มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยรับเมกะเทรนด์ โดยประกาศทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ ทั้งด้านการศึกษา วิจัย และบริการสุขภาพ สู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมระดับโลกที่สร้าง 'Real World Impact' ผลกระทบเชิงบวกในทุกมิติ และวัดผลได้จริง ทั้งยังมุ่งเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะองค์รวม มุ่งปั้นโรงงานยาที่มีชีวิต ยกระดับวงการแพทย์ และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Cell & Gene Therapy แห่งภูมิภาค รวมถึงการนำงานวิจัยมาทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับกระแสความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ใน 6 มิติ มหาวิทยาลัยมหิดลเองก็ต้องรับมือและปรับตัวตามให้ทัน และต้องเร่งทรานส์ฟอร์มสู่ยุคใหม่ในทุกมิติ โดยเมกะเทรนด์ทั้ง 6 มีดังนี้
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้าง Academic Impact โดยผลิตบัณฑิตคุณภาพมากกว่า 6,000 คนต่อปี และยังได้รับการจัดอันดับจากหลายภาคส่วน อาทิ ได้รับการจัดอันดับจาก THE Impact Ranking ให้เป็นอันดับ 1 ของไทย ได้รับการจัดอันดับจาก SDG3: Good Health & Well-Being เป็นอันดับ 3 ของโลก ได้รับการจัดอันดับจาก QS Ranking เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ใน 8 สาขาวิชาหลัก ในด้านดนตรีอยู่อันดับที่ 28 ของโลก
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเมกะเทรนด์เหล่านี้ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงจัดทำหลายโครงการ ปักธงไว้หลายเป้าหมาย อาทิ 1) การเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) และสุขภาวะองค์รวมระดับโลก 2) มุ่งผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) ระดับอาเซียน 3) เสริมศักยภาพการแพทย์และสาธารณสุขไทยด้วย AI + Health Care และ 4) ผลักดันสตาร์ทอัพด้าน Health Tech ไทยสู่ระดับ Unicorn ฯลฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้
มหาวิทยาลัยมหิดลไม่ต้องการมุ่งสร้าง Academic Impact เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการใช้ความรู้สร้าง 'Real World Impact' ที่ช่วยแก้ปัญหา พัฒนาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีกว่าเดิม พร้อมมุ่งเป้าสู่การเป็น World-Class University และเป็น ผู้นำในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) และสุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Wellbeing) ในระดับโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชนแบบองค์รวมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก สอดคล้องตามเป้าหมาย SDGs ซึ่งในการมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่
ผลักดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง สร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ผลักดันงานวิจัยไม่ให้อยู่แค่บนหิ้งแต่ส่งเสริมภาคเอกชนให้นำไปต่อยอดพัฒนาเป็นเทคโนโลยี นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ที่สร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และทำให้งานวิจัยไทย 'ขาย' และ 'แข่งขัน' ได้ในเวทีโลก
โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลมีผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรกว่า 2,557 รายการ และผลงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเชิงพาณิชย์กว่า 415 รายการ มูลค่ากว่า 123.6 ล้านบาท ตัวอย่างการนำผลการวิจัยไปต่อยอดที่สำคัญของมหาวิทยาลัย เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) พร้อมสร้างโรงงานผลิตยาที่มีชีวิตเป็นศูนย์กลางการรักษาด้วยยีนบำบัดและเซลล์บำบัดแห่งแรกของประเทศไทย การพัฒนาวัคซีนและชีวเภสัชภัณฑ์ เช่น วัคซีนมาลาเรียและไข้เลือดออก ที่ถูกนำไปใช้ในระดับสากล PharmTOP โรงงานยาที่ผลิตจากสมุนไพร
มหิดลกำลังทรานส์ฟอร์มการศึกษาสู่การเรียนรู้ไร้พรมแดน เน้นการศึกษาแบบ Outcome-Based Education สร้างบัณฑิตตอบโจทย์โลกยุคใหม่ให้เป็น World Citizenship ที่ไม่ใช่แค่มีความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องพร้อมทำงานจริง สามารถทำงานร่วมกับเครือข่าย ปรับตัวและเอาตัวรอดได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีทักษะแห่งอนาคต โดยพัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่น หลากหลาย ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็น Hybrid Programs ที่ผสมหลักสูตรข้ามศาสตร์ หลักสูตรระยะสั้น (Micro-Credentials) ที่เน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการ Upskill/Reskill การเรียนรู้แบบ Self-Paced Learning ที่ผู้เรียนสามารถออกแบบและกำหนดระยะเวลาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเองได้ และที่สำคัญ คือ ไม่กําหนดอายุผู้เรียน ส่งเสริม Lifelong Learning เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต ผ่านแพลตฟอร์ม MU-ALL
นอกจากนี้ ยังมุ่ง Upskill บุคลากรด้านสาธารณสุขโดยเปิดหลักสูตร วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาชุมชนสุขภาวะและความยั่งยืน เพื่อให้บุคลากรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษา โดยมีโครงการนำร่องที่วิทยาเขตอำนาจเจริญเป็นแห่งแรก พร้อมพัฒนาหลักสูตรใหม่ GenEd Plus เพื่อเสริมสร้างทักษะในการเป็น พลเมืองโลกที่พร้อมปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่ ตลอดจนส่งเสริมการศึกษาไร้พรมแดนโดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดหลักสูตรการเรียนการสอนและกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่างๆ
ลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ผ่านการจัดทำ Policy Lab เช่น โครงการลดอุบัติเหตุทางถนน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจจราจร กรมทางหลวง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจรและภาคประชาชน เพื่อร่วมกันค้นหาต้นเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ แนวทางที่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทดลองทำโครงการต้นแบบขึ้นในพื้นที่ศาลายา และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ พร้อมผลักดันเชิงนโยบาย (Policy Advocacy) เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีโครงการ '9 to Zero' หรือ 'ก้าวสู่ศูนย์' โดยดำเนิน 9 มาตรการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์ภายใน 9 ปี หรือ ภายใน พ.ศ. 2573
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตรกล่าวว่า จะมุ่งส่งเสริมและผลักดันใน 3 ด้านหลัก สู่การพลิกโฉมวงการสาธารณสุขไทย ประกอบด้วย
มหาวิทยาลัยมหิดลจะเป็นผู้นำในการสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์ของการรักษาแบบเซลล์บำบัดและยืนบำบัดในประเทศไทยตั้งแต่การส่งเสริมพัฒนางานวิจัย การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ไปจนถึงการผลักดันนโยบายและความร่วมมือระดับนานาชาติ ควบคู่ไปพร้อมกับการเร่งปรับปรุงโรงงานยาที่มีอยู่เดิมให้เป็น โรงงานยาที่มีชีวิต (MU-Bio Plant) สำหรับผลิตยากลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Product (ATMP) เพื่อรองรับการการรักษาแบบเซลล์บำบัดและยีนบำบัดในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้ในราคาที่ถูกลงอย่างมากแล้ว ยังจะส่งเสริมให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเซลล์บำบัดและยีนบำบัดของภูมิภาคอาเซียน ยกระดับมาตรฐานวงการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมสากล
นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการแพทย์และระบบสาธารณสุข โดยร่วมมือกับ บริษัท สยาม เอไอ คลาวด์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็น NVIDIA Cloud Partner (NPC) เพียงรายเดียวในประเทศไทย นำนวัตกรรมที่ทันสมัย และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อประโยชน์ด้านการแพทย์ เช่น การวินิจฉัยโรค การคาดการณ์แนวโน้มของโรค การคาดการณ์ความเสี่ยงโรคเรื้อรัง การดูแลสุขภาพส่วนบุคคล และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างสุขภาวะของประชาชน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และ Health Tech ให้สามารถใช้งานได้จริง ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อถ่ายทอดความรู้และทักษะทางเทคนิคร่วมกัน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตรเปิดเผยว่า ตั้งเป้าให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็น One Stop Service สำหรับส่งเสริมและพัฒนา Health Tech Startup และสร้าง Startup Ecosystem แบบครบวงจร โดยจัดตั้งโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพ (Health Tech Incubator & Accelerator) ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก เช่น Silicon Valley รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) เพื่อร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาสตาร์ทอัพไทยในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการขยายตลาดเพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยมี Unicorn Startup ในสาย Health Tech
“มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จครอบคลุมหลายมิติจากหลายๆ โครงการ ที่เริ่มจากงานวิจัยจนนำมาสู่การต่อยอดให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำเป้าหมายการเป็น Mahidol University For Real World Impact ในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการวิจัยและสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะองค์รวมระดับโลกได้อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตรกล่าวสรุป