 6,200 ล้านดอลลาร์ นำโดยคุณ Bezos และคุณ Vik Bajaj อดีตผู้บริหารจาก Google X จากนั้นเมื่อเดือนเมษายน 2026 Bloomberg รายงานว่าบริษัทปิดรอบระดมทุน 10,000 ล้านดอลลาร์ที่มูลค่ากิจการ 38,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะมาประกาศตัวเลขล่าสุดในเดือนมิถุนายนที่ 12,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่ากิจการ 41,000 ล้านดอลลาร์
รายชื่อนักลงทุนที่เข้ามาก็ไม่ใช่ใครก็ได้ ทั้ง JPMorgan, BlackRock, Goldman Sachs, DST Global และ Arch Venture Partners รวมถึงเงินส่วนตัวของคุณ Bezos เอง สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่าทึ่งคือบริษัทยังไม่มีสินค้าหรือต้นแบบที่เปิดให้เห็นต่อสาธารณะ การที่สถาบันการเงินระดับโลกยอมเทเงินมหาศาลให้กับบริษัทที่ยังไม่มีของขาย สะท้อนว่าเดิมพันครั้งนี้คือการเดิมพันกับวิสัยทัศน์และตัวบุคคลล้วน ๆ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าคุณ Bezos มองโครงสร้างที่ใหญ่กว่าการเป็นแค่แล็บ AI โดยอาจตั้งบริษัทโฮลดิ้งสไตล์เดียวกับ Berkshire Hathaway เพื่อเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรมที่กำลังจะถูกพลิกโฉมด้วย AI เชิงอุตสาหกรรม แม้รายละเอียดส่วนนี้ยังเป็นการรายงานจากแหล่งข่าวและบริษัทยังไม่ออกมายืนยันก็ตาม
ปัจจุบัน Prometheus มีพนักงานราว 120 ถึง 150 คน ซึ่งหลายคนถูกดึงตัวมาจากบริษัท AI แถวหน้าของโลกอย่าง OpenAI, DeepMind, Meta และ xAI โดยมีฐานปฏิบัติการกระจายอยู่ใน 3 เมืองคือ San Francisco, London และ Zurich
คนที่นั่งเก้าอี้ Co-CEO คู่กับคุณ Bezos คือคุณ Vik Bajaj นักเคมีและนักฟิสิกส์ที่เคยเป็นผู้บริหารใน Google X เคยร่วมก่อตั้ง Verily บริษัทด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพในเครือ Alphabet และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Foresite Labs ซึ่งเป็นหน่วยบ่มเพาะธุรกิจด้าน AI ภูมิหลังสายวิทยาศาสตร์เชิงลึกของคุณ Bajaj สอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่เน้นการเข้าใจกฎทางฟิสิกส์มากกว่าการเล่นกับภาษา
ที่น่าสังเกตคือ Prometheus คือการกลับมารับบทบาทบริหารงานเต็มตัวครั้งแรกของคุณ Bezos นับตั้งแต่ลงจากตำแหน่ง CEO ของ Amazon เมื่อปี 2021 เจ้าตัวบอกเองว่า 'เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นมากจนถึงขั้นยอมมาเป็น Co-CEO ทุ่มเทเวลาและพลังงานให้มันเยอะมาก'
หลายคนน่าจะเดาว่าเครื่องมือออกแบบของจริงแบบนี้คงถูกสร้างมาเพื่อ Blue Origin ธุรกิจอวกาศของคุณ Bezos โดยตรง ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเครื่องมือของ Prometheus จะช่วยบริษัทอย่าง Blue ได้มหาศาล แต่ก็ย้ำชัดว่าบริษัทนี้สมควรมีโฟกัสเป็นของตัวเองในฐานะ 'ไอเดียใหญ่ของมันเอง' จึงไม่ถูกวางให้อยู่ใต้ร่มของ Amazon หรือ Blue Origin แต่แยกออกมาเป็นบริษัทอิสระ การวางตัวแบบนี้ชี้ว่าคุณ Bezos ไม่ได้มองมันเป็นแค่เครื่องมือเสริมให้ธุรกิจเดิม แต่มองเป็นแพลตฟอร์มที่จะขายให้กับทั้งอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง ไปจนถึงการคิดค้นยา
นับตั้งแต่มีข่าวการก่อตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 Prometheus แทบไม่เคยเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ออกมาเลย การที่ผู้ก่อตั้งยอมออกสื่อในช่วงนี้จึงถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญ Jeff Bezos ให้เหตุผลตรง ๆ ว่า 'เราไม่ได้จะปิดเป็นความลับ' เพียงแต่เรื่องราวมันเริ่ม 'รั่วไหลออกไปเอง' และถ้าปล่อยให้เป็นช่องว่างที่ไม่มีคำอธิบาย 'คนก็จะเอาเรื่องไร้สาระมาเติมเต็มมันเอง' การออกมาพูดครั้งนี้จึงเหมือนการชิงเล่าเรื่องด้วยปากของตัวเองก่อนที่การคาดเดาจากภายนอกจะกลายเป็นภาพจำที่ผิด ๆ
แม้คุณ Bezos จะย้ำหลายครั้งว่ายังเร็วเกินไปที่จะลงรายละเอียดทั้งหมด แต่บทสนทนาครั้งนี้ก็เพียงพอจะลบภาพบริษัทหุ่นยนต์ที่หลายคนติดไว้ และวาดเส้นทางใหม่ให้เห็นว่า Prometheus กำลังเดิมพันกับการเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์ออกแบบสิ่งของในโลกจริง ไม่ใช่การสร้างแชตบอตตัวถัดไป
ถึงตอนนี้ Prometheus ยังไม่มีสินค้าเปิดให้สาธารณะใช้งาน และยังคงทำงานอยู่ในโหมดลับเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือบริษัทจะแปลงเงินทุนหลักหมื่นล้านและทีมระดับหัวกะทิ ให้กลายเป็น 'วิศวกรทั่วไปแบบ AI' ที่ใช้งานได้จริงได้เร็วแค่ไหน และจะเปลี่ยนหน้าตาของอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด