Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
Contact us
4

ถ้า Facebook ไม่ Decentralize ตัวเอง อนาคตอาจจะอยู่ไม่ได้1 min read

Posted by
Posted date พฤษภาคม 2, 2018

วันนี้ Facebook ยังมีผลประกอบการและรายได้ที่ดีอยู่ ว่าแต่อนาคตจะเป็นอย่างไร? แต่ทำไมเราถึงแอบคิดว่าถ้า Facebook ไม่ยอม Decentralize ตัวเอง ในอนาคตจะอยู่ไม่ได้? เห็นด้วยหรือเห็นต่างโปรดร่วมแชร์ความคิดเห็นกันครับ

ปีนี้หลายคนคิดว่า Facebook สะบักสะบอมจากกรณี Cambridge Analytica ไปหนักพอสมควร แต่เอาเข้าจริง จากผลประกอบการของ Facebook ในไตรมาสแรก (Q1) ของปี 2018 สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากกรณีเรื่องข้อมูลที่หลุดออกไปมากนัก ซึ่งทำให้ Facebook ยังยืนลู่ลมได้อย่างสบาย ๆ

แต่เอาเข้าจริง เราลองจินตนาการดูไปข้างหน้าว่า Facebook ในยุคที่พยายามเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในสังคมออนไลน์ หรือ Centralized Social Network รวมรวบฟีเจอร์ทุกอย่างที่ควรมี (Nice to have) ต้องมี (Must Have) ใส่มาครบ

ซึ่งมันให้เราแอบนึกถึงยุคดอทคอม ประมาณปี 2000 ที่มี Portal รวมลิงก์ทุกอย่างไว้ในหน้าแรกมีครบ เกือบ 20 ปีผ่านเทคโนโลยี Web Programming พัฒนาแบบก้าวกระโดดจนทำให้เกิดการพัฒนา Products, Services และ Features ต่าง ๆ ออกมามากมายเกินจะจินตนาการ

ลองไล่ดูเล่น ๆ ใน Facebook ก็จะมี News Feed, Profile, Messenger (แยกไปเป็นอีก Brand หนึ่งแล้ว), Posts, Photos, App & Games, Groups, Pages, Events, Marketplace, Saved, On This Day, Nearby Friends, Offers, Recommendations, Rewards, Greetings, Sports, Weather, Stories, Advertisements, QR Code, Device People, Find Wi-Fi, City Guides, Crisis Response และอื่น ๆ อีกมากมาย

คำถามคือใช้หมดหรือไม่? เชื่อว่าคำตอบของหลาย ๆ ก็คือ ใช้ไม่หมดหรอก …แต่มีไว้แล้วมันอุ่นใจ (ฮา)

มันเหมือนยุคนั้นอย่างบอกไม่ถูก….

แต่พอลองคิดดูอีกที ก็พบว่าจริง ๆ แล้วหลายฟีเจอร์ที่ Facebook สร้างขึ้นมาก็เพื่อสกัดคู่แข่งไป เช่น Interest Lists (ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว), Stories (เอามาจาก Snapchat) และล่าสุดกับฟีเจอร์ Dating (สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าเพื่อเอามาแข่งกับ Tinder) เป็นต้น

ภาพ: Twitter @joshhunt

The Guardian สัมภาษณ์ Jason Calacanis นักลงทุน (Early Investor) ในช่วงเริ่มต้นของ Uber และ Thumbtack ผู้เขียนในหนังสือ “Angel – How to Invest in Technology Startups – Timeless Advice from an Angel Investor Who Turned $100,000 into $100,000,000” ชี้ให้เห็นสองเหตุผลว่าทำไม Facebook ถึงยังไม่ถูกล้ม

  1. Mark Zuckerberg ประสบความสำเร็จในอาชีพ “นักซื้อคู่แข่งทางการค้า” (Buying Competitors) อย่าง Instagram และ WhatsApp ที่มีแนวโน้มจะมา Disrupt Facebook เมื่อ Mark ซื้อบริษัทพวกเขามาแล้ว  ก็กลายเป็นตราประทับความเป็นผู้ผูกขาดทางการค้า (Monopoly) อย่างเป็นทางการ ข้อมูลทั้งจากสามแพลตฟอร์มจะกลายเป็นคูน้ำขนาดใหญ่ที่คาดไม่ถึง
  2. Mark มีความสามารถในการขโมยที่ฟีเจอร์จัดเป็นนวัตกรรมเด่นจากสตาร์ทอัพ ซึ่งปฎิเสธการซื้อกิจการจาก Facebook ได้อย่างรวดเร็ว เช่น Snapchat

ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า การสร้างฟีเจอร์ออกมาเยอะ ๆ ก็เพื่อผู้บริโภค และก็เพื่อสกัดคู่แข่งไปในตัว

Jim Edwards เขียนบทความใน Business Insider ที่ชื่อ “No one thinks this is ‘the end of Facebook’ … yet investors sense blood in the water” (ไม่มีใครคิดว่านี่จะเป็นจุดจบของ Facebook แต่ยังไงฉลามอย่างนักลงทุนก็ได้กลิ่นคาวเลือดบ้างแล้ว) โดยระบุว่าไม่มีกฎอะไรที่จะบอกเราได้ว่า Facebook จะยังคงมีความนิยมต่อไปเมื่อไร

Jim กล่าวต่อว่า หลายครั้ง Social Media ในอดีต ก็ไม่ได้ตายเพราะให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ลดลงหรอก แต่เป็นเพราะสังคมในเวลานั้นมองว่า Social Media เดิมที่ใช้อยู่มันไม่เท่ ไม่ Cool เหมือนเดิมแล้ว เช่น Hi5, MySpace, Path, Livejournal เป็นต้น ก็ทำให้คุณและเพื่อน ๆ คุณต้องย้ายมายัง Social Media ใหม่ก็เท่านั้นเอง

ในฐานะผู้บริโภค เราคิดว่าสิ่งที่ Facebook ควรทำก็คือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นว่า Facebook กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่ก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดี แต่การเป็น Centralized Social Network ที่มีขนาดใหญ่ด้วยหรือเปล่า ทำให้การตรวจสอบปัญหาต่าง ๆ เป็นไปอย่างล่าช้า และตอบสนองต่อปัญหาไม่ได้ในทันที

“เรากำลังพยายามทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เกิดขึ้น และผมคิดว่าผมคำนวณผิดพลาดไป ผมควรจะพูดอะไรบางอย่างออกมาเร็วกว่านี้ แม้ว่าผมจะยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด เมื่อพวกเราเริ่มตรวจสอบและเรียนรูุ้ทุกอย่างแล้ว ผมคิดว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแค่ว่าเราควรจะจัดการทุกอย่างให้ได้เร็วกว่านี้” Mark Zuckerberg กล่าวในงาน F8 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสักวันหนึ่งพวกเราหลาย ๆ คนก็ต้องย้ายออกไปยัง Social Media ใหม่ในสักวันหนึ่ง อาจเพราะความแน่นของฟีเจอร์ ความแน่นของผู้ใช้งาน ความแน่นของการโฆษณา ความแน่นของการเก็บข้อมูลผู้ใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และอาจเพราะมันไม่ Cool แล้วด้วยก็เป็นได้

จะเป็นไปได้หรือไม่? ถ้าแต่ละแพลตฟอร์มกระจายตัวกัน เป็น Decentralized Social Media ไม่กระจุกอยู่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งจนเกินไป เช่น เก็บรูปทีนึง, เก็บวิดีโอที่นึง, เก็บไฟล์เสียงทีนึง ซึ่งภาพในเวลานี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง

เอาจริง ๆ เราแอบเชียร์ Instagram ในฐานะ Social Media เก็บรูปภาพ ที่ Facebook เลือกเอามาชูเป็น Decentralized Social Media ในอนาคต

และเราคิดว่าในอนาคต คนจะยอมใช้แพลตฟอร์มที่ตรงกับ Lifestyle ตัวเองมากขึ้น ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะแชร์มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดในระบบใดระบบหนึ่งในอนาคต

แต่จริง ๆ โจทย์นี้คนแก่ ๆ แบบเราก็เริ่มจะตีบตัน หวังว่าคงมีสักวันที่เกิดในยุค Social Media คงจะคิดออกและหา Solution ได้ว่า Social Media ในอนาคตจะเป็นแบบไหน?

เห็นด้วยหรือเห็นต่างโปรดร่วมแชร์ความคิดเห็นกันครับ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก The Next Web, Business Insider, Vanity Fair, The New York Times และ The Guardian ผสมผสานความเห็นกองบรรณาธิการรวมเข้าไปด้วย

Just ordinary guy who interested about current affairs, new media and technology. Now I’m freelance content editor and co-founder of “YarmFaoJor” (ยามเฝ้าจอ) Thailand TV Monitor by new generation.

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe