Techsauce พาไปดูเส้นทางคร่าวๆ ของ GO-JEK สตาร์ทอัพผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ (Ride-hailing) ที่มาไกลได้จนวันนี้เขามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร? และเติบโตขึ้นมาเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศอินโดนีเซียได้อย่างไร? Photo: Go-Jek Tech

ในวันนี้หลายรู้จัก GO-JEK ในหลายรูปแบบ บางคนรู้จักว่าเป็นยูนิคอร์นรายใหม่แห่งอินโดนีเซีย บางคนรู้จักว่าเป็นเป็นสตาร์ทอัพผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ (Ride-hailing) ผู้กินส่วนแบ่งในตลาดอินโดนีเซียไปมากที่สุด ซึ่งตอนนี้สตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวนี้กำลังขยายตัวจากในประเทศออกสู่ตลาดนอกประเทศ

แต่วันนี้เราจะพาไปดูเส้นทางคร่าวๆ ของ GO-JEK ที่มาไกลได้จนวันนี้เขามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร และเติบโตขึ้นมาเป็นยูนิคอร์นได้อย่างไร คำถามก็คือทำไมเราต้องพาไปรู้จักกับสตาร์ทอัพรายนี้ล่ะ?

คำตอบก็คือเพราะสตาร์ทอัพรายนี้กำลังขยายตลาดเข้าสู่ประเทศอื่นๆ ได้แก่ เวียดนาม, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ และไทย ล่าสุด Techsauce เราก็เคยรายงานไปแล้วว่า GO-JEK มุ่งสู่ประเทศเวียดนามภายใต้ชื่อ GO-VIET และมุ่งสู่ประเทศไทยในชื่อ GET เรียกได้ยูนิคอร์นตัวนี้ว่ามาไกลกว่าที่ใครหลายคนคิดจริงๆ

เมืองรถติดระดับโลกกับโอกาสครั้งสำคัญของ GO-JEK

Photo: Adek Berry, AFP, Getty Images via CNBC

INRIX บริษัทที่ทำงานเกี่ยวการวิจัยข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลที่ชื่อว่า INRIX Global Traffic Scorecard ซึ่งระบุว่ากรุงจาร์ตาจากประเทศอินโดเซียมีการจราจรที่คับคั่งเป็นอันดับที่ 17 ของโลก (เป็นรองจากกรุงเทพมหานครของเราอยู่ในอันดับที่ 16 ของโลก และเป็นรองเมืองคานสค์จากประเทศรัสเซียซึ่งอยู่ในอันดับที่ 15) ซึ่งชาวอินโดนีเซียต้องใช้เวลาไปกับการเดินทางมากถึง 63 ชั่วโมงต่อปี

นอกจากนี้ข้อมูลจาก AirVisual แอปที่ตรวจสอบคุณภาพอากาศจากทั่วโลก ก็ระบุว่า กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นเมืองที่ติด Top 10 เมืองที่มีสภาพอากาศเป็นมลพิษที่สุดในโลกอีกด้วย

ถือได้ว่า กรุงจาร์กาตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย มีสถิติด้านเมืองรถติดระดับโลกมาหลายปีแล้ว ประกอบกับจำนวนรถจักรยานยนต์ที่ลงทะเบียนในระบบซึ่งมีมากถึง 76 ล้านคัน (ข้อมูลเมื่อปี 2012)

ชายหนุ่มผู้สวมแว่นอยู่ตรงภาพของภาพ เขาผู้นั้นคือ Nadiem Makarim, CEO ของ GO-JEK | Photo: Go-Jek

ทำให้ชายหนุ่มที่ชื่อว่า Nadiem Makarim อดีตนักศึกษา Harvard Business School (ปัจจุบันเป็น CEO ของ GO-JEK) ซึ่งในระหว่างเรียน เขาคิดว่าจะทำสตาร์ทอัพอะไรดี?

และด้วยเหตุผลที่เราเล่ามาข้างต้น จึงทำให้เขาก่อตั้งบริการเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (อินโดนีเซียเรียกบริการแบบนี้ในชื่อ Ojek) ขึ้นมา รูปแบบที่เปิดให้บริการครั้งแรก คือ การให้ผู้ใช้บริการโทรเข้ามาที่ศูนย์ เพื่อให้มอเตอร์ไซค์มารับไปส่งถึงที่หมาย ในเวลานั้นมีรถมอเตอร์ไซค์ให้บริการแค่ 20 คันเท่านั้น ถือเป็นการเปิดตัวหลังจาก Uber ก่อตั้งมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว (Uber ก่อตั้งเมื่อปี 2009)

ต่อมาไม่นานนักในเดือนมกราคม 2015 เปิดตัวแอปชื่อว่า GO-JEK บน iOS และ Android เพื่อให้บริการรับส่งคน สินค้า และบริการสั่งซื้อสินค้าต่างๆ ในกรุงจาร์กาตา (เมืองหลวงของอินโดนีเซีย) และตามหัวเมืองสำคัญๆ  ในประเทศอินโดนีเซีย เริ่มมีคนขับอยู่ที่ประมาณ 800 คน

ประกอบกับบริการ Ride-Hailing ชื่อดังอย่าง Uber เริ่มทำตลาดมากขึ้นในทั่วโลก ทำให้นักลงทุนในอินโดนีเซียต่างเริ่มสนใจมาลงทุนกับ Go-Jek

Ajey Gore, CTO of GO-JEK | Photo: Techsauce

Ajey Gore, CTO ของ GO-JEK กล่าวไว้ในงาน Techsauce Global Summit 2018 ว่าการเปิดตัว GO-JEK ในช่วงแรก มีผู้เข้าใช้แอปจำนวนมาก เนื่องจากมันได้ช่วยเข้าไปแก้ปัญหาให้ผู้คนได้ ไม่ว่าใครจะลืมของไว้ที่บ้านและต้องการให้คนนำมันไปส่ง บ้างต้องการอาหารไปส่งยังออฟฟิศ

"Go-Jek สามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ จากการที่เราได้ทำการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร ทำให้เราสามารถหาโอกาสในการเข้าไปยังตลาดใหม่ๆ ได้" CTO ของ GO-JEK กล่าว

พูดง่ายๆ ก็คือ GO-JEK มองออกแล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร จึงออกบริการที่ตรงใจลูกค้าออกมาได้นั่นเอง

ต่อมาในปี 2016 GO-JEK มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อ้างอิงข้อมูลจาก CB Insights) และผ่านไปปีกว่าๆ หลังจากการเปิดตัวครั้งแรก ช่วงกุมภาพันธ์ 2016 Go-Jek มีจำนวนคนขับรถให้บริการอยู่ที่ 200,000 คนแล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนสิงหาคม 2016 Go-Jek ได้รับเงินระดมทุน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทต่างๆ ได้แก่ กูเกิล (Google), วอร์เบิร์ก พินคัส (Warburg Pincus), เคเคอาร์ (KKR), เทนเซ็นต์ (Tencent) และเหม่ยถวน-เตี้ยนผิง (Meituan-Dianping) ทำให้มีมูลค่าบริษัทพุ่งสู่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของอินโดนีเซียไปในที่สุด

ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพที่กลายเป็นยูนิคอร์นไปแล้ว 4 ราย ได้แก่ รายแรกคือ GO-JEK, รายที่ 2 คือ Traveloka, รายที่ 3 คือ Tokopedia และรายที่ 4 คือ Bukalapak

ขยายโมเดลจากขนส่ง สู่ FinTech และอีกสารพัด

เราไม่ได้ต้องการที่จะไปแข่งขันกับใคร เพียงแค่ต้องการร่วมมือกับสตาร์ทอัพอื่นๆ และเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้คนในพื้นที่ - Ajey Gore, CTO of GO-JEK

Go-Jek ยูนิคอร์นแห่งอินโดนีเซีย เริ่มต้นจากการรับขนส่ง On-Demand ต่อมาก็ขยายสู่การขนส่งเฉพาะทาง อย่างเช่น บริการสั่งซื้อ-ขนส่งยารักษาโรค ผ่านบริการที่ชื่อว่า Go-MED แล้วยังรวมไปถึงบริการจองการใช้บริการต่างๆ เช่น หมอนวด และยังมีบริการอีกสารพัด

ที่น่าทึ่งหลังจากนั้น คือการมาถึง GO-PAY ซึ่งเป็นบริการ Payment และ E-Wallet ของ GO-JEK เอง ที่เปิดให้คนใช้บริการต่างๆ ของ GO-JEK จ่ายออนไลน์ได้สะดวกสบาย และยังรวมไปถึงบริการอื่นๆ อย่างเช่น การเติมเงินมือถือ เป็นต้น

แค่เฉพาะในเดือนมกราคม 2017 มีคนโหลดแอปมากกว่า 30 ล้านครั้ง ส่วนตอนนี้ ในปี 2018 มียอดผู้ดาวน์โหลดแอป Go-Jek ไปมากกว่า 98 ล้านครั้งแล้ว

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเติบโตของธุรกิจเท่านั้น แต่คือการพยายามสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนให้ได้มากที่สุด - Nadiem Makarim, CEO of GO-JEK

Photo: Go-Jek

นอกจากนี้ CTO ของ GO-JEK ยังระบุว่าแพลตฟอร์มของ GO-JEK นั้นได้สร้างผลกระทบขนาดใหญ่ต่อสังคมอินโดนีเซีย โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมต่อผู้คนด้วยที่มีความต้องการบางอย่างร่วมกัน รวมถึงยังมองว่าเรื่องของความสะดวกสบายนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ GO-JEK นั้นเป็นประโยชน์ทั้งกับลูกค้าและตัว GO-JEK เองด้วย ซึ่งในปี 2018 นี้ GO-JEK ได้มีบริการให้ใช้ได้มากถึง 18 บริการแล้ว

บริการที่ Go-Jek ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

บริการทั้งหมดของ GO-JEK นอกจากเหนือจากบริการเรียกแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์ผ่านแอป ซึ่งตอนนี้ (สิงหาคม 2018) มีบริการมากถึง 18 บริการ | Photo: GO-JEK
  1. GO-JEK : บริการเกี่ยวกับการขนส่งและสั่งซื้อสินค้า
    • GO-RIDE - บริการเรียกมอเตอร์ไซค์ผ่านแอปพลิเคชัน
    • GO-CAR - บริการเรียกรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน
    • GO-FOOD - บริการซื้ออาหารแล้วมาส่งให้ถึงที่หมาย
    • GO-MART - บริการซื้อของจากร้านสะดวกซื้อแล้วมาส่งให้ถึงที่หมาย
    • GO-SEND - บริการส่งพัสดุผ่านมอเตอร์ไซค์
    • GO-BOX - บริการส่งพัสดุผ่านรถบรรทุก
    • GO-TIX - บริการจองตั๋ว เช่น ตั๋วชมภาพยนตร์ ตั๋วชมการแสดง
    • GO-MED - บริการสั่งซื้อ-ขนส่งยารักษาโรค
  2. Go-Pay : บริการเกี่ยวกับการจ่าย และ FinTech

    • GO-PAY - บริการจ่ายเงิน (Payment) และกระเป๋าเงินออนไลน์ (E-Wallet)
    • GO-BILLS - บริการชำระบิลหรือค่าบริการต่างๆ
    • GO-POINTS - บริการสะสมคะแนนจากใช้บริการใน Go-Jek แล้วนำคะแนนที่ได้มาแลกเป็นสินค้า-บริการต่างๆ ได้
    • GO-PLUSA - บริการเติมเงินให้กับโทรศัพท์มือถือ
  3. Go-Life : บริการอำนวยความสะดวกสำหรับชีวิตประจำวัน
    • GO-MASSAGE - บริการเรียกคนไปนวดได้ถึงที่หมาย
    • GO-CLEAN - บริการเรียกคนไปทำสะอาดได้ถึงที่หมาย
    • GO-AUTO - บริการเรียกคนไปดูแลรถ เช่น ล้างรถ ซ่อมรถ ฯลฯ ได้ถึงที่หมาย
    • GO-GLAM - บริการเรียกคนไปเสริมความงามให้คุณได้ถึงที่หมาย

อ่านประกอบ


เส้นทางสู่แพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ รวมถึงการขยายตลาดสู่ประเทศอื่น

Photo: Go-Jek

"เราจึงมีความท้าทายในเรื่องของการขยายและพัฒนาตัวแอปพลิเคชัน ให้สามารถรองรับความหลากหลายของบริการเหล่านี้ ซึ่งเราสามารถรับมือกับมันด้วยสุดยอดเทคโนโลยีที่เรามี และทีมที่มีศักยภาพ" Andre Soelistyo, President ของ GO-JEK ให้สัมภาษณ์กับทาง Techsauce ไว้เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และภาพบริการที่เราคลี่ออกมาให้ดูข้างต้น ก็พอสะท้อนให้เห็นว่า GO-JEK กลายเป็นแพลตฟอร์มแบบเต็มตัวไปแล้ว และมีแนวโน้มจะพัฒนาบริการอยู่เดิมและสร้างบริการใหม่ๆ ต่อไป

และเมื่อแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Uber โบกมือลาตลาด Southeast Asia (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ทำให้ GO-JEK ประกาศขอบคุณ Uber และลั่นวาจาพร้อมขยายบริการออกสู่นอกประเทศเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และไม่ให้มีผู้บริการรายใหญ่แค่เจ้าเดียว นั่นคือ Grab

"ผู้บริโภคต่างมีความสุขเมื่อพวกเขามีทางเลือกเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทย เวียดนาม สิงคโปร์ หรือ ฟิลิปปินส์ คือ พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกมากพอ สำหรับบริการ Ride-hailing" President ของ GO-JEK กล่าว

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในเวลาต่อมา GO-JEK ออกประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะทำการขยายตลาดสู่ 4 ประเทศใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย

นอกจากนี้ President ของ GO-JEK ให้คำแนะนำต่อ Startup อื่นๆ ที่อยากขยายสู่ตลาด Southeast Asia โดยกล่าวว่า "สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจแต่ละตลาดอย่างลึกซึ้ง ต้องไม่มองเพียงความท้าทายและโอกาสที่จะได้รับเท่านั้น แต่ต้องมองให้ลึกไปถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นด้วย"

คุณภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์, Co-Founder and CEO of GET | Photo: Blognone Tomorrow

ซึ่งคำแนะนำดังกล่าวก็ทำให้เป็นแนวทางที่ GO-JEK ใช้ในการสร้าง Branding ให้แตกต่างออกไปตามแต่ละท้องถื่นนั้นนั่นเอง อย่าง GO-VIET เป็นชื่อบริการในเวียดนาม ส่วน GET เป็นชื่อบริการในประเทศไทย ซึ่งคุณภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GET ก็ย้ำว่า Localization มีความสำคัญและไม่ใช่เพียงการแปลภาษาเท่านั้น "แต่คือการทำให้ทั้งบริษัท ตั้งแต่ทีมผู้บริหาร และกฎระเบียบทุกอย่างเข้ากับนิสัยของผู้ให้บริการและผู้บริโภคคนไทย"

หลังจากนี้คงต้องจับตาแบบไม่กะพริบกับการต่อสู้ยกแรกของ GO-JEK ที่ส่ง GET เข้ามาในตลาดประเทศไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะตอนนี้ GO-VIET ในเวียดนามก็เริ่มนำร่องให้บริการเรียกมอเตอร์ไซค์และส่งพัสดุไปก่อนแล้ว

อ้างอิงข้อมูลจาก Techsauce (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9), TechCrunch (1) (2) และ CNBC (1) (2) (3)

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุป นวัตกรรมและ Solution ของกลุ่มทรูในงาน Digital Thailand Big Bang 2019

หนึ่งในผู้นำด้านสื่อสารอย่างกลุ่มทรูได้นำเสนอแนวคิด “True Connectivity to complete limitless living - การเชื่อมต่อ เพื่อตอบโจทย์ชีวิตไม่สิ้นสุด”จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโ...

Responsive image

อยากมีธุรกิจที่อายุยืน อย่าคิดเรื่องการแข่งขัน..... Simon Sinek ว่าไว้

หนึ่งในเทคนิคการโปรโมทหนังสือใหม่คือ การเขียนบทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นแล้วโพสต์ให้คนอื่นเห็น Simon Sinek เองก็ทำแบบนั้น ......

Responsive image

TOMS บริษัทรองเท้าที่โตด้วยการเล่าเรื่อง

พยาธิปากขอ (Hookworm) เป็นพยาธิที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงในคนและสัตว์ คุณจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ถ้าคุณเดินเท้าเปล่าไปตามพื้นดินที่มีอุจจาระเรี่ยราดอย่างเช่นในพื้นที่กสิกรรมหรือตามประเทศด้...