Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
Contact us
5

Startup 101: คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการใหม่ที่กำลังทำ MVP1 min read

Posted by
Posted date สิงหาคม 23, 2016

ตามต่อกับบทความซีรีย์ Startup  101 เมื่อคุณมีความตั้งใจต้องการทำธุรกิจ ค้นคว้าและพิสูจน์มาแล้วระดับนึงกับกลุ่มเป้าหมายว่ามีปัญหาดังกล่าว และคุณมีโซลูชั่นที่จะเข้าไปแก้ปัญหานั้น ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องมี Product แล้ว และต้องทำมันออกมาให้เร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การทำ Market Validation ทดสอบสมมติฐาน ว่า Product นั้นจะมีตลาดรองรับและมีคนใช้จริงไหม ความไวเป็นเรื่องสำคัญและต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า “ผู้ใช้จะใช้ Product เราจริงๆ หรือเปล่า?”

Screen Shot 2559-08-13 at 6.04.38 PM

หลายคนจะบอกว่ามันก็อยู่ในคำตอบที่คุณไปสัมภาษณ์คนใช้ไง แต่จริงๆ แล้วต้องระวังเพราะการสัมภาษณ์ก็อาจได้มาซึ่งคำตอบที่สับขาหลอกโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณต้องดูให้ดีๆ ว่าเขาจะ “ใช้” Product นั้น หรือแค่อย่างน้อยๆ ก็ต้องลองใช้มัน Market Validation ไม่ได้หมายถึงไอเดียคุณจะเวิร์ค

การพัฒนา Minimum Viable Product (MVP)

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากเมื่อคิดว่ามีคนใช้ Product คุณ มีฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยม ใส่นู่นนั้นนี่เพิ่ม  บลาๆๆๆ ใจเย็นๆ คุณกำลังจะไปไกลแล้ว…

Eric Ries เขียนในหนังสือ  The Lean Startup โดยให้คำนิยาม MVP คือ  “[the] version of a new product which allows a team to collect the maximum amount of validated learning about customers with the least effort.”

นั่นหมายถึง เป็นตัวอย่าง Product ที่มีฟีเจอร์น้อยๆ เพียงพอในการทดสอบการใช้งานของลูกค้า จะไม่ยัดฟีเจอร์อะไรสารพัดเข้าไป โดยฟีเจอร์นั้นเริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการก่อนจริงๆ และโฟกัสเป็นฟีเจอร์หลักสำหรับ MVP เวอร์ชั่นแรกของคุณ

ทั้ง Facebook, Twitch.tv, Zappos ก็เริ่มแบบนี้

  • Facebook เริ่มจากฟีเจอร์ที่สร้าง Profile อย่างง่ายๆ และฟีเจอร์การค้นหา
  • Twitch.tv เริ่มจากการ Live streaming ชีวิตส่วนตัว
  • Zappos เริ่มจากการให้ถ่ายภาพรองเท้าที่ร้านและโพสภาพขึ้นบนออนไลน์

Screen Shot 2559-08-13 at 6.04.49 PM

จงจำไว้ว่าเป้าหมายหลักของ MVP คือการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ของคุณ ถ้าคุณไล่ตามขั้นตอนการทำ Market Validation อย่างละเอียดกลุ่มผู้ใช้บางรายจะเผยถึงข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ

Visualize MVP

แล้ว MVP หน้าตาเป็นอย่างไรหล่ะ? เป็นเว็บแอปฯเหรอ? เป็นโมบายแอปฯ เหรอ? ลองเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่เป็นเป้าหมายให้ผู้ใช้เราแบบนี้ก่อน

We want {our users} to visit {our app/site} and think “{some thought}” and as a result, do {some action}.

ด้วยสมมติฐานนี้ การออกแบบ MVP จะนำไปสู่การทำให้เกิด action ได้  action ในที่นี่เช่น การสร้าง profile, การกดปุ่มดาวน์โหลด, การดาวน์โหลดรูป, การซื้อของ, การใส่ข้อมูลในฟอร์ม เป็นต้น หลังจากสร้าง MVP แล้ว ที่สำคัญต้องทำการวัดผล และวิเคราะห์ผลด้วยเครื่องมือเหล่านี้ เช่น Google Analytics, Mixpanel หรือ Amplitude

จุดสำคัญมากๆ อีกอันและหลายคนมักมองข้าม คือการออกแบบ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องสีสันในตอนนี้ (แต่มันเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ในเชิงอารมณ์ แต่ไม่ใช่ที่ขั้นตอบ MVP)

สิ่งที่สำคัญในขั้นตอน MVP คือ ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ User Experience (UX) และ การสื่อสารผ่านทาง User Interface (UI)  สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคยเรื่องนี้ แนะนำให้อ่าน Don’t Make Me Think: A Common Sense Approach to Web Usability

Mock up เว็บฯ หรือ แอปฯ คุณด้วย  Sketch หรือ Balsamiq (ดีสำหรับการทำ wireframing, แต่ไม่ใช่เพื่องานดีไซน์) พยายามทำให้เว็บฯ และแอปฯ Flow ขั้นตอนการใช้ในแต่ละขั้นเป็นไปโดยธรรมชาติ อย่าง MVP นั้นควรมีจำนวนหน้าที่น้อยๆ เพื่อทดสอบสมมติฐานก่อน

ได้เวลาสร้าง MVP ของคุณ

เมื่อคุณสร้างแอปฯ หรือ เว็บไซต์ คุณพัฒนาฟีเจอร์หลักของคุณก่อน และสร้างพวกฟังก์ชั่นพื้นฐานอย่าง Sign up, login, profile) ทีหลัง ถ้ายังไม่ได้ฟันธง 100% ว่าไอเดียของคุณจำเป็นต้องเป็นโมบายแอปฯ ช่วงนี้อยากให้พิจารณาสร้างเว็บฯ แอปก่อน โมบายแอปฯ มีความซับซ้อนและการให้คนเข้ามาเริ่มใช้นั้นต้องผ่านกระบวนการหลายขั้น

แต่สำหรับคนที่ต้องทำโมบายแอปฯ ต้องพิจารณาเปอร์เซนต์ผู้ใช้ระหว่าง android และ iOS โดยการที่คุณจะลองถามตลาดช่วงทำ Market Validation ไปด้วยก็ได้ จงตระหนักว่าถ้า iOS ก็ต้องผ่านกระบวนการการขออนุมัติจาก apple เพื่อเอาขึ้น appstore พอสมควร

ท้ายสุดแล้ว MVP จะเน้นเรื่องฟังก์ชั่นนั้นตอบโจทย์ลูกค้าไหม เป้าหมายไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพแต่เน้นเรื่อง Functionality การทำงานของมัน คุณและทีมงานต้องทำการทดสอบ bug ก่อนจะเปิดตัว และแน่นอนก็จะมีกลุ่มผู้ใช้กลุ่มแรกๆ ที่เจอ bug เล็กๆ มาแจ้งคุณ

MVP โดยไม่มี CTO หรือ Designer

 

แล้วทำไงดีถ้าคุณไม่มีทั้ง CTO และ Designer ในเวลานี้หล่ะ เพราะหายากจังเลย ถ้าคุณไม่ได้เป็นสายเทคนิคหรือ product development ไม่มีทั้งคนช่วยด้านเทคนิคหรือออกแบบ อย่าพึ่งท้อใจ ยังมีวิธีอีกมากที่จะช่วยคุณสร้างและทดสอบ MVP ได้ คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้มาช่วยได้ Instapage, Squarespace, Launchrock ในการดูพฤติกรรมผู้ใช้ จนกระทั่งสมัคร สามารถสร้างเป็น Landing Page, ฟอร์มง่ายๆ ได้

Screen Shot 2559-08-13 at 6.27.19 PM

แต่ถ้า MVP ของคุณจำเป็นต้องมีฟีเจอร์ที่ต้องใช้เทคนิคเข้ามาช่วยจริงๆ ก็มีบริษัทที่รับ outsource ด้านนี้อยู่อย่าง Gigster และ Propeller Labs ซึ่งแน่นอนพวกนี้ย่อมมีค่าใช้จ่าย

Reid Hoffman, founder of LinkedIn เคยกล่าวว่า ถ้าคุณไม่รู้สึกกระดากหรือรู้สึกแปลกๆ กับ Product เวอร์ชั่นแรกของคุณ นั่นถือว่าคุณ launch ช้าไปแล้วหล่ะ

อย่าไปกังวลมากที่ต้องมาคอยกำจัด bug ทุกตัวให้หมดไป หรือต้องมีโลโก้แบบเป๊ะเว่อร์ เมื่อคุณมีฟีเจอร์หลักที่ต้องทำแล้ว พยายามพัฒนามันออกมาและทำการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้ นำฟีดแบคที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงให้ไว

ได้เวลาเปิดตัว

ได้เวลาเปิดตัวแล้ว แม้มันจะเป็นวันสำคัญมากๆ แต่คุณก็จะรู้สึกว่ามันผ่านไปเร็ว เพราะชีวิต Startup ก็เป็นแบบนี้ มีช่องทางให้เปิดตัวเพื่อจะดึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกๆ มาใช้งานดังนี้

 

  • Facebook – เรียบง่ายที่สุด คุณเริ่มต้นแขร์เว็บไซต์และแอปฯ ด้วย Facebook Post คุณอาจจะได้เพื่อนกลุ่มของคุณเข้ามาช่วยแชร์

Screen Shot 2559-08-13 at 6.05.42 PM

  • Facebook Ads – ข้อดีของ Facebook Ads คือตั้ง audience targeting และทำ A/B Test ได้สะดวก (อย่างไรก็ตามยิ่งตั้ง Target มาก ราคาก็สูง) และตั้งช่วงเวลาของแคมเปญได้

 

  • ProductHunt– คือคอมมูนิตี้สำหรับแอปฯ, ซอฟแวร์ใหม่ๆ ซึ่งสามารถฟังฟีดแบคเกี่ยวกับ Product ได้ (แต่เหมาะกับการเจาะตลาดต่างประเทศมากกว่า) แนะนำว่าให้ศึกษารายละเอียดที่โพสจะขึ้นไปโชว์ เพราะมีกระบวนการอนุมัติการโพส และจะไปอยู่หน้า Homepage อย่างไร 

Screen Shot 2559-08-13 at 6.06.03 PM

  • Influencers/Bloggers  เลือกหา Influencer และ Blogger ที่ดูน่าสนใจใน Product คุณและเข้ากับ Character ตัว Product ที่สำคัญคอมมูนิตี้ที่พวกเขามีตรงกับลักษณะที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของ Product ของคุณด้วย แนะนำว่า message ต่างๆ ที่จะให้เขาแชร์ควรทำให้พร้อมระดับหนึ่งดูเป็นธรรชาติที่เขาสามารถนำไปแชร์ได้ง่ายๆ (แต่ระวังเรื่อง message ที่อาจเจอ Influencer บางรายก๊อปปี้ไปทั้งดุ้น โดยไม่ทันสังเกตจนเกิดดราม่าอย่างที่เห็นหลายๆ ครั้งๆ)
  • Community- พวก Product ที่เป็นกลุ่มเฉพาะจำเป็นต้องเข้าไปยังคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจเฉพาะทางสูง เช่น แอปฯ เล่นหุ้น กลุ่มทำอาหาร เพราะถ้าเข้าไปยังคอมมูนิตี้ที่ไม่ตรง อาจได้รับฟีดแบคที่ไม่ได้มาจากกลุ่มเป้าหมายและทำใ้ห้เราสับสนในการปรับปรุง Product  พึงระวังอีกอย่างคือการโปรโมต Product ในกลุ่มคอมมูนิตี้นั้นก็ต้องไม่ไปละเมิดกฎเกณฑ์ของคนกลุ่มนั้น ไม่งั้นอาจโดนเตะออกมาได้ง่ายๆ
  • Press ถ้ามีโอกาสเข้าถึงสื่อได้เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ได้ก็อย่าได้กังวล เพราะช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ยังไม่มี proven record ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการแนะนำ อย่างไรแล้วทำความรู้จักสื่อกลุ่มนี้และนักเขียนที่มักเขียน cover  ใน area ของคุณไว้ไม่เสียหลาย ทำการส่ง press kit ที่ทำให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น
  • Email Outreach – สำหรับ B2B startups แล้ว การนัดหมายเพื่อเดโม่ product นั้นสำคัญ อีเมลเป็นหนึ่งช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าองค์กร ภายในอีเมลมีลิงค์ของ Product แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทำใจนิดนึง เปอร์เซ็นต์ที่มีโอกาสเกิด lead นั้นถือว่าน้อย โดยเฉพาะบ้านเราถ้า B2B องค์กรใหญ่สายสัมพันธ์ยังคงสำคัญไม่น้อย และถ้าเขามาเป็นลูกค้าของคุณได้แล้ว อีเมลในการอัพเดตให้ข้อมูลความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับ Product เป็นสิ่งสำคัญ

เตรียมตัวขั้นต่อไป

กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องฝ่าหลายๆ ด่าน หลายคนต้องมาปรับแผนกันหลายรอบเพราะหลังจากทำ Market Validation แล้วไม่ผ่าน แต่ก็ดีกว่าดันทุรังทำไปโดยไม่ปรับอะไร จนสุดท้ายเสียเวลาและ resource ไปไม่น้อย ถ้ามาถึงจุดนี้ได้ผ่านช่วง Problem/Solution Fit คุณก็เข้าสู่กระบวนการดึงคนเข้ามาใช้ Product ของคุณ อย่าลืมยิ่งมีคนเข้ามาใช้เพิ่ม คุณจะมีข้อมูลฟีดแบคจากผู้ใช้ที่เยอะขึ้น มีข้อมูลพฤติกรรมที่เยอะขึ้นเพื่อมาปรับแต่ง Product ของคุณ

————————————————————————————————————-

Editorial Note: บทความนี้คือบทความพิเศษที่เราเรียกว่า Guest Post (ดัดแปลงให้เข้ากับตลาดไทย) จาก Nick Raushenbush ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใน Santora Nakama (Bangkok-based startup studio) และ co-founder ของ Shogun  (drag and drop page builder and editor สำหรับเว็บไซต์) โดยส่งมาให้กองบรรณาธิการ techsauce อัพโหลดขึ้นโดยเฉพาะ  บทความนี้ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้เขียน ซึ่งมี techsauce เป็น ผู้เผยแพร่เดียวที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ หากต้องการนำบทความไปใช้กรุณาให้เกียรติด้วยการอ้างอิงชื่อผู้เขียนและลิงก์ กลับมายังบทความต้นฉบับ

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe