ผลการสำรวจ ASEAN Youth and the Future of Work ของ World Economic Forum (WEF) และ Sea Group (ชื่อเดิม Garena) จากสิงคโปร์ พบว่า คนหนุ่มสาวในภูมิภาคอาเซียนมีทัศนคติในเชิงบวกเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่องานในอนาคต อีกทั้งมีความปรารถนาที่จะเป็นนายตัวเอง

ผลการสำรวจพบว่า กว่า 52 เปอร์เซ็นต์ของคนหนุ่มสาวอายุที่มีต่ำกว่า 35 ปี เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มจำนวนงานในอนาคต และอีก 67 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มศักยภาพของพวกเขาในการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกไปยังผลสำรวจในแต่ละประเทศ คนหนุ่มสาวก็ไม่ได้มีทัศคติเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีในแง่บวกไปเสียหมด

(Photo: World Economic Forum)

การสำรวจนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Sea Group โดยทำการสำรวจผู้ใช้แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ของ Garena และ Shopee เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสัญชาติสิงคโปร์กว่า 64,000 คน จากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

เป็นที่น่าสนใจว่าทัศนคติเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่องานมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ

จากผลสำรวจ คนหนุ่มสาวประเทศสิงคโปร์มีทัศนคติในเชิงบวกเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่องานน้อยที่สุด โดยมีเพียง 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนประเทศอินโดนีเซียมี 54 เปอร์เซ็นต์ และประเทศฟิลิปปินส์ 60 เปอร์เซ็นต์ ผลการสำรวจเผยเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่งาน World Economic Forum on Asean ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

(Source: Perceptions of the future: Will technology increase jobs? by WEF)

ผลสำรวจยังคงต่างกันไปตามระดับการศึกษา โดย 56 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ระบุว่าไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาเชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มงาน ในขณะที่คนที่มีการศึกษาสูงในระดับมหาวิทยาลัยหรือสูงกว่า มีเพียง 47 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อเรื่องนี้

(Source: Perceptions of the future: Education and income levels by WEF)

Justin Wood หัวหน้าฝ่ายเอเชียแปซิฟิกของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) กล่าวว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อย่างการเกิดขึ้นของ AI, หุ่นยนต์และรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อตลาดแรงงานในอนาคต ในตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบที่เทคโนโลยีมีต่องานและรายได้ในอนาคตคืออะไร ทั่วโลกต่างกังวลว่าเทคโนโลยีจะมีผลกระทบต่องาน ส่งผลให้เกิดเกิดความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งมีอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น แต่คนในภูมิภาคอาเซียนกลับมีทัศนคติในเชิงบวกต่อเรื่องนี้”

สามารถกล่าวได้ว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากในภูมิภาคนี้จะต้องเจอความท้าทายในเรื่องการหา Talent เข้ามาทำงานอย่างแน่นอน ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ได้ช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดแรงงานในภูมิภาคอาเซียนในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า

ผลการสำรวจยังสอบถามถึงบริษัทประเภทไหนที่คนหนุ่มสาวกำลังทำและอยากที่จะทำในอนาคต

ปัจจุบันกว่า 58 เปอร์เซ็นต์ทำงานให้กับบริษัทขนาดเล็ก หรือสำหรับธุรกิจ SME ทั้งที่เป็นของตนเองและเป็นธุรกิจครอบครัว โดยหนึ่งในสี่ของผู้ทำแบบสำรวจต้องการที่จะเป็นนายตัวเองและเริ่มธุรกิจของตนเอง

อย่างไรก็ตาม คนที่ทำงานให้กับ SME กล่าวว่าพวกเขาต้องการทำงานให้กับองค์กรประเภทอื่นๆ ด้วย โดย 17 เปอร์เซ็นต์ทำงานใน SME แต่มีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีความต้องการทำงานให้กับ SME ต่อไปในอนาคต

ในตรงกันข้าม ผลการสำรวจยังพบว่าคนหนุ่มสาวมีความต้องการอย่างชัดเจนที่จะทำงานให้กับบริษัทข้ามชาติ (ปัจจุบันมี 10 เปอร์เซ็นต์ทำในบริษัทข้ามชาติ ส่วนอีก 17 เปอร์เซ็นต์ ต้องการทำกับบริษัทข้ามชาติในอนาคต) อีกทั้งทำงานให้กับรัฐบาล (ปัจจุบันมี 13 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับ 16 เปอร์เซ็นต์ที่อยากจะทำในอนาคต)

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความพึงพอใจส่วนตัวในเรื่องความมั่นคงและรายได้ ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ในการจ้างงานในองค์กรขนาดเล็กและและขนาดใหญ่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่คนอยากจะเป็นผู้ประกอบการมีมากขึ้นและเริ่มที่จะกล้าลงมือเสี่ยง โดยในประเทศไทยมีคนหนุ่มสาวจำนวน 26 เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานจ้างตัวเอง ส่วนอีก 36 เปอร์เซ็นมีความต้องการที่จะเป็นนายตัวเองในอนาคต

ซึ่งผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า SME จะประสบกับอุปสรรคในการหาคนที่มีความสามารถมาทำงานในอนาคต เนื่องจากมีคนหนุ่มสาวเพียงจำนวนน้อยที่ต้องการทำงานให้กับพวกเขา จะเป็นการดีที่จะมีการสนุบสนุนและและพัฒนา SME ในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อช่วยผู้ประกอบการหน้าใหม่และธุรกิจขนาดเล็กให้มีทรัพยากรที่เพียงพอต่อความต้องการของพวกเขา

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบกว่า คนหนุ่มสาวในภูมิภาคอาเซียนใช้เวลา 4-6 ชั่วโมงโดยประมาณบนโลกออนไลน์ โดยใช้เวลา 61 เปอร์เซ็นต์ในเวลาว่าง และ 39 เปอร์เซ็นต์ไปกับการทำงาน

โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากที่สุด คิดเป็นประมาณ 7 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ส่วนประเทศที่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์น้อยที่สุดคือเวียดนาม คิดเป็นประมาณ 5 ชั่วโมง

เราพร้อมแค่ไหนในการรับมือกับตลาดแรงงานในอนาคต?

คนหนุ่มสาวกว่า 700 ล้านคนในเอเชียกำลังเข้าสู่วัยแรงงานเร็วกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะสามารถสร้างงานให้พวกเขาเสียอีก

ในขณะที่อัตราการว่างงานยังน้อยอยู่ (คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์) ในปัจจุบันคนหนุ่มสาวกว่า 220.5 ล้านคนไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาหรือระบบแรงงาน

นอกจากนี้ในภูมิภาคนี้ยังเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุค่อนข้างเร็ว ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่ภูมิภาคนี้จะเข้าสู่ยุคของผู้สูงอายุมากกว่าที่จะรุ่งเรือง

จากรายงานล่าสุดของ United Nations Development Programme (UNDP) แนะนำว่า ความรู้และทักษะเกี่ยวกับผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องได้รับการให้ความสำคัญและต้องอยู่ในนโยบายหลักของรัฐ

คนหนุ่มสาวในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายในการมีธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะในช่วง scale โดยผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปีเป็นกลุ่มที่ทำสตาร์ทอัพอีกทั้งยังเติบโตรวดเร็วที่สุดโนโลก โดย 40 เปอร์เซ็นของคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่จะสร้างงานให้ผู้อื่นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แตกต่างจาก Jack Ma และ Mark Zuckerberg คนหนุ่มสาวในภูมิภาคนี้มีความต้องการที่จะเริ่มทำงานในบริษัทขนาดเล็กมากกว่าที่จะเริ่มสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ของตัวเอง

แน่นอนว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากคนอื่น คนหนุ่มสาวจำเป็นที่จะต้องได้รับความรู้และทักษะผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมรับกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

บริษัทที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่นั้น นำโดยคนที่มีอายุมากกว่า 35 ปี และเป็นผู้ได้รับการศึกษาสูง ในการที่จะผลักดันให้เกิดผู้นำที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำธุรกิจ จึงมีความสำคัญที่คนในภูมิภาคนี้จะต้องช่วยกันพัฒนาทักษะที่จำเป็น สร้างความเป็นผู้ประกอบการ และให้แน่ใจว่าทักษะที่พวกเขาจะได้รับนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

รัฐบาลในบางประเทศได้ประสบความสำเร็จในปูเส้นทางนี้ ยกตัวอย่างกรณีของ Singapore’s Action Community for Entrepreneurship (ACE) หน่วยงานของรัฐบาลที่สนับสนุนสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ ที่ได้ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะและสร้างสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จมากว่า 15 ปี และสามารถสร้างงานได้จำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ในประเทศจีน China’s Know About Business (KAB) ได้พัฒนาหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการ ถูกสร้างโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO (International Labour Organization) ในกว่า 50 ประเทศ ประสบความสำเร็จไม่เพียงเฉพาะช่วยเหลือธุรกิจใหม่ๆ ในการเติบโตเท่านั้น แต่ยังได้สร้างสถาบันที่ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ โดยเปิดให้มีสอนหลักสูตรผู้ประกอบการใน 100 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

อ้างอิง: World Economic Forum, Sea Group, Straitstimes, Nation Media 

RELATED ARTICLE

Responsive image

WEF, BOT และ SEA จับมือเผยผลสำรวจ Entrepreneurship กับคนรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SEA บริษัทไอทีผู้ให้บริการ Platform ด้าน E-Commerce, Gaming และ Payment ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จับมือกับ World Economic Forum และธนาคารแห่งประเทศไทย เผยรายงานผลสำรวจความเป...

Responsive image

jobsDB เผย 10 สุดยอดองค์กรชั้นนำที่พนักงานไทยอยากร่วมงานมากที่สุดประจำปี 2560

บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เผย 10 สุดยอดองค์กรชั้นนำที่พนักงานไทยอยากร่วมงานมากที่สุด พบ บริษัทสัญชาติไทยยังรั้ง 2 อันดับแรก ด้านบริษัทในธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล ย...

Responsive image

ทำความเข้าใจ Blockchain ใน 5 นาที สำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับ FinTech

Blockchain (บล็อกเชน) คำศัพท์ใหม่ ที่เราเริ่มได้ยินตามสื่อต่างๆ รวมถึงตามงานสัมมนากันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน FinTech บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจจะขออธิบาย concept ของมัน โดยเฉพ...