ไม่ใช่แค่เรื่องของพรสวรรค์! นักวิจัยพบ ‘การกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า’ ช่วยคนอ่อนคณิตให้เก่งขึ้นได้จริง ปูทางสู่ความเท่าเทียมในห้องเรียน

เคยรู้สึกไหมว่าทำไมบางคนถึงเรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่บางคนพยายามเท่าไหร่ก็ยังตามไม่ทัน? งานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก University of Surrey อาจมีคำตอบที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของความถนัด โดยชี้ว่า "ชีววิทยาของสมอง" คือกุญแจสำคัญ และเราอาจสามารถ "อัปเกรด" มันได้

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำอย่าง PLoS Biology ได้เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีกระตุ้นสมองแบบไม่รุกล้ำและปลอดภัยที่เรียกว่า การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นสัญญาณรบกวนแบบสุ่ม (transcranial random noise stimulation - tRNS)สามารถช่วยให้ผู้ใหญ่ที่เคยมีปัญหากับวิชาคณิตศาสตร์ สามารถแก้โจทย์และเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างน่าทึ่ง

เจาะลึกการทดลองที่อาจเปลี่ยนโลกการศึกษา

ทีมวิจัยได้ทำการทดลองกับผู้ใหญ่สุขภาพดี 72 คน โดยให้เข้าร่วมโปรแกรมฝึกฝนคณิตศาสตร์เป็นเวลา 5 วัน พร้อมแบ่งกลุ่มเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของ tRNS โดยกลุ่มแรกได้รับการกระตุ้นที่ คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านนอก (Dorsolateral Prefrontal Cortex  - dlPFC) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เปรียบเสมือน CEO ของร่างกาย เกี่ยวข้องกับการวางแผน การแก้ปัญหา และความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) ส่วนอีกกลุ่มได้รับการกระตุ้นที่สมองส่วนอื่น และกลุ่มสุดท้ายได้รับเพียงการกระตุ้นหลอกๆ (Placebo)

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน กลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นที่สมองส่วนหน้า dlPFC มีพัฒนาการในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ดีขึ้นกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อทีมวิจัยใช้การสแกนสมอง (Functional magnetic resonance imaging - fMRI) วิเคราะห์โครงสร้างสมองของผู้เข้าร่วม พวกเขาพบว่าเทคนิค tRNS นี้ ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ในกลุ่มคนที่มี "การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท" ระหว่างสมองส่วนหน้า (dlPFC) และสมองส่วนข้าง (Parietal Cortex) ต่ำกว่าคนทั่วไปโดยธรรมชาติ ซึ่งกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่มักจะเรียนรู้ได้ช้ากว่านั่นเอง ดังนั้น เทคโนโลยีนี้สามารถเข้าไปช่วยเหลือคนที่ต้องการมันมากที่สุดได้อย่างตรงจุด

ไขปริศนาด้วยสารเคมีในสมอง "GABA"

ทีมวิจัยยังค้นพบอีกว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระดับของสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งที่ชื่อว่า GABA ในสมองที่ลดลง โดยปกติแล้ว GABA จะทำหน้าที่เหมือน "เบรก" เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไป แต่ในบริบทของการเรียนรู้ การมี GABA ในระดับที่ต่ำลงอาจหมายถึงการ "ปลดเบรก" ทำให้สมองพร้อมเปิดรับและสร้างการเชื่อมต่อของข้อมูลใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

Professor Roi Cohen Kados หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า "ที่ผ่านมาเรามัวแต่ไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการอบรมครูหรือเปลี่ยนหลักสูตร โดยมองข้ามปัจจัยทางชีววิทยาของผู้เรียนไป ทั้งๆ ที่งานวิจัยมากมายชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้อธิบายผลลัพธ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ"

การค้นพบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่มันกำลังท้าทายแนวคิดที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์แมทธิว" (Matthew effect)ในโลกการศึกษา ที่เด็กเก่งก็ยิ่งเก่งขึ้นไปอีก ส่วนเด็กที่ตามไม่ทันก็จะถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ เทคโนโลยีการกระตุ้นสมองนี้อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย "อุดช่องว่าง" ดังกล่าว ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคนมากขึ้น

แม้จะยังเป็นงานวิจัยในขั้นเริ่มต้น แต่ก็นับเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับวงการศึกษาทั่วโลก ที่จะเปลี่ยนโฟกัสจากการปรับแก้สิ่งแวดล้อมภายนอก มาสู่การทำความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพจากภายในสมองของผู้เรียนโดยตรง

ที่มา: Neurosciencenews 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

AWS ประเทศไทย ประกาศทิศทางปี 2569 ดัน ‘Frontier Agent’ สู่ยุคพนักงาน AI เต็มรูปแบบ

AWS ประเทศไทยประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้าเร่ง Thailand Region ควบคู่กับการผลักดัน Frontier Agent เทคโนโลยี Agentic AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง พร้อมเปิดตัว Amazon Nova 2, Bed...

Responsive image

สรุปวิสัยทัศน์ Demis Hassabis อนาคต AI และหุ่นยนต์ DeepMind ปี 2026

เจาะลึกวิสัยทัศน์ Demis Hassabis เมื่อ AI กำลังจะมีร่างทำไม Robotics ถึงเป็นพรมแดนถัดไปที่จะเปลี่ยนโลก และหุ่นยนต์ยุคใหม่จะ "เข้าใจโลก" เหมือนมนุษย์ได้อย่างไรในอีก 3 ปีข้างหน้า...

Responsive image

ปิดฉากยุคเลขบัตร 16 หลัก! Visa ผนึกกำลัง Omise ร่วมกันผลักดันนวัตกรรม ‘Tokenisation’ เทคโนโลยีเบื้องหลังที่ลดการฉ้อโกงได้ถึง 58%

Visa และ Omise เปิดตัว Network Token ในไทย เทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ที่แปลงเลขบัตร 16 หลักเป็น Token ช่วยลดการทุจริตออนไลน์ได้ถึง 58% และเพิ่มโอกาสอนุมัติธุรกรรม พลิกโฉม E-Payment ส...