สมองที่แข็งแรงเริ่มต้นที่เรา งานวิจัยชี้ แค่มี 'เป้าหมายชีวิต' ก็ลดความเสี่ยง 'ภาวะสมองเสื่อม' ได้ถึง 28%

คนที่ตอบแบบสอบถามว่าตัวเองรู้สึกว่าชีวิตมีทิศทางและมีเป้าหมายชัดเจน มีความเสี่ยงเกิดภาวะความถดถอยทางความคิดและสมองเสื่อมต่ำกว่าคนที่รู้สึกแบบนั้นน้อยกว่าราว 28% นี่คือข้อสรุปจากงานวิจัยของ University of California, Davis (UC Davis) ที่ตามดูผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 13,000 คนต่อเนื่องนานถึง 15 ปี

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Geriatric Psychiatry โดยดึงข้อมูลจาก Health and Retirement Study (HRS) ซึ่งเป็นการสำรวจระดับประเทศของสหรัฐฯ ที่ได้ทุนจาก National Institute on Aging (NIA) จุดที่ทำให้ผลลัพธ์น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ความสัมพันธ์นี้ยังหนักแน่นแม้จะหักผลของการศึกษา ภาวะซึมเศร้า และยีนเสี่ยงอัลไซเมอร์ออกไปแล้ว

ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตมีทิศทาง ความเสี่ยงยิ่งต่ำลง

ทีมวิจัยคัดผู้เข้าร่วมอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีสมรรถภาพการรู้คิดปกติในวันเริ่มต้นการศึกษา รวมทั้งสิ้น 13,765 คน แล้วตามประเมินซ้ำทุก 2 ปี ตลอดระยะเวลาติดตามค่ากลาง 8 ปี และยาวสุดถึง 15 ปี พบว่ามี 1,820 คน หรือราว 13% ที่เข้าเกณฑ์ภาวะความถดถอยทางการรู้คิด

กลุ่มที่ให้คะแนนเป้าหมายในชีวิตสูง มีค่าอัตราส่วนความเสี่ยง (Hazard Ratio: HR) อยู่ที่ 0.72 หรือแปลง่าย ๆ ว่าความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มที่ให้คะแนนต่ำประมาณ 28% ตัวเลขนี้คำนวณหลังปรับผลของเพศ อายุ ระดับการศึกษา คะแนนอาการซึมเศร้าเฉลี่ย และเชื้อชาติออกไปแล้ว

จุดที่ควรอ่านให้ละเอียดคือ สิ่งที่งานวิจัยวัดไม่ใช่โรคสมองเสื่อมอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทั้งภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) ซึ่งเป็นระยะก่อนหน้า ไปจนถึงระดับที่เข้าข่ายภาวะสมองเสื่อม และผลป้องกันนี้ปรากฏสม่ำเสมอในทุกกลุ่มเชื้อชาติที่ศึกษา ไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

มียีนเสี่ยงอัลไซเมอร์อยู่แล้ว ก็ยังได้ประโยชน์

ในกลุ่มย่อยที่มีข้อมูลพันธุกรรม ทีมวิจัยใส่ยีน APOE4 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รู้จักกันดีของโรคอัลไซเมอร์เข้าไปในแบบจำลองด้วย ผลออกมาว่าความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายในชีวิตกับความเสี่ยงที่ลดลงยังมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่

Aliza Wingo ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ UC Davis ผู้เป็นผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัย บอกว่า 

"สิ่งที่เราพบคือการมีเป้าหมายในชีวิตช่วยให้สมองยังคงความยืดหยุ่นไว้ได้เมื่ออายุมากขึ้น แม้แต่ในคนที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคอัลไซเมอร์ การมีเป้าหมายก็ยังสัมพันธ์กับการเริ่มมีอาการที่ช้าลงและโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมที่ต่ำลง"

นักวิจัยวัด 'ความรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย' กันอย่างไร

คำถามที่หลายคนน่าจะสงสัยคือ สิ่งที่จับต้องยากอย่างเป้าหมายในชีวิต วัดเป็นตัวเลขได้อย่างไร ทีมวิจัยใช้แบบสอบถาม 7 ข้อจากชุดเครื่องมือ Ryff Measures of Psychological Well-being ซึ่งเป็นมาตรวัดสุขภาวะทางจิตใจที่ใช้กันแพร่หลายในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุ

ผู้เข้าร่วมจะเจอข้อความอย่างเช่น 'ฉันเป็นคนที่ลงมือทำตามแผนที่วางไว้ให้ตัวเองจริง ๆ' และ 'ฉันรู้สึกว่าชีวิตของฉันมีทิศทางและมีเป้าหมาย' แล้วเลือกตอบ 6 ระดับตั้งแต่เห็นด้วยอย่างยิ่งไปจนถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง จากนั้นนำคะแนนมาเฉลี่ยเป็นค่าระหว่าง 1 ถึง 6 ยิ่งค่าสูงยิ่งแปลว่ามีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน

ส่วนฝั่งสมรรถภาพสมอง ทีมวิจัยไม่ได้ใช้การรายงานตัวเองแบบเดียวกัน แต่ใช้แบบทดสอบทางโทรศัพท์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติแล้วอย่าง modified Telephone Interview for Cognitive Status (mTICS) ประเมินซ้ำทุก 2 ปี และจะนับว่าเข้าเกณฑ์ก็ต่อเมื่อคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ติดกัน 2 ครั้ง เพื่อกันไม่ให้ผลวูบเดียวถูกตีความเกินจริง

เลื่อนอาการได้ 1.4 เดือน ตัวเลขที่ดูน้อยแต่เทียบกับยาแล้วน่าคิด

อีกผลลัพธ์หนึ่งที่ทีมวิจัยรายงานคือ กลุ่มที่มีเป้าหมายในชีวิตสูงเริ่มมีความถดถอยทางการรู้คิดช้ากว่ากลุ่มที่มีเป้าหมายต่ำ โดยเฉลี่ยแล้วช้ากว่าราว 1.4 เดือน ภายในกรอบเวลา 8 ปี หลังหักผลของอายุ การศึกษา อาการซึมเศร้า และความเสี่ยงทางพันธุกรรมออกแล้ว

ตัวเลขระดับเดือนกว่า ๆ ฟังดูน้อยมากเมื่อดูลอย ๆ แต่ประเด็นที่ทีมวิจัยต้องการชี้คือกรอบเปรียบเทียบ Nicholas C. Howard นักวิจัยด้านสาธารณสุขของ UC Davis ผู้เขียนหลักของงานวิจัย อธิบายว่า 

"ยาอย่าง lecanemab และ donanemab ช่วยชะลออาการของภาวะการรู้คิดบกพร่องในโรคอัลไซเมอร์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย ส่วนเป้าหมายในชีวิตนั้นฟรี ปลอดภัย และเข้าถึงได้ เป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นได้ผ่านความสัมพันธ์ เป้าหมาย และกิจกรรมที่มีความหมาย"

ข้อเปรียบเทียบนี้มีน้ำหนักพอสมควร ยากลุ่มแอนติบอดีต้านอะไมลอยด์ทั้งสองตัวมีค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ในระดับหลักหลายแสนถึงหลักล้านบาท ยังไม่รวมค่าสแกนสมองเพื่อติดตามผลข้างเคียง และมีความเสี่ยงเกิดภาวะผิดปกติของภาพสมองที่สัมพันธ์กับอะไมลอยด์ (Amyloid-Related Imaging Abnormalities: ARIA) เช่น สมองบวมหรือเลือดออกจุดเล็ก ๆ ในสมอง ซึ่งพบในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างชัดเจนในการทดลองระยะที่ 3

อะไรที่ทำให้คนรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ถามเจาะจงว่ากิจกรรมแบบไหนทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย แต่งานวิจัยด้านผู้สูงวัยก่อนหน้านี้เคยรวบรวมไว้แล้วว่าแหล่งที่มาของความรู้สึกนี้ ซึ่งบางครั้งถูกเรียกด้วยคำญี่ปุ่นว่า Ikigai นั้นกว้างกว่าที่หลายคนคิด

ตั้งแต่ความสัมพันธ์อย่างการดูแลครอบครัว ใช้เวลากับหลาน หรือเป็นที่พึ่งให้คู่ชีวิตและเพื่อน ไปจนถึงการทำงานและงานอาสาสมัคร ทั้งการทำงานอาชีพต่อ การเป็นพี่เลี้ยงให้คนรุ่นหลัง หรือการมีส่วนร่วมกับประเด็นในชุมชน ขณะที่บางคนได้ความรู้สึกนี้จากความเชื่อทางศาสนาและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ บางคนได้จากเป้าหมายส่วนตัวอย่างงานอดิเรก การเรียนทักษะใหม่ หรือการตั้งหมุดหมายให้ตัวเองแล้วไปให้ถึง และอีกกลุ่มหนึ่งได้จากการช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งการทำบุญ การดูแลคนป่วย และงานรณรงค์เพื่อสังคม

ความสนใจเรื่องเป้าหมายในชีวิตกับสุขภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ งานศึกษาพื้นที่ที่คนอายุยืนผิดปกติหรือที่เรียกกันว่า Blue Zones เคยพบมาก่อนแล้วว่าการรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายสัมพันธ์กับการมีอายุยืนยาว งานวิจัยของ UC Davis จึงเป็นการต่อยอดคำถามเดิมไปยังสมองโดยตรง

สิ่งที่งานวิจัยนี้ยังตอบไม่ได้

ข้อจำกัดสำคัญที่ทีมวิจัยระบุเองคือ ผลที่พบเป็นความสัมพันธ์ (Association) ไม่ใช่ความเป็นเหตุเป็นผล (Causation) นั่นแปลว่ายังสรุปไม่ได้ว่าการมีเป้าหมายในชีวิตสูงเป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงจริง ๆ ความเป็นไปได้อื่นที่ยังตัดทิ้งไม่ได้คือ คนที่สมองยังทำงานได้ดีอาจมีแนวโน้มรายงานว่าตัวเองมีเป้าหมายชัดเจนกว่าอยู่แล้ว

สิ่งที่งานวิจัยมีให้คือขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ ระยะเวลาติดตามที่ยาว การประเมินสมรรถภาพสมองด้วยแบบทดสอบตามมาตรฐานแทนการให้ผู้เข้าร่วมประเมินตัวเอง และความหลากหลายของกลุ่มประชากร ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ข้อค้นพบมีน้ำหนักในฐานะสัญญาณ แม้จะยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์

Thomas Wingo ศาสตราจารย์และแพทย์ระบบประสาทของ UC Davis Health ผู้ร่วมวิจัย บอกว่าสิ่งที่น่าตื่นเต้นของงานชิ้นนี้คือความเป็นไปได้ที่คนเราจะคิดพาตัวเองไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพราะเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งที่บ่มเพาะได้ และเสริมว่า 

"มันไม่มีคำว่าเร็วเกินไปหรือสายเกินไปที่จะเริ่มคิดว่าอะไรทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย"

ก้าวต่อไปที่ทีมวิจัยอยากเห็นคือการทดลองที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบโดยตรงว่า การเข้าไปช่วยให้คนสร้างเป้าหมายในชีวิตขึ้นมาจะช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะเป็นคำตอบที่งานวิจัยเชิงสังเกตแบบนี้ให้ไม่ได้ ระหว่างที่ยังไม่มีคำตอบนั้น สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้บอกได้ก็คือ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสมองที่ยืดหยุ่นในวัยสูงอายุ ไม่ได้อยู่แค่ในใบสั่งยา แต่อยู่ในคำถามง่าย ๆ ว่าตื่นขึ้นมาแต่ละวันแล้วมีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้าง

ที่มา: Neuroscience News, UC Davis Health, The American Journal of Geriatric Psychiatry, Government of Japan, Nature

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

พันล้านก่อน 35 เรียนรู้วิธีคิดนักธุรกิจ Gen Y จาก 3 แบรนด์ดังของไทย

วิธีคิดของ 3 นักธุรกิจ Gen Y เจ้าของ PRAMY, Dr.PONG และยืดเปล่า ที่ปั้นแบรนด์ให้โตถึงหลักพันล้านบาทก่อนอายุ 35 ปี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จนถึงบทเรียนราคาแพงที่พลิกให้ธุรกิจโตก้าว...

Responsive image

ถอดบทเรียน T-Beauty จาก ศรีจันทร์ และ MizuMi กับข้อได้เปรียบที่แบรนด์ระดับโลกลอกไม่ได้

รวิศ หาญอุตสาหะ ซีอีโอ ศรีจันทร์ และ วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ซีอีโอ Mizuhada Group ถอดบทเรียน T-Beauty บนเวที Techsauce Global Summit 2026 ตั้งแต่ 11,000 แบรนด์ในสนามเดียวกัน อากาศร้อน...

Responsive image

จาก Solopreneur สู่ Enterprise System ถอดสมการการขยายธุรกิจของ Paloy Studio ให้ทะลุขีดจำกัดหลักร้อยล้าน

เจาะลึกกลยุทธ์ Paloy Studio จากเงิน 1,500 บาท สู่ยอดขาย 12 ล้านในไลฟ์เดียว ถอดบทเรียน Live Commerce การสร้างทีม และวิธีปั้นแบรนด์ให้รอดในยุค AI...